ครั้งหนึ่งในชีวิตที่อินโดนิเซีย.. IJEN – BROMO – BALI

0
13545

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าใครที่อยากจะไปตะลุยอินโด
ขอให้ฝึกความพร้อมของร่างกายและออกกำลังกายมาก่อน
เพราะทริปนี้มันอึด ถึก และทนมาก!!!
เราเดินทางวันที่ 13 สิงหาคม 2559 – 17 สิงหาคม 2559

รวม 4 คืน 5 วัน
และที่สำคัญ เราไปลุยกันแบบหญิงล้วน 5 คน!

-สิ่งที่ควรเตรียมไป-
1.เสื้อผ้าหนาๆ เสื้อกันหนาว เสื้อแขนยาว (บน ijen กับ bromo หนาว)
2.ไฟฉาย (ใช้ตอนเดินขึ้น ijen)
3.เสื้อกันฝน (เผื่อตอนเดินขึ้น ijen หรือ bromo ฝนตกและใช้ได้ที่น้ำตกด้วย)
4.รองเท้าแบบลุยๆ เปื้อนได้ เตือนว่าไม่ควรเอารองเท้าขาวไป เพราะลุยมาก เปื้อนแน่นอนจ้า
5.ยาแก้เมารถ
6.รองเท้าแตะ (ใช้ที่น้ำตก)

-สรุปค่าใช้

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-บาหลี 11,500 บาท
ค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวสุราบายา-บาหลี 1,100 บาท
ค่าโรงแรม (2 คืน) ที่บาหลี  5,300 บาท
ค่าไกด์+เดินทางที่ bromo และ ijen (2วัน) 5,400 บาท
ค่าไกด์ที่ bali (2วัน) 700 บาท
*(วันแรกเต็มวัน 590,000 รูเปีย วันที่สองครึ่งวัน 400,000 รูเปีย ต่อ5คน)
ค่าอาหาร 3,000 บาท
ค่า sims card 970 บาท
รวม 27,970 บาท

*คำแนะนำ: ค่าตั๋วเครื่องบินช่วงที่เราจองเป็นวันหยุด และไม่ได้จองล่วงหน้านานขนาดนั้น
ราคาจึงค่อนข้างสูง หากใครประหยัด cost  ตั๋วเครื่องบินได้อีก ค่าใช้จ่ายก็จะลดลงอีกนะฮ้าฟ

-DAY1-

เริ่มจากตื่นตี4 ไปสนามบินในสภาพพร้อมไปนอนต่อบนเครื่อง555
เราเดินทางไฟลท์ FD396 ออกเดินทาง 06.15
ถึงบาหลีเวลา 11.30 (เวลาที่บาหลีเร็วกว่าที่ไทย 1 ชม.)

*คำแนะนำ: sims card ไม่ควรซื้อที่สนามบิน เราโดนมาที่สนามบิน 360,000 รูเปีย (ประมาณ 970 บาท)
ได้เน็ต 6GB โทรได้ 50 นาที พอออกมาเจอไกด์ ไกด์ก็มาบอกว่า ราคาข้างนอกถูกกว่าเกือบเท่าตัว
ดังนั้นไม่ควรซื้อ sims card ที่สนามบินนะค้า T-T
พอไปถึงเราก็ให้ local guide ที่ติดต่อไว้มารับที่สนามบิน
สำหรับ local guide นี่ติดต่อและจองไว้ตั้งแต่ที่ไทยนะคะ (แต่มาจ่ายเงินที่อินโดค่ะ)
โดยจะรวมค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่ารถจี๊ป ค่าโรงแรมที่ bromo และ ijen

ค่าเข้าน้ำตก และค่าไกด์ค่ะ  ทั้งหมด 2,000,000 รูเปีย หรือประมาณ 5,400 บาทต่อคนค่ะ
คือเรียกได้ว่าเหมาเกือบทั้งหมด ยกเว้นอาหารเที่ยงกับเย็นที่ต้องจ่ายเองค่ะ
พี่ไกด์แกขับรถพาไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหาร  local ร้านนึง
คาดว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็น่าจะมาแวะทานที่ร้านนี้ เพราะมองไปมีแต่นักท่องเที่ยว

ราคาต่อมื้อประมาน 250บาทต่อคน รสชาติถือว่าอร่อยใช้ได้ค่ะ
พออิ่มท้องกันแล้วก็ออกเดินทางต่อ โดยเรานั่งรถต่อไปถึงท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือข้ามไปยัง ijen

ปกติจะมีไกด์อีกคนมารอตอนเรือถึง ijen เลย แต่พี่ไกด์คนนี้พอรู้ว่าพวกเราเป็นหญิงล้วน
พี่แกก็มารับพวกเราตั้งแต่ก่อนชึ้นเรือเลยค่ะ ใจมากๆ ไกด์เราชื่อ ดีน นิสัยน่ารัก อัธยาศัยดีมากๆ ตลกเฮฮา
พอถึง ijen แล้วต้องนั่งรถเข้าไปอีกประมาณ 40 นาที ถึงจะถึงที่พักนะคะ
รวมระยะเวลาการเดินทางกว่าจะถึงที่พักคือ 5 ชั่วโมงครึ่ง (รถ4ชั่วโมง+เรือ1ชั่วโมงครึ่ง)

ที่ ijen เราพักที่  guesthouse ซึ่งบอกเลยว่าสภาพแบบบึกบึนมาก (แทบไม่อยากอาบน้ำเลย ฮืออ)
คือไม่อยากให้คาดหวังอะไรกับที่พักที่  ijen มาก เพราะมันคือที่พักบนเขา
พอถึงที่พักแนะนำให้รีบอาบน้ำ รีบนอนนะคะ เพราะต้องตื่นตี1ค่ะ!!!
อ่านไม่ผิดค่ะ ตื่นตี1!!! เพราะต้องเริ่มเดินขึ้นเขาประมาณตี2
ได้ยินอย่างงี้ทุกคนเลยรีบอาบน้ำ นับแกะ แล้วนอนค่ะ!

-DAY2-

และแล้วความทรหดก็เริ่มขึ้น ตื่นตี1 พร้อมเพรียงหน้าห้องตอนตี1ครึ่ง
วันนี้ต้องใส่เสื้อกันหนาวและเสื้อแขนยาวนะ เพราะอากาศบน ijen หนาวค่ะ
ถึงที่ ijen ตอนตี2 ตามแพลนที่วางไว้
แต่แพลนที่ไม่ได้วางไว้ก็เกิดขึ้น นั่นก็คือ ฝนตก!!!!!
สภาพอากาศตอนนั้นเนื่องจากอยู่บนเขา อุณหภูมิประมาน 12 องศา
คือต้องเดินขึ้นเขาขณะทั้งหนาวทั้งฝน จึงควักเสื้อกันฝนที่เตรียมไว้ออกมาคลุมโดยด่วนค่า
local guide ก็นำเราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ
(กลิ่นเหม็น แรง และเตะจมูกมาก ใส่ mask ด่วน!!)
บอกเลยว่าที่นี่อลังการงานสร้างมาก รู้สึกตัวเองเป็นส่วนจิ๋วๆของโลกไปในทันใด555
ปล.ด้วยความที่เรามาช้าไปหน่อยเลยไม่ได้เห็น blue flame นะคะ แงๆ

เดินขึ้นว่าเหนื่อยแล้ว เดินลงมานี่ไม่แพ้กันเล้ยย
เพราะความชันทำให้ข้อเข่าแทบเสื่อมแหน่ะ555
จริงๆตอนลงมีบริการรถเข็นเข็นลงด้วยนะ แต่จำได้ว่าค่อนข้างแพง

แล้วเราไปกันหลายคนเลยเดินกันต่อไปจ้าาา
มาถึงข้างล่างได้กินข้าวเช้าเหมือนเป็นสวรรค์เลย ค่อยยังชั่ว
เราออกเดินทางกันต่อไปยัง bromo โดยรถ
งานนี้ไม่ต้องสืบทุกคนหลับตลอดทางค่า กว่าจะถึงโรงแรมก็ค่ำๆเลย

-DAY3-

วันนี้ก็ทรหดไม่ต่างจากเมื่อวานค่ะ ตื่นตี3ครึ่งเพื่อไปชมวิว
อากาศแถว bromo ประมาณ 14 องศา ต้องใส่เสื้อกันหนาวเหมือนกันนะคะวันนี้
เราถึงจุดชมวิวกันประมาณตี5 รอชมแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่กัน
จุดชมวิวที่เรามา จะไม่ใช่จุดที่คนนิยมไปกัน ด้วยความอยาก private
เลยขอให้ไกด์ พาไปจุดชมวิวพีคๆ คนน้อยๆค่ะ
พอขึ้นไปบริเวณจุดชมวิวที่ probolinggo ในช่วงเช้าจะเห็นเป็นทะเลหมอก
กับยอดภูเขาไฟ สวยสุดๆไปเล้ยย

หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศ ลงจากจุดชมวิว อากาศหนาวๆ ด้านล่างมีร้านอาหารเล็กๆอยู่
แล้วอาหารที่เราเลือกก็คือ มาม่า! 5555 (ตอนนั้นมันหนาวเลยอยากกินอะไรร้อนๆ)
ต่อมาเราก็เดินกันไปต่อที่จุดพีคสุดของทริปนี้ ก็คือ ภูเขาไฟ bromo ที่เรารอมานานแสนนาน!
การเดินทางของเราคือ local guide พาขับรถ jeep เข้าไป (ลุยมาก)
พอถึงตรงตีนเขาต้องจอดนะคะ เพื่อเดินไปบนปากปล่อง bromo ค่ะ (รถ jeep ขึ้นไม่ได้น้า)
ที่นี้มีให้เลือก 2 ทางคือ จะเดินขึ้นเขาเอง หรือจะขี่ม้าขึ้นไป
โดยการขี่ม้าต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 250บาทต่อคน
โดยข้อดีของการขี่ม้าคือไปถึงเร็ว และไม่เหนื่อยค่ะ ส่วนข้อเสียคือ จะไม่ได้ถ่ายรูปวิวต่างๆระหว่างทาง
ส่วนตัวขี้เกียดเดินค่ะ เลยขี่ม้า เพราะจุดพีคที่รอดูก็อยู่ที่ปากปล่องที่เราจะขึ้นไปนั่นแหละ!


พอขึ้นมาถึงต้องบอกเลยว่า เป็น love at first sight จริงๆ วิวข้างบนนี้สวยมาก
เห็นภูมิประเทศ หมอกจางๆ แสงอาทิตย์อ่อนๆ อย่างชัดเจน
เดินขึ้นบันไดไปอีกนิด เราก็ได้พบกับปากปล่องภูเขาไฟ
กำลังพ่นควันปุดๆๆ คือมัน amazing มากๆ สวยจนบรรยายไม่ถูก

ดูแล้วมันลึกลับ ทรงพลัง เหมือนลมหายใจของพระเจ้า (ดูนางเปรียบ555)
คือเรารู้สึกได้ว่า bromo มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ
พอดื่มดำจนเสร็จก็ขี่ม้าลงมาหาไกด์ที่รออยู่ที่รถ jeep ด้านล่างตอนนั้นเวลาประมาณ9.30
เราก็ไปต่อกันที่ Savanna เป็นทุ่งหญ้าสะวันนากว้างๆ แดดเริ่มออก อากาศกำลังดี
ก่อนกลับไกด์ก็พาเราไปแวะกันที่ Whispering sand ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดที่เราชอบมาก
เป็นทะเลทรายสีดำ แล้วบริเวณรอบๆก็มีหมอกปกคลุม คือถ่ายรูปออกมาแล้วมันสวยมากๆ
*คนที่แพ้ฝุ่นอย่าเอาหน้ากาก mask ไปกันด้วยนะคะ

ใช้เวลาตรงนี้สักพักเลย แล้วก็กลับไปทานข้าวที่เตรียมไว้ให้ที่โรงแรม
ที่สุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องคือ Madakaripura Waterfall ที่เค้าว่ากันว่าเป็นราชินีแห่งสายน้ำชวาตะวันออก
สิ่งที่ต้องเตรียมไปคือรองเท้าแตะ กับเสื้อกันฝนค่ะ อย่าคิดว่าไม่ต้องใส่ก็ได้ เพราะเป็นแค่น้ำกระเซ็นนะจ้า
ไม่ใช่เลยค่า บางช่วงน้ำตูมๆใส่หัวเลย ฮ่าๆ
ของมีค่าอะไรแนะนำให้ใส่กระเป๋ายางแบบกันน้ำเลยนะคะ
ไม่งั้นเปียกแน่นอนค่า ของเราไกด์มีเตรียมกระเป๋าไว้ให้แล้วค่ะ
ส่วนเสื้อกันฝนใครไม่ได้เตรียมไว้ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะมีขายด้านหน้าประมาณชิ้นละ 30บาทค่ะ
ถึงจุดนี้จะมี local guide 1 คนที่จะพาเราเดินเข้าไปนะคะ ช่วงที่เราเข้าไปกันประมาณ บ่าย2โมงค่ะ
พอถึงโซนน้ำตกให้ feeling tropical มาก มันเย็นๆชื้นๆ
ระหว่างทางต้องปีนป่ายก้อนหินกันไปนิดนึง กว่าจะถึงจุดที่สวยที่สุดนะค้า
แต่ไม่ต้องห่วงเพราะถ้ามี local guide เค้าจะพาเราปีนเอง
พอไปถึงจุดพีค คือจุดที่เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำตก เป็นจุดที่น้ำตกไหลตูมๆลงมา
ใส่เสื้อกันฝนถ่ายรูปแถวนี้ก็เก๋ไม่เบานะค้าบ (ระวังกล้องเปียกน้ำด้วยน้า)


หลังจากออกจากน้ำตก เราก็ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุราบายา เพื่อเดินทางไปบาหลี
ตอนนั้นไปไฟลท์ JT990 19.45-21.35 ของ lion air ค่ะ
ระหว่างอยู่บนเครื่องหลับตลอดเลย เพราะเหนื่อยมาก5555
พอมาถึงบาหลีก็ไม่รีรอ รีบ check-in ที่โรงแรมที่เราพัก นั่นก็คือ Grandmas Seminyak hotel
ใครมาบาหลีเราแนะนำโรงแรมนี้เลยนะ ทำเลดีราคาดี ห้องสวย สรุปว่าดี
ถึงห้องก็เป็นอันสลบไปในทันทีจากความเหนื่อย5555

-DAY4-

เช้าวันใหม่ที่บาหลีวันแรก พุ่งตัวเข้าหาร้านอาหารอร่อยๆทันที
เริ่มด้วยกิน breakfast ที่ร้าน Shelter เป็นร้านอาหาร open air ที่บรรยากาศดีมากๆ
เป็นสไตล์อาหาร healthy พวกสลัด ควินัว โยเกิร์ตผลไม้ต่างๆ
โดยชั้นล่างคือร้าน Nalu bowls เป็นร้านสมูทตี้ acia bowl ที่ popular มากๆ
ด้วยสไตล์การแต่งร้านแบบ aloha เป็นบาร์ให้นั่งกินหน้าร้าน
หรือจะสั่งขึ้นไปทานบนร้าน Shelther ก็ได้ไม่ว่ากัน
อิ่มอร่อยและฟินแตกกับมื้อนี้ ประมาณ 600บาทต่อคนค่ะ



ต่อมาประมาณ 10 โมง เราออกเดินทางต่อไปที่เมือง Ubud(อูบุด)
เป็นเมืองเล็กๆอยู่ทางตอนกลางของบาหลี ไม่ติดทะเล
บอกเลยว่าทั้งทริป ส่วนตัวชอบที่นี่สุด เพราะไม่ว่ามองไปทางไหนก็ร่มรื่น
และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาหลี ถ้าสำหรับเราคนไทยที่คุ้นเคยคือ
การแต่งสวนแบบบาหลี ซึ่งทั้ง Ubud เป็นเหมือนการแต่งสวนในบ้านเรา แต่เป็นทั้งเมือง
เรียกได้ว่าเหมือนหลุดไปยังอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว
ด้วยความที่ Ubud เป็นเหมือนศูนย์กลางของศิลปะวัฒนธรรมแห่งเกาะบาหลี
เราจึงไปเยี่ยมชมวัดที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาหลีที่ Saraswati Temple ก่อน
บอกเลยว่าสวยมากๆๆๆๆ แนะนำว่าให้มาในช่วงเช้านะคะ
ตอนเราไปถึงคือประมาณเที่ยงร้อนมากๆ แทบเป็นลม5555

ต่อมาก็แวะไปที่ ตลาด Ubud ที่ตั้งอยู่ที่ถนน Monkey Forest
ที่นี่เป็นศูนย์รวมของฝากบาหลีนานาชนิด feel เดียวกับสวนจตุจักรเลยค่ะ
มีทั้งผ้าทอบาหลี งานหิน งานไม้แกะสลัก ภาพวาด เครื่องเซรามิก
ซึ่งบอกก่อนเลยว่าซื้อของที่นี่อารมณ์เดียวกับเซินเจิ้นมาก ต้องต่อราคาของประมาณ 60%-80%
ที่นี่จะมีการตั้งราคา overprice นิดนึง (การต่ออยู่ที่ความสามารถพิเศษของแต่ละคนค่ะ555)
Shopping ของฝากติดไม้ติดมือกลับไปบ้านเสร็จ ก็ทานอาหารเที่ยงต่อที่ร้าน D’alas warung
เป็นร้านที่เก๋มากๆ บรรยากาศสวยเหมือนโรงแรมสไตล์รีสอร์ท
มีอาหารเป็นชุดๆแบบพื้นเมืองให้เลือก คล้ายๆหมูสะเต๊ะ กับข้าวผัดบ้านเรา
อร่อยดีค่ะ ราคาคนละประมาณ 500บาท
ติดๆกันเลยกับร้าน Paulina coffee plantation ที่ตั้งอยู่ถัดจากร้านอาหารเลยค่ะ
เป็นร้านขายของฝากเมล็ดกาแฟขี้ชะมด  มีกาแฟหลากหลายรสชาติให้ลิ้มลองกัน
ไม่ว่าจะเป็นระดับขมมาก ถึงระดับหวานมาก แล้วแต่ชอบเลยค่ะ
นอกจากนี้ยังสั่งขนมมาทานคู่กันได้ เราเลยจัดกล้วยหอมทอดไปจานนึงค่ะ


ต่อมาก็ไปที่จุด hilight ของ ubud นั่นก็คือ Rice Terrace หรือนาข้าวขั้นบันได
ถือเป็นสถานที่ชมวิวธรรมชาติที่ห้ามพลาดเลยค่ะ
เนื่องจากภูมิประเทศของบาหลีส่วนใหญ่ เป็นภูเขาและเนินเขา
การทำนาจึงต้องทำแบบขั้นบันไดค่ะ
โดยบริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกที่แวะกันได้ค่ะ


ยังค่ะ ยังไม่จบ! หลังจากออกมากจาก Ubud เราไปต่อกันที่วัด Tanah Lot เพื่อดู sunset
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1ชั่วโมงครึ่งค่ะ ไปถึง Tanah Lot เกือบ6โมงเย็นค่ะ

*แนะนำให้มาถึงประมาณ5 โมงเย็นนะคะ จะเป็นเวลาดู sunset ที่เหมาะที่สุด ของเราเลทไปนิดนึง

โดยที่นี่เป็นวัดริมทะเล สัญลักษณ์ของเกาะบาหลีค่ะ
จะมีวิหารที่อยู่บนโขดหินริมทะเล ถ่ายรูปออกมาสวยสุดๆค่ะ



เดินทางมาทั้งวันได้เวลากลับโรงแรม ทานข้าว พักผ่อนค่ะ
ขอแต๊บนิดนึงค่ะว่า ดนตรีสดที่ร้านอาหารโรงแรมเรา(Grandmas Seminyak Hotel)
ดีมากๆๆๆๆเลยยย ชอบบบบบ ฟังแล้วนอนหลับฝันดี5555

-DAY5-

เพราะความที่ต้องเดินทางกลับตอนไฟลท์เที่ยง แต่ Uluwatu ก็อยากไป
เลยตื่นตี5เพื่อออกเดินทางไปยัง Uluwatu
จาก Kuta เดินทางไป Uluwatu ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีค่ะ
พอไปถึงสิ่งที่เจอเป็นอันดับแรกคือ ลิง!!! ลิงเต็มไปหมด เดินลงมาจากรถมันก็วิ่งตาม
คือเราเป็นคนกลัวลิงมาก แต่ก็ไม่กล้าวิ่งหนี เพราะกลัวมันยิ่งตาม555
เห็นบางคนโดนแย่งของในมือบ้าง โดนดึงผมบ้าง มาที่นี่ต้องระวังเจ้าลิงให้ดีน้า

ก่อนเข้าเค้าจะให้ผ้ามาผืนหนึ่งผูกที่เอว ของเราได้สีส้ม
ไกด์บอกว่ามันเป็นธรรมเนียมการเข้าวัดของที่นี่ ต้องผูกผ้าไว้ที่เอวด้วยนะค้า
เดินไปตามทางของ Uluwatu จะเห็นทะเลเป็นน้ำใสสีครามสวยมาก
บวกกับอากาศตอนเช้าที่กำลังดี คือมันดีมากจริงๆ
เดินไปด้านซ้ายสุดจะมีวัดตั้งอยู่ ดูแล้วร่มรื่น สงบมากๆ ไม่อยากกลับเลย
ก่อนจะไปถึง Airport มีเวลาเหลือนิดหน่อย ไกด์เลยพาไปแวะที่
Peninsula and Nusa Dharma Island อยู่ใกล้ๆสนามบินเลย
เค้าว่ากันว่าเป็นโซนโรงแรม 5 ดาวของที่บาหลี เป็นที่พักกลุ่มแขกมีเงิน5555


ที่นี่จะวิวดี หาดสวย หรูหราดูดีไปหมด
ส่วนพวกเราหรอ ก็แค่แวะไปถ่ายรูปเท่านั้นแหละค่ะ! 5555
ใครอยากได้รูปสวยๆ แนะนำให้ไกด์พามาดรอปที่นี่ก่อนกลับก็ได้น้า

ขากลับเรากลับไฟลท์ FD397 12.00-15.15
มาถึงสนามบิน Denpasar ที่บาหลี ก่อนกลับก็ประทับใจอีก
คือชอบการตกแต่งของสนามบินที่นี่มาก มันดู aloha มากๆ เข้ากับบรรยากาศเป็นที่สุด
เป็นสไตล์บาหลี+ฮาวาย แล้วก็มีนักดนตรีมาตรีกลองจังหวะทะเลๆ พูดไม่ถูก มันดีมาก!

เมื่อเครื่องจอดถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ กลับถึงบ้านสลบทันทีนอนยาวลากไปจนเช้าของอีกวัน555
สรุปได้ว่าทริปนี้สนุก และถึกทนมาก ใครสนใจอินโดนีเซียไปกันโลด
ประสบการณ์ใหม่ๆอยู่ใกล้แค่เอื้อมนะจ้าาา

Review by: สายลับแมว
Photo by : แก๊งลูกแมว (ตาว เยี่ยน ปุ๊ก ไอซ์)
แต่งภาพ + เรียบเรียง : Go Went Go

LEAVE A REPLY