เมิงก็รู้ที่นี่ โอมาน!! สุดยอด Roadtrip แห่งตะวันออกกลาง

0
7648

          นี่คือ 1 ใน Roadtrip ที่สนุกที่สุด สวยที่สุด เหมาะแก่การรวมแก๊งเพื่อนๆไปเที่ยวที่สุด และที่สำคัญใช้งบน้อยสุดๆเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักโอมานแล้ว เนื่องจากมีหลายๆเพจ หลายๆคน ทำรีวิวไปแล้ว แต่เอาเป็นว่าผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าโอมานคือ 1 ในทริปที่ประทับใจที่สุดทริปนึงเลยในชีวิต
ถ้าพูดถึงโอมานมันมีอะไรอยู่ที่ไหนฟังทางนี้ทุกท่าน หรือดูวีดีโอก่อนได้เลย

ไปทำไมโอมาน? ถ้านี่คือคำถามคลิปนี้คือคำตอบ Roadtrip ขี่อูฐ นอนทะเลทราย ขึ้นเขา กระโดดน้ำที่ โอเอซิส ทั้งหมดนี้ ไม่เท่าเห็นภาพจริงๆในนี้วีดีโอสั้นๆนี้ และจะรู้เลยว่า โอมาน คือ1 ใน roadtrip ที่สนุกและสวยที่สุด ที่หนึ่งในโลก(อย่าลืมกด HD)อ่านรีวิวเต็ม > https://goo.gl/28zVC2ขอบคุณ ThaiAirAsiaX ที่ส่งเราถึงโอมาน ———————————————-Follow UsIG ส่วนตัว : https://goo.gl/Wn7LtIIG ………. : https://goo.gl/aigWPsLine@ ….: https://goo.gl/Q3jwkMYoutube : https://goo.gl/QKrfv4Twitter : https://goo.gl/v7cVgZ.———————————————- #oman #GoWentGO #เที่ยวเว้นเที่ยว

โพสต์โดย Go Went Go : เที่ยว เว้น เที่ยว บน 19 มีนาคม 2017

  •  โอมานอยู่ติดกับดูไบ เอาง่ายๆว่าสามารถขับรถมาได้เลย
  • โอมานมีถนนที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขับรถที่นี่คือสนุกมากให้ตายเถอะ หลุมบ่อแทบไม่เห็น
  • วิวระหว่างทางเล่นใหญ่มากๆๆๆๆ รัชดาลัยมาก คือสวยด้วยภูเขาที่ใหญ่ยักษ์ คือดีมาก
  • โอมานแม่งรวมฮิตมากมีทั้งเมือง มีทะเล มีภูเขา มีทะเลทราย คือมาที่นี่เปลี่ยนวันละแบบ
  • คนที่นี่น่ารักมาก เป็นมิตรมากก มีน้ำใจสุด เจอหน้ากันแค่รู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว เค้าจะเดินเข้าช่วยประดุจเป็นญาติพี่น้องที่พลัดพรากเพิ่งตามหากันเจอ
  • เที่ยวที่นี่ถูกมาก โรงแรมมีหลายราคา ที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่เสียเงิน น้ำมันถูก เช่ารถขับคือฟินมาก
  • วาดิ หรือ โอเอซิส ที่นี่ ไม่ต้องกลัวว่าที่เที่ยวคนจะล้นหลามทุกที่มี นักท่องเที่ยวจำนวนที่กำลังดี (ณ ตอนนี้นะ) เรียกได้ว่าไปไหนก็สะดวก
  • ประเด็นสำคัญอีกอันคือ ที่นี่ถ่ายรูปสวยมากชิคมากแกรรรร อารมณ์ประหนึ่งฟ้าจรดทรายถ้ามาควรแต่งตัวจัดเต็มเอาให้คุ้ม

ข้อเสียบ้าง ส่วนตัวเห็นหลักๆ 3 ข้อแค่นั้น
1.
ไม่มีแอลกอฮอล์ให้กิน
ทั้งๆที่บรรยากาศน่าชิวมากสำหรับคนที่ชอบ
2.
ไม่ชอบอาหารแขก ใครชอบก็ตัดข้อนี้ไปครับ
3.
ที่เที่ยวบางที่ มันธรรมชาติมาก จนยังไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลทั้งเรื่องความปลอดภัยและความสะอาด (บางที่)

แต่ดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ผมขอประกันเลยว่าใครไปก็ประทับใจ ถูกและดียังมีอยู่จริง เชิญพบกับเมิงก็รู้ที่นี่โอมาน ถึงเวลาเตรียมตัว + ค่าใช้จ่าย

visa: สำหรับวีซ่าโอมานเราสามารถขอ visa on arrival ได้เลย โดยเมื่อลงสนามบินก็จะมีช่องสำหรับทำวีซ่า ราคา 5 เรียลโอมานหรือประมาณ 500 บาท

ที่พัก: เนื่องจากเป็น Road Trip เราเลยนอนคืนละที่ทั้งหมด 5 คืน Muscat / Sur / Wahiba Sand / Jabal Sham / Muscat โรงแรม 5 คืน : 5,910 บาท

Internet: เราใช้ Sim card ของ Oredoo ซื้อได้ที่สนามบินเลย เน็ตเร็วเป็นบางพื้นที่ ตามป่าเขาสัญญาณหาย 500 บาท

Car Renting:
เช่ารถจาก web rental car ของบริษัท Budget ทั้งหมด 6 วัน
ราคา 344.39 ดอลลาร์สหรัฐ ภาษีสนามบิน อีก 5 เรียลโอมาน รวมเป็นเงิน 12,725 บาท
เราไปกัน 6 คน ได้รถเป็น land cruiser ก็คือคันเดียวเลย เก็บกระเป๋าได้ และเราเลือกแบบมีประกันรถด้วย
เพิ่มพันกว่าบาทแต่สบายใจ ดีกว่าเอารถเค้าไปชนไม่คุ้มแน่นอน ตกคนละ 2,120 บาท

น้ำมัน: ตก 2,250 บาททั้งทริป (หารคนละ 375 บาท)

Desert Transport: เรานอนกลางทะเลทราย 1 คืน เราจึงเช่ารถให้มารับเข้าทะเลทราย 2 คัน คันละ 30 เรียลโอมาน ตกคันละ 3,000 คิดเป็นต่อคน คนละ 1,000 บาท

อาหาร: ประมาณ 2,000 บาท

แลกเงิน: SuperRich สีเขียว

ประกันการเดินทาง
           ใช้ประกันของ ไทยวิวัฒน์ ซึ่งจริงๆประกันการเดินทางเพิ่งมาเป็นสิ่งที่เห็นความสำคัญช่วงหลังๆ จากการอ่านรีวิวมาเยอะๆ เพราะในต่างประเทศหากเกิดอะไรขึ้นจะค่อนข้างลำบาก ไม่ว่าจะอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งประกันการเดินทางจริงๆก็คิดตามจำนวนวันและใช้เงินแค่ 200 กว่าบาทแบบเบสิค แต่เที่ยวแบบสบายใจกว่าแน่นอน เผื่อขับรถไปเจออูฐกัดไรแบบนี้ ก็ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาเองก่อน หรือใครพกของมีค่าไปเช่นพวกกล้องไรงี้ก็เพิ่มความคุ้มครองได้ กรณีของในกระเป๋าหายก็มีประกันช่วย เช่น เอากระเป๋าไว้ในห้องพักโดนขโมย หรือกล้องพังจากการโหลดกระเป๋า
แต่ที่ชอบที่สุดคือสามารถโทรติดต่อ Call Center ของไทยวิวัฒน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง คุยกันด้วยภาษาไทยเพื่อช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้แหละสำคัญลองนึกภาพดิไปเกิดเหตุที่ต่างประเทศมีความวุ่นวายด้านภาษา และด้วยความที่แต่ละประเทศที่ไป ก็มีภาษาท้องถิ่น มีคนพูดอังกฤษได้ไม่เยอะนี่แหละสำคัญมากที่สุดเลยตามสโลแกนคุ้มครองทุกเรื่องไม่คาดคิดมากกว่าที่คุณเคยเข้าใจ
ข้อมูลตามลิงค์ด้านล่างนี้เลย   http://thaivivat.co.th/ecommerce/th/gtip.php

เครื่องบิน: เราบินโดย AirAsiaX ผู้สนับสนุนตั๋วเครื่องบินมาส่งเราในการผจญภัยครั้งนี้ แต่ตอนนี้ Airasia ไม่มีเส้นทางบินตรงกรุงเทพ-โอมานแล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยวอาจต้องใช้บริการของโอมานแอร์แทน ที่เปิดเส้นทางบินตรงนี้เหมือนกัน

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด: วันคืน 10,405 บาทต่อคน (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

DAY 1: In Muscat

          เราออกจากดอนเมืองเวลา : 15.30 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 5 ชม. ถึงสนามบินเมือง Muscat  เวลาโอมาน : 6 โมงกว่าๆ เกือบๆทุ่มนึง ที่โอมานเวลาจะเดินช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง ต้องบอกว่าครั้งแรกที่ย่างเท้าเข้ามาสนามบินมัสกัต ไม่ได้คึกคักมากเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะที่นี่ไม่ได้มีประชากรอยู่มากมายด้วย

และเราก็เริ่มต้นด้วยเข้ามาถึงต้องทำวีซ่าก่อน คนละ 5 เรียลโอมาน

ตุนกระเพราก่อนลงลุย

          ถึงปุ๊ปเข้ามาได้ปั๊ป ซื้อซิม Oredoo (จะบอกว่าส่วนตัวที่ลอง บางพื้นที่เล่นไม่ได้ระหว่างขับรถ) เป็นไปได้ว่าอาจจะมียี่ห้ออื่นที่ดีกว่า แล้วที่นู่นต้องโหลดโปรแกรมพวก VPN ถึงจะเล่น LINE Facebook ได้

          หลังจากได้ซิมใช่มั้ย ก็ไปเอารถที่เราเช่าไว้ ซึ่งร้านมันเยอะมาก แต่ร้านที่เราเลือกคือ Budget คนต่อคิวเยอะมากแต่อันอื่นนี่คือโล่งเลย เพราะไอ้คนจัดการเรื่องเอกสาร เหมือนตัวสล็อตมากกก คือทำทุกอย่างโคตรช้า !! แบบเอ็งไม่แคร์คนต่อคิวทั้งหมดเลย และเป็นการเช่ารถที่รอนานชิพ
          ส่วนเอกสารเช่ารถที่นี่ก็ไม่มีไรมากเลย แค่ใบจองกับใช้ใบขับขี่ไทยได้เลยนะ ไม่ต้องทำแบบสากลมาให้วุ่นวายจิตใจ

สมาชิกทริปนี้

          สรุปแม่เจ้าได้รถตอน 3 ทุ่ม !! ออกมาได้ 100 เมตร หลง !! และมีความงงงวย ใครไม่เคยขับพวงมาลัยซ้าย ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะชิน มันเป็นความรู้สึกเดียวกับเขียนหนังสือมือขวามามือซ้าย และบอกเลยว่าประกันรถยนต์ยังไงก็ควรเอา เพราะนี่จะชนหลายทีมากจากความงง
ส่วนตัวช่วยในการเดินทางคือ Google Map พี่แกให้ไปไหนเราก็ไป หลังจากนั้นเราก็ขับเข้ามาในเมืองใช้เวลาไม่นานมาก ถึงโรงแรม Pioneer hotel เป็นโรงแรมที่ดูโอเคมาก ห้องสวย สะอาด

มีเวลคัมดริ๊งด้วย

          โรงแรมที่นี่ราคาคืนละ 1,800 บาท หลังจากเก็บของเสร็จ ด้านข้างก็จะมีพวกร้านมินิมาร์ทด้วย ออกไปหาอะไรกิน แล้วจึงกลับไปนอนคืนแรก

          วันแรกหลักๆแล้วก็เหมือนกับวันเตรียมตัวมากกว่า เพราะกว่าจะทำวีซ่า กว่าจะเอารถ เอาซิม ชินพวงมาลัยซ้าย หาโรงแรม หาข้าวกิน ถ้าใครบินมาถึงเย็นไม่ต้องไปยัดโปรแกรมเที่ยวให้วุ่นวาย เน้นเคลียร์ทุกอย่างกันก่อน พรุ่งนี้เราจะได้ออกไปลุยจริงกัน

Day 2: In Sur เมืองชายหาดที่โคตรคูล

          ตื่นเช้าลงมากินข้าวที่โรงแรม สั่งสปาเกตตี้คาโบนาร่าไป ราคา 3 เรียลรสชาติพอกินได้ ที่โรงแรมจะมีสระว่ายน้ำอยู่ชั้นบน ก็สามารถขึ้นไปชิวๆกันได้ ก่อนออกจากโรงแรมขึ้นไปถ่ายรูปบนดาดฟ้ากันก่อน จะเห็นวิวรอบๆ แต่จะบอกทุกคนว่าวิวนี้มันแค่น้ำจิ้มเท่านั้น !

วิวจากชั้นบน คือฟิน

แค่วิวจากโรงแรม ก็งามมากๆแล้ว


          และเราก็ออกออกจากโรงแรมประมาณ 10.30 . แต่รถยางรั่ว !!! ฝืนขับออกมาที่ปั๊มเชล เพื่อมาเติมลม สรุปคือ จุกยางหายยย พอเติมลมปุ๊ป เราก็คิดไม่ออกว่าจะต้องไปเช็คลมหรือยังไง สรุปคือก็ขับออกไปแบบนั้น ซึ่งวันนี้เราจะขับรถไปจบที่เมือง SUR จะบอกว่าวิวระหว่างทางในโอมาน อลังการมากก สวยมากกก แม่งเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลก มีเขาสูงๆสวยๆ ตลอดทางเอาเป็นว่าแค่ดูวิวระหว่างทางก็ฟินละครับ ซึ่งเมือง SUR นั้น ในสมัยก่อนถือเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ไว้ใช้ทำการค้ากับคนจากประเทศอินเดียและคนจากแอฟริกาตะวันออก

          ส่วนวิธีเดินทางใช้ Google Map ล้วนๆครับ

ระหว่างทางก็แวะตลาดแปป

แวะซื้อชุดเพื่อจัดเต็มไว้ถ่ายรูป ชุดผู้ชายตกประมาณ 8 เรียล เสื้อกับผ้าคลุมหัว ราคาต่อไปเยอะๆเลย

          ระหว่างทาง ตรงไหนสวยก็แวะถ่ายรูปซะ

          ต่อไปเราจะแวะไปที่ Bimmah Sinkhole ที่นี่เป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ที่เกิดจากการพังทลายของหินปูนตามธรรมชาติ แต่ในสมัยก่อน คนแถวนี้เชื่อว่าหลุมนี้เกิดจากการที่มีอุกกาบาตตกลงมายังโลก และเอาไปตั้งชื่อ Bimmah Sinkhole ในภาษาอาราบิค ที่แปลความได้ว่า The Falling star หรือการตกของดวงดาว และที่อยากบอกคือที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่าเข้า เราเข้าไปถึงคือสวยมาก น้ำเขียวใส ที่สำคัญถ้าเราเอาเท้าจุ่มลงไป จะมีปลาตัวเล็กมาตอดเหมือนสปาเท้าเลย และตรงสุดทางจะมีให้ปีนกระโดดเล่นน้ำได้ เราก็เจอเจ้าถิ่นท้าทายเลยกระโดดกันอย่างสนุกสนาน

วัยรุ่นโอมานโดดน้ำกันอยู่ จะมีเชือกให้ปีนขึ้นไป

          และเราออกจากที่นี่เวลา 15.30 พอดี ตามแพลนครับผม !! เรามาถึงอีกที่นึงคือ Wadi Shab ซึ่ง wadi ที่โอมานก็คือเหมือนโอเอซิสกลางทะเลทรายนั่นเอง มาถึง 16.30 นั่งเรือข้ามมาคนละ 1 เรียล ไปกลับ แต่เนื่องจากเราเห็นชาวถิ่นเค้าเดินข้ามเอา เราก็เดินสิครัช น้ำจะลึกประมาณเข่า มีความดูดตีนมาก มีความเสียว เอาเป็นว่าใครมาชอบท้าทายเดินข้ามโลด ใครเลือกปลอดภัยเรือครับ

เดินตามเจ้าถิ่นเลยครับชิวๆ


หลังจากข้ามมา เราก็ผจญภัยกันสุดๆ เดินข้ามเขามาเรื่อยๆ เดินแบบไม่มีพัก ประมาณ 1 ชั่วโมง ผมย้ำอีกครั้งนะครับ 1 ชั่วโมง ลึกมาก เหมือนไม่รู้จะไปจบลงตรงไหน จะมีเหมือนสีแดงตามหิน แบบมีคนมาฉีดสีไว้บอกทาง พอสุดทางจากสุดนี้ จุดที่พีคสุดคือ ข้างในถ้ำที่มีน้ำตก แต่ต้องว่ายน้ำเข้าไปเท่านั้น น้องตากล้องของเรา ว่ายไปได้ไม่ไกล คือตะคริวกินจมน้ำ ดีที่มีชาวโอมานแถวนั้นช่วยชีวิตไว้ จะบอกว่าคนเข้าไปต้องว่ายน้ำแข็งมาก!! เพราะน้ำลึกมาก ว่ายยากมาก ที่สำคัญคือแทบไม่มีจุดพักเลย แนะนำว่าถ้าอยากดูจริงๆควรมีคนที่นั่นพาไป ไม่ก็มีชูชีพ พกมาเลยครับ เพราะในนั้นมันไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลนะครับ มันปล่อยตามธรรมชาติเลย สุดท้ายอยู่ข้างในแปปเดียวโคตรอันตราย อันนี้พูดจริงๆ แต่ข้างในสวยมาก ตอนกลับฟ้ามืดอีก มองไม่เห็นอะไรเลยอันตรายอีกเช่นกัน แนะนำว่าให้มาตั้งแต่บ่ายเพราะที่โอมานมืดเร็วมาก ต้องใช้ไฟจากมือถือ กว่าจะออกมาอีก 1 ชม.แบบไม่เห็นทางเลย และในที่สุดก็ออกมาได้ เฮ้ยยย รอดชีวิตละเว้ยยยยยย

เห็นแบบนี้คือโคตรสูง

นี่คือต้นทางสู่ความอันตราย และ สวยงาม

          หลังจากนั้นจึงขับรถออกมาด้วยความหิวโหยยยย ไปถึงเมือง  SUR และกินร้านอาหารริมทะเล รสชาติก็พอกินได้สำหรับผม ส่วนคนชอบอาหารแขกน่าจะอร่อย

ห้องพักของเรา


จบวันเราจึงเข้าพักที่โรงแรม Al Ayjan Plaza Hotel โรงแรมนี้มีทีเด็ดรอเจอได้พรุ่งนี้เช้า

____________________________________________

DAY 3: Camp กลางทะเลทราย Wahiba

          ออกจากโรงแรม 10 โมง และด้านหลังโรงแรมนี้ เราสามารถปีนเขาเล็กๆหลังโรงแรมได้ จะเห็นวิวระดับหมื่นล้านคือเห็นทั้งเมือง SUR สวยมาก ยังไงต้องแวะมาถ่ายรูปเดินขึ้นมาหน่อยแต่คุ้มค่ามาก แม้อากาศจะร้อนจนแร้เปียก แต่ภาพที่ได้นี่อวดได้ยันชั่วลูกชั่วหลาน

อลังกาลเบอร์นี้เลย


วันนี้เราจะไปนอนกันที่ทะเลทราย Wahiba ขับมาแวะเติมน้ำมันไป 14.5 เรียล = 1,400  และก่อนไป เราแวะอีกที่ก่อนคือ Wadi Bani Khalid  ตอน 2 โมง สวยมากมาก ที่นี่จะบอกว่าน้ำน่าเล่นมาก มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย คือคนละเรื่องกับเมื่อวานเลย อันนี้ผมบอกเลยว่านี่คือ The Must อีกที่ในโอมาน

อีก 1 ความประทับใจ คือชาวโอมานมีน้ำใจมาก เห็นเราพันหัวไม่สวยพี่เค้าก็อาสามาทำให้ฟรีๆ โดนไม่ต้องการอะไรและเราได้รับน้ำใจแบบนี้บ่อยมากๆตลอดทาง

เจออูฐระหว่างทางก็เลย ต้องลงไปเจอกันซะหน่อย



ลาตัวนี้ขี่ได้ แต่เสียเงินนะ

          และเราก็เดินทางต่อ ระหว่างทาง เจออูฐ เจอลา เจอแพะ ตลอดทางเลยจ้าา แล้วอีกอย่างเลย ตลอดทางที่มาสวยสุดๆ คุ้มค่ามากที่ได้มา แล้วเราก็จะไปยัง

ระหว่างทางก็แวะอีกครั้ง บอกเลยว่าทริปนี้เราแวะตลอดทางจริงๆ สวยทุกที่ทุกมุม

          จุดนัดพบที่นัดกับรถที่จะพาเราเข้าไปยังโรงแรมกลางทะเลทรายนะครัช นั่นก็คือปั๊มเชลนั่นเอง พอเจอกับคนขับรถปุ๊ป เราก็ขนของขึ้นรถปั๊ป ใช้เวลาเดินทางเข้ามายังโรงแรมทั้งหมด 40 นาที ค่ารถก็คันละ 30 เรียลนะครัชช คือแบบว่า ตื่นเต้นมากเพราะเราจะต้องไปพักในโรงแรม อยู่กลางทะเลทรายเลย และผมแนะนำให้เลือกเอาแบบคนมารับดีสุด ขับเองอาจจะพลาดพลั้งได้

How to เข้าที่พัก 1.ขับเอง 2.ให้เค้าขับนำ 3.ให้เค้ามารับ



หลังจากนั้นเราจึงเดินทางมาถึงที่ 1000 Nights Camp พอมาถึง พนักงานโรงแรมต้อบรับดีมากกกก แถมยังอัพเกรดห้องพักให้เราด้วย นี่คืองงจองเป็นห้องเต๊นท์ง่อยๆ เพราะถูก อัพเกรดให้เป็นห้องแบบเป็นหลังเฉย อาจเป็นเพราะแขกน้อยด้วยมั้ง ช่วงที่ไปเค้าดูแลดีมาก ประทับใจแล้วประทับใจอีก หลังจากนั้นจึงนั่ง jeep ไปดูพระอาทิตย์ตกดินกัน คือโลเคชั่นสวยมากมากกกกกกก

อาบน้ำแบบโอเพ่น

ข้างในจะมีคอกเลี้ยงสัตว์ต่างๆมากมาย

โคตรสวยให้ตายเถอะ


พอดูเสร็จเราก็กลับมากระโดดน้ำสระกัน เพื่อรอเวลากินข้าวเย็น เวลาทุ่มครึ่งนั่นเอง พอถึงเวลาปุ๊ป เราไม่รอช้า เป็นกลุ่มแรกที่ไปสแตนบายรอแดกข้าวกันเลยทีเดียว อาหารเป็นแบบบุฟเฟ่ อร่อยเว่อร์ กลิ่นไม่แรงมาก มีสลัด ซุปข้าวโพด บาร์บีคิวไก่และแกะ มีผลไม้ ขนมหวาน บริการดีเยี่ยม สุดยอดไปเลยยยยย พอกินข้าวเสร็จ เราก็แยกย้ายกันเข้าห้องของตัวเอง จะบอกว่าประทับใจที่นี่มาก บรรยากาศทะเลทรายล้อมรอบ อารมณ์แบบคือถ้าไม่มีใครช่วยก็ตายที่นี่แหละ 5555 จบวันนอนต่อ

ความชิวของชีวิต สระว่ายน้ำเปิดตลอด 24 ชม.

____________________________________________

DAY 4: NIZWA and JABAL SHAM

          วันนี้ตื่นมาชิวๆในโรงแรม ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำเยอะอยู่ ไม่ว่าจะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า หลังจากนั้นก็มี ขี่อูฐ เล่น sand board และจะบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่เสียเงินเพิ่มแล้ววว คือดีมาก ถ้ามาหน้าหนาวคงฟินมาก

น้องอูฐที่นี่ ไม่เสียเงินเพิ่มนะครับ สามารถใช้บริการได้เลย

ชีวิต มัน extream นิดนึงก็ต้องมีคว่ำกันบ้าง

          หลังจากเล่นเสร็จแรงหมดแต่เช้า เราออกเดินทางจากโรงแรมประมาน 10 โมง ถึงตรงที่จอดรถทิ้งไว้ 11 โมงพอดี ใช้เวลาเข้าออกทะเลทราย ประมาณ เกือบ 1 ชม.

แค่ข้างทางมันยังสวยเลยคิดดู

          หลังจากนั้นเดินทางมายังเมือง Nizwa และเดินทางไปยัง Nizwa Fort ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง เพราะหลงทางตลอดเส้นเลยจ้า ค่าเข้า Nizwa fort คนละ 0.500 เรียลเท่านั้น ที่นี่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็นเลย ซึ่งในนั้นก็จะมีประวัติของโอมาน และเรื่องราวต่างๆของตัวป้อมเอง Nizwa Fort ถูกสร้างเป็นรูปทรงกระบอกให้มีลักษณะเฉพาะตัว และมีหอคอยหลักขนาดใหญ่ ซึ่งถูกใช้เป็นที่บังคับบัญชาของผู้ปกครองโอมาน ภายในมีการวางหลุมพราง และกับดักต่างๆ เพื่อป้องกันศัตรู ป้อมนี้ยังถือเป็นอีกป้อมที่สร้างอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่ดีที่สุดอีกด้วย ส่วนตัวภายในนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ถ้าเทียบกับ Museum ของหลายประเทศ

          หลังจากนั้นเราเดินทางหา KFC กินกันครับผม เจอห้างสรรพสินค้าชื่อ Nizwa mall เราแวะกิน KFC กัน มันบดอร่อยกว่าที่ไทยมากมากกกกกก นี่แหละที่ไหนมี KFC ที่นั่นเราอยู่ได้

          หลังจากกินเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปยัง Jabal Sham ภูเขาที่สูงที่สุดในโอมาน Jabal Sham ในภาษาอาราบิคแปลว่า ภูเขาพระอาทิตย์ เพราะถือว่าความสูงของมันทำให้สามารถรับแสงอาทิตย์ได้เป็นที่แรกก่อนที่อื่นๆในโอมาน และเราจองที่พักไว้ด้านบนเขาเลย ชื่อ Sunrise Resort เราออกจากห้างประมาน 17.30 . เดินทางถึงที่พักเวลา 19.30 . ซึ่งบอกเลยว่า เส้นทางที่มาท้าทายชีวิตมากเพราะเป็นการขับรถขึ้นเขาแล้วเราดันขับมาถึงตอนมืด แรกๆถนนก็โอเค ขับไปซักพัก ถนนหายเหลือแต่ดินลูกรัง และด้านข้างรถเราเป็นเหวแบบไม่มีอะไรกั้น จะบอกว่าอันตรายมากครับ แล้วเรายิ่งไม่ชินทางด้วยควรมาตอนสว่างเท่านั้น นี่คือมืดหมดมีแค่ไฟรถ ทำให้เราต้องค่อยๆขับ แต่ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงอย่างปลอดภัย อากาศบนที่พักน่าจะเป็นเลขตัวเดียวได้ คือหนาวเลยหละ เราจึงก่อกองไฟ หาอะไรกินกัน เราจุดไฟกันจนถึง 4 ทุ่ม แล้วก็แยกย้ายเข้านอนเพื่อตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

_____________________________________________

Day 5: Jabal Sham & Back To Muscat

          ตื่นนอนดูพระอาทิตย์ตอนตี 5.30 . เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นจากปลายภูเขา พอ 7 โมงเราก็กินอาหารเช้า ราคาคนละ 3 เรียล กินอะไรก็ได้ ไข่เจียวชีสอร่อยมากมากกก

          หลังจากกินข้าวเสร็จ แยกย้ายอาบน้ำ และหลังจากนั้นเราจึงออกเดินทางไปตรงหน้าผา เดินไปไกลมากกกกกกกก ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมงได้ แต่จะบอกว่าคุ้มค่ามาก หากไม่เดินมาก็ไม่รู้เลยว่าจะเจอสวยขนาดนี้ เพราะวิวตรงหน้าผาคืออลังการมากและสวยมาก

ธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่

ฝูงแกะภูเขา มีจ่าฝูงด้วย

          หลังจากนั้นเรา checked out ตอน 11.30 . เดินกลับลงมาข้างล่าง ระหว่างทางสวยงามมากๆ ทุกนาทีในการเดินทางคือโมเม้นที่เราตื่นเต้นตลอดเวลา

          พอลงมาถึงข้างล่าง เราก็แวะซื้อของเติมน้ำมัน เติมไป 15 เรียล และเราก็เดินทางไปยัง  Bahla fort ที่นี่เปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00-16.00 แต่ว่าวันศุกร์เปิดแค่ 8.00-11.00 เท่านั้น  Bahla Fort ถือว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่สวยงามในโอมาน จะบอกว่าสวยใหญ่จริงแต่ไม่มีดีเทลอะไรเลย เลย ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมมาที่นีเท่ากับ Nizwa Fort เอาตรงๆถ้าใครไม่ได้อยากมาถ่ายรูปจริงๆ ข้ามตรงนี้ไปก็ได้ ส่วนตัวคือเฉยๆ ถ้าเทียบกับทั้งหมดที่เจอมา


           
จากนั้นเราก้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง Muscat อีกครั้ง พอมาถึงมัสกัตก็โดนตำรวจเรียกครับ เพราะดันดูแผนที่จากมือถือไง คือเค้าไม่ให้คนขับเล่นมือถือ สุดท้ายโดนแค่ตักเตือนท่านก็ปล่อยเราไป ใจดีจัง และเราก็มากินร้านอาหารไทย เดินทางมาถึงที่ร้านอาหารไทย เวลา 16.30 . เราสั่งอาหารกินกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งหมด 40 เรียล ต้องบอกว่าราคาอาหารไทยที่นี่จะราคาค่อนข้างสูง แต่เอาแล้วจังหวะนั้นของบ้านเราอร่อยที่สุด

         หลังจากนั้นเราเดินทางไปยังห้างที่ใหญ่ที่สุดในโอมานเราเดินเล่นซื้อของกันเสร็จแล้วก็กลับโรงแรมแรกของวันแรกเลย แล้วเข้านอน

_____________________________________________

DAY 6: Last day in Muscat 

          ออกจากโรงแรม 9.30 . เดินทางไปยัง Sultan Qaboos grand mosque เพื่อไปถ่ายรูปกัน ที่นี่สวยมากอลังการงานสร้าง สวยทุกมุม มีพรมเปอร์เซียและโคมไฟระย้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ด้วย แต่เวลาเราจะมาต้องแต่งตัวเรียบร้อยผู้หญิงต้องคลุมหน้า ผู้ชายต้องขายาว กางเกงยีนส์ขาดๆก็ไม่ได้นะ และที่สำคัญที่นี่เปิดให้เข้าชมแค่ 8.30-11.00 เท่านั้น ปิดวันศุกร์ ถ้าใครจะมาอาจต้องแพลนไปเลยว่าต้องมาตอนเช้าเท่านั้น

ด้านในจะต้องถอดรองเท้าทั้งหมด

ผู้หญิงจะต้องแต่งตัวแบบนี้

          เสร็จแล้วก็ไป มัสกัสอเวนิว เพื่อไปกินข้าว มื้อนี้กินไป 2.40 เรียล เสร็จแล้วมาวังสุลต่าน เพื่อถ่ายรูปพอมาถึง ถ่ายรูปเสร็จก็ออกไปตลาดกันนน แต่ตลาดปิด เลยแวะนั่งกินน้ำปั่นกันตรงร้านน้ำตรงหน้าตลาด แล้วเราก็ออกเดินทางไปสนามบินเวลา 15.30 .

ถ่ายรูปเวลาเปิดปิดตลาดมาฝาก

          จัดการคืนรถให้เรียบร้อย จะมีภาษีสนามบินอีก 5 เรียล หลังจากนั้นเราก็ขึ้นเครื่องกลับตอน 1 ทุ่ม ถึงไทยประมาณ ตี 5 ต้องบอกเลยว่านี่คืออีกหนึ่งทริปที่ประทับใจที่สุด สนุกมากสวยมาก คิดว่าคนไทยควรมากันเพราะทั้งสถานที่ดี คนดี ราคาก็ดี ทริปนี้ก็ขอบคุณ AirAsiaX ที่มาส่งเราถึงที่นี่นะครับ รอบหน้าคิดว่าจะมาเก็บฝั่งใต้บ้าง เพราะเค้าบอกว่าเป็นอีกแบบมันจะออกเขียวๆเลยมีแต่อูฐ แล้วเจอกันครับขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ 

LEAVE A REPLY