Switzerland วิวหลักแสนล้านที่ต้องมาให้ได้ก่อนตาย

0
1049

ประเทศไหนที่อยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต เชื่อว่าหลายคนจะต้องมีสวิสอยู่ใน List แบบพวกเราแน่ๆ

อยากไปให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตคนที่นั่นเค้าดีขนาดไหน ถ้าใครที่เป็นสาย ธรรมชาติ ประเทศนี้ต้องเป็นหนึ่งใน BUCKET LIST ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต วิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา สูดอากาศที่โคตรบริสุทธิ์ให้เต็มปอดบนเทือกเขา คือที่สุด!

อันดับ 1 ประเทศที่ดีที่สุดในโลกปี 2018 (จาก U.S.  News & World ) เป็นของสวิตเซอร์แลนด์ ผมไม่แปลกใจเลยนะ มันควรจะเป็นแบบนั้น! ทริปนี้เป็นทริป 3 ประเทศของพวกเราและอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 4 วัน จริงๆยังไม่จุใจเท่าไร อยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เลย ถ้าได้จะดีมาก แต่มันได้ที่ไหนกันล่ะ

จะเที่ยว Switzerland ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง 

TIME  ช้ากว่าไทยประมาณ 5 ชั่วโมง ความย้อนเวลานี้

VISA ขอวีซ่าเชงเก้น ก่อนไปสวิสเราไปฝรั่งเศสก่อน เลยขอวีซ่า France แต่เราต้องอยู่นานกว่าประเทศอื่น เค้าว่ากันว่าถ้าดวงดีจะได้วีซ่ายาวกว่าไปขอที่อื่น แต่ก็แล้วแต่ดวงอยู่ดีแหละ 

WEATHER  ที่นี่จะมี 4 ฤดู

ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) 18-28 องศา เราไปฤดูนี้พอดี พระอาทิตย์ตกประมาณ  3 ทุ่ม เที่ยวได้ยาวมาก ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุดหย่อนฟ้าก็ยังไม่มืดซักที
ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) ฝนจะตกมากกว่าฤดูอื่น แต่บางทีอาจจะมีหิมะด้วยถ้าเป็นตามเทือกเขา
ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิจะประมาณ -2 ถึง 7 องศา เตรียมเสื้อไปหนาๆเลยนะครับยิ่งถ้าตามเทือกเขา หิมะจะคลุมหมด ถ่ายรูปออกมาสวยมาก
ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) อากาศกำลังเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 3-17 องศา ชิวๆ


EXCHANGE RATE  ที่นี่เค้าใช้สกุลเงินสกุลเงินฟรังก์สวิส (CHF) เทียบเป็นเงินไทยได้ประมาณ 30 บาทตอนนี้เงินบาทแข็งมาก ช็อปกระจาย (ข้อมูลเดือน ก.ค.62) 

LANGUAGE คนที่นี่เค้าจะพูดภาษาหลัก 3 ภาษา ก็คือ เยอรมัน มีคนใช้มากที่สุด ประมาณ 64% รองลงมาคือภาษาฝรั่งเศส ประมาณ 19% ส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งตะวันตก เช่นเจนีวา เมืองที่เราไปมา และสุดท้ายภาษาอิตาเลียน มีคนใช้ประมาณ 8% ส่วนใหญ่ก็เป็นทางตอนใต้ของประเทศ แต่เท่าที่เราไปเค้าฟังภาษาอังกฤษกันเข้าใจนะ หลงทางถามทางหรือสั่งอาหารเค้าก็ช่วยเราได้ เพราะฉะนั้นรอดจ้า สบายเลย

SIM เราซื้อซิมจากไทยไปเลยจะได้ไม่ต้องวิ่งหาซิมให้ยุ่งยาก หรือจะ pocket wifi ก็สะดวกเหมือนกัน

TRANSPORTATION การเดินทางระหว่างเมืองในประเทศนี้ ใช้ Swiss pass จะคุ้มมาก ใบเดียวไปได้ฟรีเกือบทุกที่ในรถไฟแห่งชาติของสวิส คือ SBB CFF และ FFS หรือจะเป็นรถ BUS ก็ได้ และเข้าฟรีเกือบ 500 พิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ รวมถึง Schilthorn ก็ฟรีนะ

แต่ที่ไม่รวมก็คือ  Jungfraujoch กับ Matterhorn แต่ได้รับส่วนลดประมาณ 30% ซึ่งก็ถือว่าคุ้มอยู่ดีนะ


Swiss pass  จะมีให้เลือก 2 class คือชั้น 1 และ ชั้น 2 แต่เราแนะนำชั้น 2 ถูกกว่าประหยัดกว่า ที่นั่งก็ไม่ต่างกันมากด้วย ถือว่าประหยัดไปได้เยอะเลย สถานที่ซื้อเราจะซื้อในเว็บ dealer ในไทย หรือสถานีรถไฟฟ้าที่สวิสก็มีนะ ใครไปสวิสแนะนำอันนี้เลย คุ้มสุดแล้วลองดูเว็บเค้า https://www.raileurope.co.th/pass/swiss-travel-pass-82

BUDGET สวิส 4 คืน ต่อคนไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ( 1 CHF = 30.9 THB)

  • โรงแรม : Geneva -Hotel Cristal 1 คืน= 4,344 คนละ 2,172 THB
    Zermatt -Basecamp Hotel 1 คืน = 6,926 คนละ 3,463 THB
    Interlaken 2 คืน- Balmers Backpackers Hostel คนละ 2,580 THB
  • ค่าเดินทางหลักๆ Swiss pass 3 วัน (class 2 )คนละ 7,300 บาท
    ขึ้น Zermatt(Gornergrat) Swiss pass ลด 50% = 57 CHF = 1,761 THB
    ขึ้น Harder Klum : 19 CHF = 587.08 THB
  • ค่าอาหาร ทำเอง2มื้อ สลับกับกินร้านอาหารประมาณ 100 CHF = 3,100 THB
  • จิปาถะ ซื้อขนมซื้อน้ำ  30 CHF = 1,000 THB
    รวม 21,963.08 THB
    ใครว่าไปสวิสแพง ถ้าเราซื้ออาหารมาทำเองในบางมื้อจะลดค่าอาหารไปได้เยอะมาก 

ทริปนี้เราไป Geneva-Zermatt-Interlaken และนี่คือแพลนเที่ยวของเรา
Day 1 Geneva
UN (เก้าอี้ 3 ขา ) / Maison Tavel / St. Pierre Cathedral / Jet d’Eau
Day 2 Zermatt-Matterhorn
Gronergrat Bahn (Matterhorn )/​ Riffelberg
Day 3 Interlaken
Lake Brienz /  Harder Klum
Day 4 Interlaken – Schilthorn
Lauterbrunnen /  Murren / Schilthorn 007 / Grindelwald    

Day1  France to Geneva

UN (เก้าอี้ 3 ขา ) / Maison Tavel / St. Pierre Cathedral / Jet d’Eau 

หลังจากที่เรานั่งรถไฟ จาก Paris ไป Geneva เรานั่งของ ​SNCF เป็นเหมือนรถไฟแห่งชาติของฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ราคาต่อคน 123 EUR เราจองผ่านเว็บนี้ https://www.raileurope.co.th/  จากปารีสเราไปขึ้นรถไฟที่ Paris Gare de Lyon ถึง geneva cff เป็นสถานีรถไฟใหญ่ของเมืองเจนีวาเลยแหละ 

ขนส่งสาธารณะของประเทศที่พัฒนาแล้ว เค้าจะมาตรงเวลามากนะ เป๊ะแบบนาทีต่อนาที บอกว่าล้อหมูน 10.00 น. คือพอ 10โมงปุ๊ปล้อหมุนปั๊ป ใครมาต้องคำนวนเวลาดีดีนะเพราะบางที่ตกรถไฟปุ๊ปต้องซื้อตั๋วใหม่หมดแล้วราคาก็สูงมากด้วยนะเออ

จนีวา (Geneva) เมืองหลวงของโลก เพราะที่นี่มีองค์กรระดับโลกถึง 200 องค์กรไว้ในที่เดียว เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสวิส อันดับ 1 คือซูริค อยู่ตอนใต้ของฝรั่งเศส ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก สมัยก่อนเจนีว่าเคยอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันและฝรั่งเศส
เมืองนี้มี ประชากรอยู่ทั้งหมดประมาณ 180,000 คน มีองค์กรระดับโลกกว่า 200 องค์กร เช่น องค์กรสหประชาชาติ UN ( United Nations ) สภากาชาด (International Committee of the Red Cross)และ องค์กรอนามัยโลก ( WTO )

พอมาถึงเจนีวา สิ่งที่ทำอย่างแรกคือแรกคือไป Check-in ที่โรงแรมกันก่อน ที่นี่พอเรา Check-in ที่โรงแรมเค้าจะให้ Free Transport Public Card ให้เราตามจำนวนวันที่เราอยู่ คือเดินทางขนส่งสาธารณะในเจนีวาก็จะฟรีหมด Train , Bus ,Tram หรือแม้กระทั่ง Boatก็ฟรี  แต่ถ้าใครมี Swiss passแล้วไม่ต้องขอก็ได้เพราะก็ครอบคลุมเหมือนกัน 

ส่วนการเดินทางภายในเมือง Geneva เราใช้ Bus และ Tram เป็นหลักไม่ต้องเดินเยอะเพราะไปถึงหมดเลยครับ

MAHATMA GANDHI เป็นผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดีย

ที่แรกที่ต้องไปก็คือ องค์การสหประชาชาติ UN  (United Nations) หรือ Palais des Nations เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ดูแลเกี่ยวกับ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ กระบวนการทางสังคม สิทธิมนุษยชน และพวกสันติภาพของโลกเรา จุดที่เค้ามาถ่ายรูปกันก็เป็นจุดรัวที่มีธงของแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก UN 

ลานน้ำพุ และ เก้าอี้ 3 ขา (Broken chair) ออกแบบโดยศิลปินชาวสวิตส์ “แดเนียล เบอร์เซ็ต” และก่อสร้างขึ้นโดยช่างไม้ “หลุยส์ เจนีวา” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยไม้ขนาด 5.5 ตัน มีความสูง 12 เมตร สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2540 

คือพอมาเห็นของจริงแล้วมันใหญ่กว่าเก้าอีกปกติหลายเท่ามาก โดดเด่นมาก นั่งรถผ่านคือเห็นมาแต่ไกลโพ้น 

เค้าบอกว่าเก้าอี้ 3 ขาเนี่ยมีที่มาที่ไปนะ เป็นสัญลักษณ์ของการลงนามสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องการห้ามใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และเค้าก็บอกกันว่า เปรียบเหมือนทหารที่พิการเสียแขนหรือขาในสงครามที่ไม่มีใครผู้ชนะตัวจริง  ใครที่มาเจนีว่าแล้วที่นี่ถือเป็นLandmarkสำคัญที่ต้องมาเยือน

การเดินทาง : นั่ง รถรางสาย 15 ลงป้าย Nation

ต่อไปจะไปเขตเมืองเก่า Geneva กัน 

มองไปทางไหนก็ดูดีไปหมดเลย บรรยากาศดีมาก ไปอยู่ละรู้เลยว่าฝุ่น PM2.5 มีน้อยมากแน่นอน ขอยืดสูดอากาศให้เต็มที่

การเดินทาง คือ สถานี Place de Neuve รถราง (Tram) หมายเลข 12 หรือ 18 Bus หมายเลข 5 หรือ 36
จะมีเนินเดินขึ้นไปหน่อย เขตเมืองเก่าเราชอบ Mood and tone มาก สีของตึกต่างๆเป็นสีเดียวกันหมด ถ่ายรูปโคตรดี แล้วอากาศดีมากประมาณ 20 องศาไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป 

ในย่าน Old town สงบ คนน้อยรถน้อย เดินเพลินชิวๆได้เรื่อยๆเลย

โบสถ์เซนต์ปิแอร์  (St. Pierre Cathedral) เดินจาก Mason Tavel มาประมาณ 120 เมตร คือใกล้กันมาก เป็นโบสถ์ใหญ่ของเมืองนี้ ของนิกายโปรเตสแตนท์ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1160 ศาสนาคริสต์จะมี2นิกายหลักๆ ก็คือ โรมันคาทอลิค และโปรเตสแตนท์ 2 นิกายนี้แยกได้ก็คือ ถ้าเป็นโบสถ์ของนิกายโปรเตสแตนท์ ไม้กางเขนจะเป็นไม้กางเขนเปล่า

ส่วนถ้าโบสถ์ที่มีพระเยซูถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน คือนิกายโรมันคาทอลิค นิกายนี้จะนับถือพระแม่มารีย์ แม่ของพระเยซูด้วย สไตล์ของโบสถ์โบสถ์เซนต์ปิแอร์  (St. Pierre Cathedral) ที่สร้างจะเป็น นีโอคลาสสิค และ โกธิคผสมกัน เราสามารถขึ้นบันไดไปด้านบน จะเห็นวิวเจนีวาแบบมุมกว้าง  ค่าขึ้นไปราคา 5 CHF

คิดถึงอาหารไทยมาก ร้านนี้ชื่อว่า ใบเตย รสชาติเหมือนกินที่ไทยเลย แซ่บนัว หายคิดถึงหน่อยนึง เมนูนี้กระเพราหมู แต่ใส่ถั่วลันเตาด้วย วัตถุดิบก็จะผสมๆงงๆหน่อย ฮ่าๆ

Abstract เกินไปจะงงๆหน่อยแหละ เจอระหว่างทางก่อนถึงน้ำพุ

ต่อไปเราจะไปดูน้ำพุ Jet d’Eau หรืออ่านว่าพุเจ็ทโด้ หรือจะอ่านว่า แฌโดก็ได้แหละ เนี่ยใครมาเจนีวาห้ามพลาด ถือว่าเป็นสัญลักษณ์เมืองนี้เลย เค้าติดตั้งในปีค.ศ. 1886 ตอนแรกสูงแค่ 30 เมตร ตอนหลังเพิ่มความแรงมาเรื่อยๆจนมาถึงความสูง 140 เมตร โคตรสูง น้ำพุนี้เค้าจะส่งน้ำครั้งละประมาณ 500 ลิตรต่อวินาทีขึ้นไปพุ่งกระจายกลางอากาศ พอไปเห็นของจริง โคตรสูง ! ตะลึงมาก

ทะเลสาบที่นี่น้ำใสมาก ใสจริงๆ ไม่เจอขยะเลย อากาศก็ดีประมาณ 17 องศา ลมเย็นสบาย

เจอน้ำพุแล้ว อยู่กลางทะเลสาบเลย แล้วคือมันสูงกว่าที่คิดอีกนะ

มองไปฝรั่งตรงข้าม แบรนด์นาฬิกาเยอะมาก แล้วสวิสเป็นแหล่งผลิตตัวท็อปแบรนด์ท็อปทั้งนั้น ใครมาสวิสแนะนำให้ซื้อกลับ !

อากาศเย็นสำหรับเรา แต่คือหน้าร้อนสำหรับคนที่นี่ ดูเค้าแต่งตัวกัน ชิวๆมาก

น้ำพุนี้อยู่กลางแม่น้ำดูได้หลายฝั่งของเมือง แต่ฝั่งที่พวกเราจะไปดูก็คือ จุดที่ชื่อว่า Bains des Pâqu นั่งรถBus สาย   6,8,9 หรือ 25 ก็ได้ ลงสถานีชื่อ Mont-Blanc 

พิกัดคือ : https://goo.gl/maps/v1nCNsABXqLpfVtYA

แถวๆท่าเรือที่เรายืนดูน้ำพุ ชิวมาก ชิวที่สุดเลยเว้ยแก เหมือนตอนเย็นๆคนจะออกมาเดินเล่น หาของกิน ปิคนิคกัน แถวนั้นมีที่นั่ง ขายอาหารเยอะแยะ ฟีลเหมือนเป็นปาร์ตี้ริมทะเลเลย 

จบวันด้วยวิว Sunset ของเมืองเจนีวาโรแมนติกมาก ท้องฟ้าที่นี่สวยทุกเวลาเลยนะ

Day 2 Zermatt-Matterhorn

โดยส่วนใหญ่การเดินทางด้วยรถไฟที่สวิสเราจะเป็น SBB CFF FSS ก็คือการรถไฟแห่งชาติสวิสอะไรทำนองนี้ SBB = Schweizerische Bundesbahnen (ภาษาเยอรมัน) CFF = Chemins de fer fédéraux suisses (ภาษาฝรั่งเศส) FFS = Ferrovie federali svizzere (ภาษาอิตาเลียน)

แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็จะแปลว่า Swiss Federal Railways ถ้ามี Swiss pass เราสามารถขึ้นได้เลย ฟรี !!

ออกจาก  Geneva มุ่งหน้าไป Zermatt เรามี Swiss pass ประเภท 3 วัน ไม่ต้องเสียเพิ่ม ทางเราอ่านข้อมูลมาว่า Swiss pass เราสามารถขึ้นได้เลย จะนั่งตรงไหนก็ได้ที่เป็น Class เดียวกับที่เราจองมา แต่ถ้ามีคนที่เค้าจองมาแล้วเค้าระบุที่นั่ง เราก็ต้องลุกให้เค้านั่ง แต่พอมาเจอเหตุการณ์จริง ขบวนก็ไม่เต็ม คนไม่เยอะไม่เบียดเลย เราก็นั่งไป ไม่ได้นั่งชนกับที่นั่งใครด้วย

จากสถานีรถไฟ Geneva ไป Zermatt ใช้เวลาประมาณเกือบๆ  4 ชั่วโมง แนะนำเปิด Google map ดูป้ายรถไฟว่ามีชื่อสถานีไหนบ้าง แต่ทุกขบวนจะต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี Visp ถ้าถึงสถานี Visp ก็แสดงว่าถูกละ และนั่งต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงสถานี Zermatt เค้าบอกว่าวิวข้างทางของเส้นทางนี้คือ The best แล้วจริงๆนะ สวยๆมากแบบก.ไก่ล้านตัว

Zermatt เป็นเมืองเล็กๆ แต่เล็กจนเหมือนจะเรียกว่าหมู่บ้าน โอ้โหสวยมาก ประชากรในเมืองน้อยมากประมาณหมื่นกว่าคนเท่านั้น เป็นเมืองทางตอนใต้ของสวิสที่มีชายแดนติดกับประเทศอิตาลี่ เมืองนี้มียอดเขาที่โด่งดังมาก คือ ยอด Matterhorn ใครนึกไม่ออกก็โลโก้ช็อกโกแลตยี่ห้อ Toberlone นั่นแหละ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Alps ส่วนเจ้าMatterhorn เนี่ยสูงประมาณ 4,478 เมตร มองเห็นได้ทุกมุมของเมืองนี้เลย  

ส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่เค้าจะมาเมืองนี้กันเพราะว่ามาเล่นสกีแล้วก็ปีนเขากันมีนักสกีจากทั่วโลกเดินทางมาที่นี่ แล้วถ้าหน้าร้อนแบบที่เรามากันก็จะเจอนัก Tracking แล้วช่วงที่เรามาเค้ามีจัดวิ่งมาราธอนขึ้นเขาด้วยนะ จุด start คือสถานีรถไฟ Zermatt และเส้นชัยจะอยู่ที่ สถานีบนสุด จุดชมวิวเขา Matterhorn  คือคนวิ่งต้องฝึกและถึกมากเพราะขนาดเรานั่งรถไฟขึ้นไปบนสุดยังใช้เวลาเป็นครึ่งชั่วโมง โหดกันมาก

พอถึงสถานี Zermatt เราก็ไปเก็บกระเป๋าที่พักของเราชื่อ Basecamp hotel ห่างจากสถานี 850 เมตร ในเมืองนี้เค้าห้ามรถที่มี Pollution มาวิ่งเด็ดขาด อากาศในเมืองนี้คลีนมาก ไม่มีกลิ่นควันรถแม้แต่นิดเดียว จริงๆในเมืองมีแท็กซี่ด้วยนะแต่แพงมาก เราแนะนำให้เดินเพราะเมืองนี้ไม่ใหญ่มากแล้วบรรยากาศคือโคตรดี วิวในเมืองสวยมากๆ สุสานยังน่ารักเลยอ่ะ มองมุมไหนก็สวยไปหมด

ช่วงนี้เป็น High Season ของที่นี่ คนก็จะเยอะหน่อยๆ แต่เรามองว่าครึกครื้นดี

เก็บเป๋าเรียบร้อยเราจะขึ้นรถไฟไต่เขาไป Gronergrat Bahn กัน เป็นสถานีบนสุดที่เห็นเขา Matternhorn ได้ชัดเจนที่สุด โดยเราเดินไปที่สถานีรถไฟ Zermatt ทางเดิมซึ่งตรงข้ามจะมีสถานีรถไฟไต่เขา เราซื้อบัตรตรงนั้นก่อน ใครมี Swiss pass ไม่ฟรีนะจ้ะแต่ส่วนลด 50% ซึ่งก็คุ้มค่าแล้ว เหลือคนละ 57 CHF


เส้นทางรถไฟฟ้าไต่เขา คือ Zermatt – Riffelalp – Riffelberg – Rotenboden – Gornergrat ลงสถานีปลายทางสุดคือ Gronergrat Bahn แนะนำให้นั่งทางขวานะเพราะจะเห็นวิว เขา Matternhorn ชัดมาก คือทุกคนก็แย่งกันนั่นขวากันทั้งลำ ใครจองก่อนได้ก่อน ผมแนะนำให้รีบวิ่งสุดแรงต่อประตูรถไฟเปิด ฮ่าๆ

เราพกขนม Toblerone ขึ้นไปด้วย ที่ต้องการมาทั้งชีวิตคือเอาโลโก้ Toblerone ไปทาบให้พอดีกับเขา Matternhorn และ FINALLY! เราทำสำเร็จแล้ว ชีวิตไม่ต้องการอะไรอีกละฮ่าๆ

ส่วนขากลับผมแนะนำให้ลงจาก Gronergrat Bahn  มาลงที่ Riffelberg แล้วเดินลงแทนการนั่งรถไฟ หรือถ้าใครเดินไม่ไหวก็กลับไปนั่งรถไฟที่สถานี Riffelalp ก็ได้ เท่ากับเดิน ระหว่าง Riffelberg กับสถานี Riffelalp แค่นี้ก็สวยโคตรแล้ว เดินไปเรื่อยๆเราจะเจอทะเลสาบนึงซ่อนตัวอยู่ตรงหุบเขา ถ้าน้ำนิ่งจะเห็นเงาสะท้อน Matternhorn และอย่างไม่แปลกใจฝนตก!! อีกแล้ว

เราพักที่ Hotel Base camp ห้องวิวหลักล้านมากๆ เปิดระเบียงออกไปเห็นวิว Matterhorn เลยโคตรสวย สวยจริงๆ

เดินเล่นชิวๆในเมือง  Zermatt ที่นี่อาหารแพงมากถึงมากที่สุด เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวด้วยแหละ ไม่แปลกใจ เรากินร้าน Molino เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน กินไปคนละจาน 4 คน ค่าเสียหาย 114 CHF

บรรยากาศในเมือง Zermatt อะไรก็สวยดีไปหมด ด้วยความที่เป็น Summer ของเค้าดอกไม้ก้จะบาน สีสวย ขนาดสุสานยังดูไม่น่ากลัวเลย เดวเราต้องไปอีกเมืองนึงแล้ว เราจะกลับมาซ้ำแน่นอน

Day 3 Interlaken 

ย้ายเมืองกันต่อ Check-out  ออกจากที่พักไปสถานี Zermatt และนั่งไปที่สถานี Interlaken OST  ใช้ Swiss pass คลอบคลุมเส้นทางนี้เช่นกัน สบายไม่ต้องควักเงินเพิ่ม ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ วิวข้างทางคือสวยตายไปเลยอีกแล้ว ทำไมสวิสมันสวยทั้งประเทศขนาดนี้ ที่พูดไปทุกคนอาจจะเห้ยขี้โม้ไปหรือเปล่า ยังไม่ต้องเชื่อผม ผมอยากให้มาเห็นด้วยตาตัวเอง 

บรรยากาศภายในรถไฟ โอเคมาก สะอาด มีที่วางกระเป๋า เบาะนั่งสบาย ถ้าเป็น 4 ที่นั่งก็จะหันหน้าเข้าหากัน มีโต๊ะอยู่ตรงกลาง จะคุยหรือจะเม้ามอยกันก็สบาย

พอถึงสถานี  Interlaken ost ลากกระเป๋าไปเก็บที่พักกัน ที่พักเราเป็น  Hostel ชื่อ Belmer hostel รีวิวดีเลยแหละเข้าไปเจอแต่คนเอเชีย ที่เรามาสวิสจริงหรือเปล่าเนี่ย เมือง Interlaken เป็นเมืองที่ควรค่าแก่การมามากๆ เพราะเป็นเมืองที่ขั้นกลางระหว่าง 2 ทะเลสาบคือ ทะเลสาบ Thun (ทางซ้าย) และ Brienz (ทางขวา)

บรรยากาศที่พักเรา ชิวมาก มีซุปเปอร์มาเก็ตอยู่ใกล้กันนิดเดียว ซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารได้ แต่ขอบอกว่า ร้านปิด 20.00 น.นะ ถ้าจะซื้อรีบซื้อเสบียงตุน เพราะเราชอบเที่ยวเพลินจนลืมว่าร้านค้าปิดแล้วตลอด

 ต้องอธิบายก่อนเลยว่า ทะเลสาบ Thun และ Brienz จะได้วิวที่ต่างกันออกไป ถ้าเราเลือกทะเลสาบ Thun เราต้องไปขึ้นเรือที่ Interlaken West แต่ถ้าเราเลือก Brienz เราต้องไปขึ้นเรือที่ Interlaken Ost 

ไอศกรีมริมท่าเรือที่เราสอยมา Mango and Pitachio อร่อยมากเติมน้ำตาลเข้าเส้นเลือดซะหน่อย จิบเบียร์ไปแก้วนึงด้วยนะแต่ไม่ได้ถ่ายมากินหมดก่อน โถ่ว

ตอนแรกเลือกไม่ได้เพราะเวลามีจำกัดไปได้แค่ 1 ทะเลสาบ และแล้วหวยก็ไปออกที่ ทะเลสาบ Brienz เราไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ Brienzersee  จะอยู่ใกล้ๆกับ interlaken ost ใช้ Swiss Pass ขึ้นเรือได้เลย สะดวกสบายดี๊ดี

น้ำสีสวยมาก จะออกขุ่นๆสีฟ้าอมเขียวเลย ที่ขุ่นเป็นเพราะว่ามีน้ำจากธารน้ำแข็งที่ละลายแล้วมารวมกัน สีน้ำพาสเทลมาก

ความต่างของ  2 ทะเลสาบเป็นอย่างงี้

ทะเลสาบ Brienz น้ำจะสีสวยกว่า ใสกว่า แต่จะไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้าง หรือสถาปัตยกรรมข้างทาง ส่วนมากจะเป็นเน้นธรรมชาติ ถ้าใครชอบแนวนี้เลือก Brienz สิครับ

ส่วนทะเลสาบ Thun  น้ำจะไม่สีสวยเท่าแต่สิ่งปลูกสร้างข้างทางสวยมากเป็นเหมือนเมืองๆ มีปราสาทอยู่ริมทะเลสาบ แล้วสามารถเดินเล่นในเมือง Thunได้ต่อด้วย ใครชอบเห็นวิวเมืองเลือกทะเลสาบนี้เลยแม่จ๋า

ข้ามไปอีกฝั่งนึงของทะเลสาบ เมฆฝนเริ่มมา ผ่ามๆ ฝนตกจริงๆด้วย แต่ฝนตกยังไงอากาศก็ยังดีอยู่ดี คือถ้าใครมาชิวคือโคตรชิว แล้วอย่างที่เราบอกไป หน้าร้อน พระอาทิตย์ตกประมาณ 4ทุ่ม เที่ยวได้ยาวนานมาก นอนเล่นยังได้เลย

ล่องทะเลสาบเสร็จเราขึ้นcable car ไปดูวิวที่ยอดเขา Harder Klum เป็นจุดสูงสุดของเมือง Interlaken 

จากสถานี Interlaken Ost เดินตรงตามถนนใหญ่ไประมาณ 6 นาที ระยะทาง 500 เมตร นับมา ฮ่าๆ จะเห็นสถานี Harder Bahn อยู่ตรงหน้าเลย ซื้อตัวรถรางไต่เขาก่อน โชว์ Swiss pass ลด 50%  เหลือคนละ 19 CHF ถ้าเป็น Eurail Pass จะลดน้อยกว่า Swiss pass ตารางเวลารอบรถรางไต่เขา จะออกทุกครึ่งชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 8.10 – 20.55 น.

เป็นเหมือนรถรางไต่เขาเริ่มจากต้นทาง Harderbahn เอียงแบบหวาดเสียว แล้วคือสูงมาก สถานีบนยอดชื่อ Harder Kulm ประมาณไม่เกิน15นาที ข้างบนจะเห็นวิวทั้งทะเลสาบ  Thun และ Brienz เลย มีคาเฟ่ร้านอาหารอยู่ข้างบนด้วย 

เป็นใครก็ไม่เชื่อว่านี่เป็นเวลา 3 ทุ่มกว่าแล้ว ฟ้าสว่างมาก ร้านค้าก็ปิดเกือบหมดแล้ว แต่เนี่ยเราใช้เวลาสำรวจเมืองอีกนานกว่าฟ้าจะมืด แต่ถ้าใครมาแนะนำให้ซื้อเสบียงเตรียมไว้ก่อนร้านปิดด้วยนะ ไม่งั้นต้องทนหิวถึงเช้า ฮรือ

บรรยากาศในเมืองดีมาก โคตรร่มรื่น มีรถม้าขับรอบเมือง เราไปดูที่พักเราดีกว่า เย็นนี้เรามีเสบียงมาทำอาหารกัน

Belmer hostel ที่เล่าไปข้างบน ตอนเย็นทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ต่างคนต่างทำอาหารกิน แล้วเป็นเอเชียกันหมดเลย ฮ่าๆ รีวิวก็มีแต่คนเอเชียนะ ผมว่าโอเคและถูกมากสำหรับที่พักในสวิส แต่ความสะอาดยังไม่ค่อยสะอาดเท่าไร ถ้าตามห้องน้ำหรือห้องครัว แต่กิจกรรมเยอะนะ เค้ามีบาร์ในนี้ด้วย ใครไหวก็ไปDanceได้

เราว่าที่นี่เหมาะกับการมากับเพื่อน แฟน หรือมาคนเดียว เพราะทำให้เราได้ทำกิจกรรมเยอะ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ โคตรชิว Enjoy the moment อะไรทำนองนี้เหมาะมาก แต่ถ้าใครอยากมาพักผ่อนจริงๆ หรือมาเป็นครอบครัวชอบความสงบ อันนี้ผมไม่แนะนำที่นี่นะ ฮ่าๆๆ ไปพักที่อื่นจะตอบโจทย์กว่า

Day 4 Schilthorn – James Bond 007 

เราจะไปยอดเขาSchilthorn เป็นยอดเขาที่เค้าใช้ถ่ายทำเรื่อง Jamebond 007

 การเดินทางก่อนจะไปถึงยอดเขาSchilthorn อาจจะต้องต่อหลายต่อหน่อยนะแม่จ๋าแต่ขอบอกว่าอดทน ต้องอดทน!!! เพราะพอถึงยอดแล้วเราจะลืมความเหนื่อยไปเลย เริ่ม!

เริ่มแรก จากโรงแรมที่เราพักนั่ง Bus ไปที่สถานนี Wilderswil bahnhof แล้วนั่งรถไฟไปลงที่ Lauterbrunnen เดินเข้ามาในเมือง Lauterbrunnen เป็นเมืองเล็กที่มีร้านอาหาร ร้านขายของใครหิวหาไรกินที่เมืองนี้ก่อนเพราะเรายังต้องไปอีกหลายต่อ จำง่ายๆเมืองนี้มีสุสาน แต่สุสานเค้ายังดูน่ารักเลยอ่ะ ไม่หลอยเหมือนเหมือนบ้านเรา 

บรรยากาศเมือง Lauterbrunnen เมืองนี้เป็นอีกเมืองนึงที่สวย ชื่อ Lauter Brunnen แปลว่า many fountains และเรื่องจริงที่มีน้ำตกถึง 72 แห่งในหุบเขา เยอะมาก

น้ำตกในเมืองนี้ยังมีน้ำตกที่เด่นมาก เดินไปตามทางเจอเลย คือน้ำตก ชเตาบ์บาค (Staubbach ) เป็นน้ำตกที่พุ่งดิ่งมาก เกือบ 180 องศาลงมาจากหน้าผาหิน 300 เมตร และเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ตกลงมาแบบเดียวจบ ที่สูงที่สุดในยุโรป โหวววว

ถ้าเราไปหน้าหนาว หิมะจะคลุมน้ำตกไปหมด จะมองไม่ค่อยเห็นแต่นี่เรามาหน้าร้อน เห็นน้ำตกชัดมาก อะเติมน้ำสะหน่อย

จุดนี้ถ่ายรูปสวยมาก เป็นอีกหนึ่งในจุดชมวิวที่คนต่อคิวถ่ายรูป ฮ่าๆเป็นเหมือนเหวเทลงไป รอบๆหุบเขา แต่ละเขาที่มองเห็นสีไม่เหมือนกันเลย บางลูกเขียว บางลูกยังมีน้ำแข็งอยู่เลย

เราอยู่ในเมืองนี้สักพัก เพราะเป็นทางผ่านที่เราจะไปขึ้นเขา Schilthorn จากเมือง Lauterbrunnen เราก็ขึ้น Cable car จาก Lauterbrunnen BLM  ไปที่สถานีชื่อ Grutachalp จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟ มันจะผ่านสถานี Winteregg เราไม่ต้องลงนะ ไม่ต้องงงด้วยค่อยๆครับค่อยๆ นั่งมาลงที่สถานี Murren แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งกระเช้าอีกรอบเค้าจะเรียกเส้นทางนี้ว่า Murren BLM ยังยังไม่ถึง ไปต่อกันเลย ฮึบ

จากMurren ไปถึง Schilthorn จะมีกระเช้าอีกต่อ จะแวะสถานี Brig ก่อนซึ่งใครหิว อยากชมบรรยากาศแวะที่นี่ก่อนได้ แต่แค่นี้ก็สูงมากแล้วทุกคน คำว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวเนี่ยได้ใช้แล้ว!!  จากสถานี Brig ขึ้นกระเช้าต่อไปถึงสถานี Schilthorn 

ถ้าใครงง มันแอบเดินทางหลายต่อ เราทำแมพมาให้ หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นนะฮะ

Finally, ถึงยอดเขา Schilthorn หรือที่เค้าเรียกว่า ยอดเขา James Bond 007

และที่กรี๊ดมาก ปกติเส้นทางการขึ้นนี้เขาจะไม่รวมอยู่ใน swiss pass แต่ ปี 2018 นี้โชคดีมาก Swiss pass เพิ่ม 2 ยอดเขาก็คือ Schilthorn และอีกแห่งคือ Stanserhorn ก็คือขึ้นฟรีแล้ว แต่ ยอดเขา Jungfraujoch ก็ยังไม่รวมนะ รอต่อไป

ยอดเขา Schilthorn อยู่แถบบริเวณเทือกเขา Alps สูงจากน้ำทะเลประมาณ 2,970 เมตร รู้สึกว่าขึ้นมาเหมือนอยู่ดาวอังคารอหรืออีกโลกนึงเลย คือพื้นดินสีมันไม่เหมือนพื้นโลก ฮ่าๆ ขนาดไปหน้าร้อนขึ้นไปบนสุดยัง 6 องศา แล้วยอดเขานี้ที่ดังเพราะว่า  เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังรื่อง James Bond 007 ตอน ยอดพยัคฆ์ราชินี (Her Majesty’s Secret Service) ในปี 1960 แสดงนำโดย George Lazenby 

ข้างในก็มีเหมือนเป็นมิวเซียมหนังเรื่อง Jamebond 007 รูปภาพต่างๆละก็อุปกรณ์ที่ถ่ายทำจริง เค้าเคยมาถ่ายที่เมืองไทยด้วยนะ ใครเคยดูเรื่องนี้ขึ้นไปรับรองอินแน่ๆ มีขายของที่ระลึกแล้วก็มีร้านอาหาร พิซ กลอเรีย (Piz Gloria) เป็นร้านอาหารที่หมุนได้ 360 องศานั่งกินข้าวดูวิวชิวๆได้  ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวยอดเขานี้เป็นสถานที่แข่งขันสกีเนินเขาที่ยาวที่สุดฝนโลกด้วยนะ เค้าแข้งขันกันตั้งแต่ปี 1928 ยาวนานมาก 

 ขากลับ จาก ยอดเขา Schilthorn นั่งกระเช้ากลับลงมา Murren แล้วเดินลงมา Gimmelwald หมู่บ้านนนี้ขอบอกว่าใครไม่มาพลาดมาก หมู่บ้านน่ารักมากเดินตามทางเขาลงมาเรื่อยๆ ระหว่างทางก็เจอน้องเต็มไปหมด น้องดูสุขภาพดี อุดมสมบูรณ์ อารมณ์ดี ต้นหญ้าเขียวขจีตัดกับตัวบ้านเป็นหลังๆ คือถ่ายรูปสวยมาก ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงได้ หรือถ้าใครเดินอ้อยอิ่งชมวิวไปเรื่อยๆแบบเราก็อาจจะนานกว่านั้น

เจอน้องข้างทาง ทุกคนดูคุณภาพชีวิตดี แม้กระทั่งวัว
ในหมู่บ้าน เดินผ่านบ้านแต่ละหลัง เค้าก็เลี้ยงแพะแกะม้ากัน
จุดนี้พีคมาก ประมาณครึ่งทางของหมู่บ้านนี้ มุมนี้จะเห็นหมู่บ้านนนี้ในมุมกว้าง
ระหว่างที่เราถ่ายรูปกันอยู่ น้องมาคลอเคลียตลอดเวลา น่ารักมากอยากแบกกลับบ้าน

พอเราเดินถึงสถานี Cable car Gimmelwald เราก็สามารถต่อกระเช้าลงไป Stechelberg ได้และต่อบัสกลับ เมือง Lauterbrunnen ตอนแรกที่เรามา เส้นนี้เรียกMurren LSMS ซับซ้อนไม่น้อยแต่คุ้มค่าที่มา ตอนเราไปเป็นหน้าร้าน พระอาทิตย์ตกตอน 3 ทุ่มซึ่งมีเวลาเที่ยวได้นานมากถือว่าคุ้ม 

Night party ในที่พักของเรา เหมือนทุกคนรวมตัวกันมาดื่มกัน

วันรุ่งขึ้นเราต้องย้ายประเทศกันแล้ว รู้สึกยังเที่ยวไม่จุใจเลย เริ่มตั้งแต่ Geneva เมืองที่คุณภาพชีวิตดีที่สุด Zermatt ที่มียอดเขา Matterhorn หรือจะเมือง Interlaken เมืองที่ขั้นกลางระหว่างทะเลสาบ Thun และ  Brienz และจบด้วยขึ้นยอดเขา Schilthorn แต่ที่เราไปเป็นส่วนน้อยมากๆในประเทศนี้ 


ยังมีอีกหลายเมืองที่ดีมากๆ ถ้ามีเวลามากกว่าานี้จะกลับมาอีกแน่นอน ประเทศนี้จริงๆแล้วเป็นประเทศในฝันของเราตั้งแต่เด็ก คิดไว้ว่าสักวันต้องมาเที่ยวให้ได้ แล้วก็สวยสมคำร้ำลืมจริงๆแม้แต่วิวข้างทาง หยิบกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์

รถไฟที่เราจะนั่งต่อไปยังมิวนิค เยอรมัน คือรถไฟ DB เป็นบริษัทรถไฟหลักในประเทศเยอรมนี มุ่งตรงไปใจกลางมิวนิคเลย

ไม่ว่าจะตอนไหนหรือมุมไหนก็สวยทุกมุมจริงๆ ไม่ใช่วิวหลักล้านแต่เป็นวิวหลักพันล้านใครที่เป็นสายธรรมชาติ Switzerland ผมขอให้จดประเทศนี้ไว้ใน BUCKET LIST ของคุณเลย ไม่ใช่ประเทศที่ควรจะไปแต่เป็นประเทศที่ต้องไป !!! อย่าลืมติดตามรีวิว ฝรั่งเศสและเยอรมันในทริปนี้ของเราด้วยนะ แล้วจะกลับมาอีก Switzerland  



LEAVE A REPLY