Roadtrip ไอร์แลนด์ | Ireland not Iceland

0
2541

          ไอร์แลนด์ไม่ใช่ไอซ์แลนด์ ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่คุณควรจะมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต
เหตุผลเพราะว่า ที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่ที่มีภาพยนตร์หลายหลายเรื่องมาถ่ายทำ ที่นี่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานให้เราได้ค้นหา และที่นี่เราสามารถขับรถชมความงามของประเทศพร้อมกับเจอผู้คนที่เป็นมิตร เป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย แน่นอนครับนี่คือประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อว่าดับลิน หรือประเทศไอร์แลนด์นั่นเอง

          หลายหลายคนมักจะเข้าใจผิดเวลาบอกว่าไปไอร์แลนด์ ทุกคนจะถามว่าไปดูแสงเหนือหรอ ทำความเข้าใจใหม่ก่อนนะครับ ไอร์แลนด์ไม่ใช่ไอซ์แลนด์เพราะฉะนั้นที่นี่ตั้งอยู่บนเกาะที่อยู่ติดกับสหราชอาณาจักร หรืออยู่ติดกับประเทศอังกฤษนั่นเอง โดยที่ไอร์แลนด์แบ่งออกเป็นสองส่วนนั่นก็คือประเทศไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร เหตุผลเพราะเรื่องของการนับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่คนละนิกายกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ ประเด็นสำคัญคือหลายๆคน มองข้ามประเทศนี้เพราะไม่รู้ต่างหากว่าประเทศนี้มีของสวยๆงามๆเยอะมากและประเทศนี้เหมาะแก่การพักผ่อน ทำตัว slow life อย่างแท้จริง นี่จึงเป็นการเดินทาง Road trip รอบเกาะไอร์แลนด์เป็นเวลาแปดวันของพวกเรานั่นเอง เมื่อวันนี้สายการบิน Qatar Airways สายการบินอันดับหนึ่งของโลกเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพมาลงสู่เมืองหลวงดับลินเลย ดังนั้นขอพาทุกคนไปรู้จักกับประเทศนี้พร้อมพร้อมกันครับประเทศไอร์แลนด์ ไม่ใช่ไอซ์แลนด์เด้อ

ค่าใช้จ่าย: 27,000 บาทต่อคนไม่รวมตั๋วเครื่องบิน

ทริป4คน ค่าใช้จ่ายหาร 4:
ค่าเข้าสถานที่: 88.5 euro 3500 บาท
ค่าอาหาร 8 วัน: 156 euro 6000 บาท
ค่าเดิินทาง น้ำมัน + จอดรถ: 188 euro หาร4 = 47 euro 1800 บาท
ค่าเช่ารถ 8 วัน (ประกันแบบเต็ม):15740 บาท หาร4 = 3935 บาท
ค่าที่พัก: 7000 บาท
ค่าวีซ่า: 3100 บาท
internet sim: 25 euro 1000 บาท

_______________________________

Day 1: Go to Dublin

          การมายังประเทศไอร์แลนด์นั้นเราสามารถนั่งสายการบินกาตาร์ แวะเปลี่ยนเครื่องหนึ่งครั้งที่กรุงโดฮาและบินตรงมาลงยังดับลินเลย และเมื่อเราบินมาถึงครับ สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือว่าที่นี่คุณควรจะเช่ารถเพื่อขับไปยังเมืองต่างๆได้สะดวกที่สุด ซึ่งรอบนี้เราเช่ารถของบริษัทที่ชื่อว่าเอ็นเตอร์ไพรส์ ส่วนซิมอินเตอร์เน็ตคุณสามารถซื้อได้ที่สนามบินเลยครับราคา 25 ยูโร สามารถซื้อเป็น package แบบดาต้าอย่างเดียวได้ ซึ่งเป็น package 30 วันใช้กันไปยาวยาวครับ ทริปนี้ส่วนใหญ่ผมจะนอนที่ Airbnb และเลือกแบบเป็นบ้านทั้งหลัง เทคนิคอย่างหนึ่งในการมาประเทศในยุโรปที่ค่าครองชีพสูงคือ การมานอน Airbnb นี่แหละครับเหตุผลเพราะว่า Airbnb ส่วนใหญ่ ถ้าเราเลือกเป็นบ้าน เค้าจะมีห้องครัวให้ด้วย เราจึงสามารถซื้อกับข้าวมาทำกินเองได้จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะมากๆ เพราะเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงทำให้ค่าอาหารแพงไปด้วย

นั่งสบายๆ แม้จะนั่งยาวก็ไม่มีปัญหา สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

อันนี้คือซิมการ์ด ที่เราซื้อซึ่งหาได้ที่สนามบินเลย

หลังจากรับรถแล้วเราขับมาเข้าที่พักกัน โดยอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือ Fish & Chips

          วันแรกเราอยู่ในกรุงดับลินต้องบอกว่ากรุงดับลินเป็นเมืองที่มีความสวยงามตามสไตล์ยุโรปแต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้จากที่นี่คือความสงบเพราะที่นี่ผู้คนไม่พลุกพล่าน แล้วก็ที่สำคัญเลยก็คือคนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นมิตร

          อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจเลยก็คือที่นี่มีมหาลัยทรีนิตี้ (Trinity College) การศึกษาของที่นี่เรียกได้ว่าเป็นอันดับท็อปๆของโลกเลยทีเดียวและมหาลัยที่นี่ก็จะมีห้องสมุดที่สวยงามมาก แต่รอบนี้เรามาเค้ามี exhibition พอดีทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูในหอสมุดได้

          อากาศที่นี่เรียกได้ว่า 1 วันมีหลายฤดูมาก เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว การมาที่นี่ควรเตรียมตัวมาให้เรียบร้อยก่อน

St Patrick’s Cathedral (Open daily: 9AM–6PM)

         ที่นี่เป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดและใหญ่ที่สุดในไอร์แลนด์ ค่าเข้าแค่คนละ 6.50 Euro เท่านั้น ข้างในโบสถ์สวยมาก และมีประวัติศาสตร์เขียนไว้มากมาย เอาจริงๆคือมากมายมากๆ จนขี้เกียจอ่านเอาเป็นว่ามาถ่ายรูปสวยๆละกัน

Guinness Storehouse (Open daily: 9:30am-5pm)

            ที่นี่เป็นต้นกาเนิดของเบียร์ชื่อดังอย่างเบียร์กินเนส เป็นเบียร์ดาที่มีชื่อเสียงไปทวั่ โลก แต่หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องกินเนสบุ๊ค นนั่ แหละครับก็เกิดจากเบียร์กินเนสนี่แหละที่บันทึก world recordต่างๆ ซึ่งภายใน Guinness Storehouse ที่นี่มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการผลิตเบียร์ และเรื่องของประวัติความเป็นมาต่างๆ ซึ่งเค้าทาออกมาได้น่าสนใจมาก แล้วก็บอกเลยถ้ามาแล้วต้องมาถ่ายรูปที่ชั้นบนสุด จะมีเหมือนห้องกระจก 360 องศา ให้เราได้พักผ่อนแล้วชมวิวสวยๆรอบเมืองดับลิน บวกกับลื้มรสเบียร์กินเนสสักแก้ว (อันนีร้ วมในค่าเข้าแล้วครับ) ถ้าคุณมีโอกาสได้มาที่นี่ จุดนี้คือหนึ่งจุดต้องมา

ราคาค่าเข้าคนละ 20 euro

          ส่วนใครที่มาที่นี่แนะว่าให้ซื้อ heritage card ราคา 40 Euro ไว้สำหรับเข้าสถานที่ที่ทางรัฐบาลเป็นคนดูแล คิดง่ายๆว่าถ้าไปเกิน 4 ที่ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

______________________________

Day 2: Wicklow Mountain National Park

          วันที่สองหลังจากเราตื่นมา วันนี้เราจะเริ่มเดินทางย้ายไปยังเมืองอื่นแล้ว ที่ที่แรกที่เราไปนั่นก็คือ Wicklow Mountain National Park ในสมัยก่อนช่วงปี 1798 เป็นปีที่มีการก่อจลาจลเกิดขึ้น กองกำลังกบฏได้ใช้เทือกเขานี้เป็นสถานที่ซ่อนตัว และเริ่มสร้างถนนขึ้นมาเพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ต่างๆได้มากขึ้น จนทุกวันนี้ถนนสายนี้ก็ยังคงถูกใช้อยู่เป็นถนนสายสำคัญในการเดินทางข้ามเนินเขา และกลายมาเป็นจุดชมวิวสาหรับนักท่องเที่ยว ตรงนี้หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือได้ยินเพราะว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งในโลเคชั่นสำคัญที่ถ่ายหนังเรื่อง PS. I love you อยู่ตรงนี้เรียกว่า Glendalough นั่นเอง

          ที่นี่มีสุสานสไตล์ยุโรปด้วยซึ่งเอาจริงๆครับตอนผมมาเนี่ยไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวเลย ออกแนวคลาสสิคมากกว่าโดยเราสามารถเข้ามาเยี่ยมชมที่นี่ได้แล้วก็ถ่ายรูปได้

          ในนั้นมีโซนที่เป็นทะเลสาบซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ในการท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งเลย บวกกับอากาศเย็นๆของที่นี่ทำให้เราสามารถเดินไกลๆได้โดยที่ไม่เหนื่อยเลยทีเดียว ซึ่งทะเลสาปจะแยกเป็น Upper กับ Lower ซึ่งเราสามารถเอารถมาจอดตรง Upper ได้ ค่าที่จอดราคา 4 euro

หลังจากออกจาก Wicklow Mountain เราก็จะขับรถไปยัง Avoca 

          Avoca ในสมัยก่อนเคยเป็นพื้นที่ของเหมืองทองแดง และมีฉายาว่า “The meeting of the waters” เกิดขึ้นจากแม่น้ำ Avonmore และ Avonbeg ไหลมารวมกันจุดสำคัญของตรงนี้ คือมันเป็นจุดที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบพบกันพอดีซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นแม่น้ำสีแดงบรรจบกับอีกฝั่งหนึ่งและรวมเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน ถ้าวันนี้คุณมาดูเนี่ยน้ำมันคนละสีกันจริงๆ

ระหว่างทางก็สวยงามอลังการแล้ว

          แล้วหลังจากจบตรงนี้ เราจะไปนอนกันที่เมือง Newross ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่เป็นทางผ่าน แต่ปรากฏว่าเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมาก ทำให้เราสามารถเดินเล่นได้ทั้งวันและที่สำคัญที่สุดเลย คือวันนี้เรามานอนบ้าน Airbnb ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับโฮสเลย ความสุขของบ้านนี้ครับคือ โฮสดูแลเราดีมากอารมณ์เหมือนครอบครัวเลย และในส่วนของหลังบ้านเนี่ยก็เป็นฟาร์มวัว ซึ่งโฮสบอกจะพาเราไปดูพรุ่งนี้

______________________________

Day 3: Kilkenny Castle / Jerpoint Abbey / Rock of cashel

          หลังจากที่เรานอนหลับ ตื่นเช้ามาเค้าก็พาเราไปเยี่ยมชมฟาร์ม ไปให้อาหารลูกวัว พาไปนั่งรถแทร็กเตอร์ ให้เราเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่นจริงๆ และที่สำคัญเลยก็คือมีเจ้าหมาน้อยสองตัวที่คอยดูแลเราอย่างกะเจ้าของบ้านด้วย

ก่อนกลับเราเลยถ่ายภาพรวมกับครอบครัวของโฮสสักหน่อยนี่เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้

Kilkenny Castle (Open daily: 9:00am-5.30pm)

          ออกเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป นั่นคือเราจะไปยัง Kilkenny ซึ่งเมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังคือ Kilkenny Castle  นั่นเอง แต่ระหว่างทางเราก็จะผ่านเมืองต่างๆ ข้อดีของ Road trip ก็คือเราสามารถที่จะแวะระหว่างทางเพื่อถ่ายรูปและซึมซับบรรยากาศและเห็นภูมิประเทศที่แปลกตาได้ตลอดเส้นทาง แล้วเราก็เดินทางมาถึง Kilkenny Castle ที่นี่เค้าบอกว่าเคยเป็นของตระกูล Butler มาก่อนมากกว่า 600 ปี ส่วนตระกูล Butler คือใคร เอาง่ายๆครับ เค้ามีชื่อเสียงจากการติดตามพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษเข้าไปบุกยึดไอร์แลนด์ แล้วพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ก็มอบหมายให้เค้าเป็นคนดูแลปราสาทนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่เนื่องจากความเก่าแก่และทรุดโทรมของปราสาททางผู้สืบทอดของตระกูลก็เลยดูแลต่อไปไม่ได้ จึงตัดสินใจขายให้กับหน่วยงาน OPW หรือเป็นหน่วยงานของรัฐบาลนั่นเองเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมและเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเข้านั่นเองครับ

สำหรับที่นี่รวมใน Heritage card แล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ

Jerpoint Abbey (Open daily: 9:00am-5.30pm)

          หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางขับรถต่อไปยัง Jerpoint Abbey  ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในศาสนสถานของศาสนาคริสต์ที่สวยที่สุดในประเทศไอร์แลนด์ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1158 เพื่อใช้เป็นโบสถ์และที่อยู่อาศัยของพระกลุ่ม Cistercian ที่ Jerpoint Abbey ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีความสวยงามมากแต่ตอนที่เราไปถึงข้างใน จะสังเกตได้ว่าหลังคาจะพังหมดแล้วหรือว่าเป็นซากปรักหักพังแต่ยังคงความคลาสสิคและสวยงามอยู่ ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดครับที่คุณสามารถมาถ่ายรูป เท่ๆสวยๆแล้วมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่นี่ได้เลย

Rock of cashel

          หลังจากนั้นเราก็ขับรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เพื่อไปอีกหนึ่งสถานที่ที่เรียกได้ว่าสวยสุดๆ แล้วผมก็ชอบมากๆนั่นคือ Rock of cashel นั่นเอง ที่นี่เป็นโบราณสถานที่สำคัญของไอร์แลนด์ครับ “Cashel” นั้นแปลเป็นภาษาอังกฤษจะประมาณว่า Fortress หรือ Castle ก็ได้ ซึ่งในยุคสมัยศตวรรษที่ 4 เนี่ยตรงนี้เคยใช้เป็นป้อมปราการมาก่อนแต่ตอนหลังเค้าก็เปลี่ยนใหม่ยกให้ทางศาสนาเปลี่ยนเป็นโบสถ์ในช่วงปีคริสตศักราช 1101 ทำให้ดูรวมแล้วที่นี่มันจะเหมือนปราสาทมากกว่าโบสถ์ และที่น่าแปลกใจก็คือว่าบริเวณปราสาทจะมีอีกาบินเต็มไปหมดยิ่งเพิ่มความขลังกับที่นี่ขึ้นไปใหญ่

Cork

          แล้ววันนี้เราก็ไปจบกันที่เมือง Cork หนึ่งในเมืองสำคัญของไอร์แลนด์นั้นเอง และเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญแล้วก็สวยงามมากๆ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือว่าเรามาถึงตอนเย็นๆแต่ร้านค้าส่วนใหญ่กลับปิดหมดแล้ว แต่อีกจุดหนึ่งที่เราประทับใจนั่นก็คือเราจะเห็นบูธข้างทางที่เค้ามาแจกอาหารและเครื่องดื่มให้กับ Homeless หรือคนไร้บ้านนั่นเอง

          ก่อนจะไปพักผ่อน เราไปกันที่ร้านนี้ คือ Franciscan ร้านนี้เป็นร้าน pizza และร้านนั่งชิวที่เป็นที่นิยมมากของเมืองนี้ใครมาที่นี่ก็แวะตรงนี้ได้ เข้าถึงคนในพื้นที่ได้ดี

______________________________

Day 4: Cobh / Blarney Castle

          เช้าวันที่สี่ หลังจากเราตื่นขึ้นครับเราก็ย้ายจากเมือง cork ไปที่เมือง cobh ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองต้องบอกว่าพอมาถึงเมือง cobh มีความตกใจเล็กน้อย เหตุผลเพราะว่าเมืองส่วนใหญ่ที่นี่จะดูสงบสงบ แต่กลับกันเลยครับเมือง cobh เป็นเมืองที่คึกคักมาก นักท่องเที่ยวเยอะมาก อาจจะเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นเมืองท่าอยู่ติดกับทะเล ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ นักท่องเที่ยวก็เยอะ มีการเล่นดนตรีสด มีตลาด และที่สำคัญก็คือที่นี่เป็นเมืองสุดท้ายที่ไททานิคมาจอดเป็นท่าเรือก่อนที่จะจม

และหนึ่งในสถานที่เที่ยวสำคัญของที่ก็คือโบสถ์ St Colman’s Cathedral(8am-6pm) นั่นเอง

          ซึ่งโบสถ์นี้สร้างเสร็จประมาณปี 1915 แต่จุดเด่นของโบสถ์นี้ก็คือจะมีการติดตั้งระฆังจำนวนทั้งหมด 49 ใบโดยใบใหญ่ที่สุดจะหนัก 3.6 ตันเลยทีเดียว และอยู่เหนือพื้นถึง 200 ฟุต เค้าบอกว่าถ้ามาที่นี่ให้คุณฟังเสียงระฆังจากโบสถ์ทุกบ่ายวันอาทิตย์เวลา 4 โมงครึ่ง นอกจากนี้โบสถ์เซนต์โคลแมนยังเป็นสถานที่ที่คณะนักร้องประสานเสียงของโบสถ์ต่างๆทั่วโลกมาเปิดการแสดงที่นี่ด้วย ตอนเข้าโบสถ์ที่นี่ไม่มีการเสียเงินครับแต่เค้าจะให้เราบริจาคตามศรัทธา ต้องบอกว่าข้างในสวยงามมากตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเข้าโบสถ์ วันนี้มีโอกาสก็เลยได้เห็นตอนทำพิธีข้างในด้วยถือได้ว่าคุ้มค่า

         หลังจากนั้นเราจึงลงไปบริเวณริมท่าเรือ ตรงนี้ก็อย่างที่บอกเลยครับบรรยากาศคึกคักมากๆ ผู้คนมากมายแล้วก็ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือวันนี้เราไปอีกหนึ่งร้านชื่อว่า ไททานิค ร้านนี้ครับทุกอย่างเกี่ยวกับไททานิคหมดเลย

รวมๆคืออาหารอร่อยดีกินง่ายส่วนราคาก็แรงอยู่

Blarney Castle (Open daily: 9am-4pm)

          เสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปต่อที่ Blarney Castle  ประมาณเกือบชั่วโมงครับในการขับรถไป ต้องบอกว่าที่นี่จริงๆแล้วเราพลาดนิดนึง เพราะที่นี่ใหญ่มากมีส่วนที่น่าสนใจเยอะมากแต่เรามาถึงเลท จึงมีเวลาเยี่ยมชมแค่นิดเดียวส่วนค่าเข้าที่นี่ไม่รวมใน Heritage card นะครับ จ่ายแยก 15 euro ต่อคน

ต้องบอกว่าที่ถูกสร้างมาเกือบ 600 ปีแล้วครับ โดยคนที่มีอำนาจมากที่สุดคนนึงของไอร์แลนด์นั่นก็คือ Cormac McCarthy กษัตริย์แห่งแคว้น Munster ในสมัยนั้นเค้าบอกว่าคนนับ 1,000,000 คนทั่วโลกเนี่ยหลั่งไหลมาที่ Blarney Castle เพื่อจูบหิน Blarney คือมีตำนานเล่าขานกันง่ายง่ายว่าถ้าใครได้จูบหินตรงนี้แล้วจะเจรจาต่อรองเก่ง เลยทำให้มีคนจากทั่วโลกเนี่ย เดินทางมาเพื่อจูบหินที่นี่นั่นเอง ไม่เว้นแม้แต่บุคคลดังๆระดับโลกไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีหรือใครก็แล้วแต่เค้าก็บอกว่าก็มาจูบหินที่นี่กันแล้วทั้งนั้น

ที่นี่ยังโซนอื่นๆที่สวยๆ ให้เดินเล่นอีกเยอะมากๆ แต่เราช้า จูบหินเสร็จก็ใกล้จะปิดซะแล้ว มีความเสียใจ

Killarney

          หลังจากนั้นเราจึงขับรถต่อยาวๆ อีกประมาณชั่วโมงกว่าเพื่อไปยังเมือง Killarney นั่นเอง เมื่อมาถึงเราจึงเดินเข้าไปเดินเล่นในตัวเมืองแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะว่าเมืองวันนี้คึกคักมากๆ ผมไม่แน่ใจครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่รู้แค่ว่าวันนี้เหมือนมีการแข่งขันฟุตบอล อารมณ์ประมาณว่าฟุตบอลลีกในประเทศนั่นเอง แล้วทีมสโมสร Killarney น่าจะเป็นฝ่ายชนะจึงมีการฉลองกันทั้งเมืองเลย คือคักสุดๆวัยรุ่นยันผู้ใหญ่ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมดเพื่อฉลองกันในวันที่มีความสุขวันนี้เราเลยเดินเพลินกันเลยทีเดียว

recommend ไอติมร้านนี้มีความอร่อยมากๆ ใครมาต้องโดนหาง่ายๆใจกลางเมืองเลย ไหนๆก็ไหนๆถ่ายกับพี่คนขายซะหน่อย

______________________________

Day 5: Ring of Kerry 

          หลังจากตื่นวันนี้ครับ เราจึงขับรถออกไปเข้าสู่ Ring of Kerry ที่นี่เป็นหนึ่งในเส้นทางถนนที่มีธรรมชาติสวยงามมากๆและยังสามารถเดินทางไปยัง เกาะ Skellig Michael ได้ด้วย ซึ่งหลายคนปัจจุบันเรียกว่าเกาะสตาร์วอร์ เพราะมาถ่ายหนังกันที่นี่นั่นเอง และในปี 2016 ก็เปิดให้ขึ้นไปบนเกาะได้ แต่ถ้าไปนอกฤดูจะไม่สามารถเข้าไปในเกาะได้นะครับ จะได้แค่นั่งเรือชมรอบๆเท่านั้นซึ่งราคาต่อคนก็สูงอยู่ แต่วันนี้เราไม่ได้ไปครับเนื่องจากเวลาเรามีน้อย เราจึงไม่สามารถที่จะรีบไปถึงทันที่ท่าเรือได้ ถ้าอยากใครอยากจะไปที่เกาะนี้ให้ไปที่เมืองพอร์ตมาร์ตี้ ซึ่งจะมีท่าเรือให้ขึ้น แต่วันนี้เราแวะกันก่อนที่ Killarny Nataional Park (Open daily: 8AM-6PM) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในไอร์แลนด์ ที่นี่มีระบบนิเวศวิทยาที่หลากหลายตั้งแต่ทะเลสาบ ป่าไม้ และภูเขา อีกทั้งยังเป็นที่เดียวที่มีกวางแดงอาศัยอยู่ในไอร์แลนด์ และสัตว์หายากอื่นๆ จนถูกกำหนดให้เป็นเขตสงวนของยูเนสโก้

          และหลังจากนั้นเราจึงวิ่งเข้าสู่ถนนเส้น Ring of Kerry แต่ระหว่างทางที่เราขับรถไปต้องบอกเลยว่ามีจุดให้แวะถ่ายรูปตลอดเส้นทาง เรียกได้ว่าจอดถ่ายจอดถ่ายตลอด ถ่ายรูปนะไม่ใช่เข้าห้องน้ำ

หลังจากขับมาไกลเลยแวะที่ตรงนี้เพื่อกินข้าวครับ

          วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันที่ผมขับรถยาวนานที่สุด ส่วนที่สุดท้ายเราไปแวะหาดหนึ่งเพราะเจอคนเมาที่เมืองที่แล้วแนะนำว่าให้ไปที่ Inch Beach บอกว่าเป็นชายหาดที่สวยมาก

          ซึ่งตอนที่เรามาถึงตอนนี้คือเงียบมากมีคนนิดเดียวถามว่าสวยไหม ถ้าเทียบกับประเทศไทยเรา ประเทศไทยเราสวยกว่าเยอะครับ แต่ถามว่าน่าสนใจไหม ก็ตอบน่าสนใจเพราะที่นี่เป็นชายหาดที่ใหญ่มากมีส่วนที่เป็นหาดยาวใหญ่แล้วก็กว้างมากๆ แล้วเราก็พบคุณลุงสองคนที่เป็นชาวอังกฤษที่แกเดินทางมาตกปลาที่นี่โดยเฉพาะเลย

          เสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปยังเมืองเล็กๆชื่อ Dingle ซึ่งอยู่สุดขอบติดกับทะเลแล้วนอนพักบ้าน Airbnb แต่วันนี้เนื่องจากฝนตกเลยไม่ได้ไปเดินริมชายหาดครับ

ในบ้านมีเตาผิงด้วยได้อารมณ์ดีแท้

___________________________

Day 6 Cliffs Of Moher

          หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เราจึงเดินทางออกจากที่ Dingle ไปยังจุดไฮไลท์สำคัญที่สุดเลยของทริปนี้ นั่นก็คือ Cliffs Of Moher ซึ่งตรงส่วนนี้จะเปิดตอน 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงครึ่งนะครับ ซึ่งเราก็เหมือนเดิมขับรถไปแวะข้างทางไปถ่ายรูปไป พอมาถึง Cliffs Of Moher ต้องบอกเลยว่าสมคำร่ำรือครับ เพราะของจริงสวยมากๆ สวยแบบเห็นแล้วอึ้งไปเลยและที่สำคัญบริเวณนี้ก็จะมีนกบินเยอะมาก แล้วก็มีมุมให้เราเลือกเดินเล่นถ่ายรูปเยอะมาก ถ้าวันนี้คุณมาไอร์แลนด์แล้วไม่มา Cliffs Of Moher ผมบอกเลยว่าเหมือนไม่ได้มา นี่คือหนึ่งในไฮไลท์สำคัญเลยครับที่อยากให้ทุกคนได้มาเห็นเองกับตา เพราะด้วยความที่เป็นหน้าผาสูงแล้วซ้อนเป็นชั้นๆเป็นทัศนียภาพที่หาได้ยาก และที่นี่ก็ยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Harry Potter ตอน Half Blood Prince อีกด้วย

ค่าเข้าที่นี่ ราคาแค่คนละ 6 euro เท่านั้น ซื้อบัตรได้ตรงที่จอดรถเลยจ้า

สวยมากๆ ถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมดที่นี่

          ถ้าจะถ่ายรูปริมผาต้องระวังนะครับ เพราะเค้าไม่มีอะไรกั้นเลยคือเราต้องระวังตัวเอง ยังไงไปเที่ยวก็ต้องเอาปลอดภัยไว้ก่อนด้วยนะ

ด้านหลังมี ฟาร์มน้องวัวด้วย

          เสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปต่อ คืนนี้เราจะไปนอนที่เมืองที่ชื่อว่า Galway ซึ่งเมือง Galway นั้นหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อมาแล้ว เพราะว่าเป็นเพลง Galway Girl ของ Ed sheeran นั่นเอง

Day 7:  Kylemore Castle / Benbulbin mountain (Table mountain at Sligo)

          วันที่เจ็ดหลังจากตื่นมาครับ เราก็รีบเดินทางขับรถไป Kylemore Castle ซึ่งเป็นปราสาทอยู่ริมน้ำ โดยปราสาทหลังนี้เป็นของคุณหมอที่ร่ารวยมากจากลอนดอนท่านหนึ่ง ได้มาซื้อที่เอาไว้และสร้างเป็นที่พักให้กับตัวเองและภรรยาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 วิวระหว่างทางที่มาต้องบอกเลยว่าอลังกาลของแท้ครับคุณผู้ชม อันนี้ต้องมาดูด้วยตาตัวเอง ส่วนปาราสาทเราไม่ได้เข้าไปในตัวปราสาท เราแค่ดูจากบริเวณรอบนอกเท่านั้นเอง

          จากนั้นขับรถยาวๆไปยัง Benbulbin mountain หรือ Table mountain เลย อันนี้เป็นหนึ่งในภูเขาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ย้อนกลับไปตอนที่โลกของเรายังอยู่ในยุคน้ำแข็ง จริงๆแล้ว Benbulbin mountain เป็นเพียงที่ราบสูงขนาดใหญ่ที่เคยอยู่ใต้ธารน้ำแข็งมาก่อน จนธารน้ำแข็งเหล่านั้นคลื่นตัวออกไป ที่ราบสูงนี้จึงปรากฏออกมาและลักษณะของมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปตามกาลเวลาจนมีรูปร่างเป็นภูเขาที่ยอดด้านบนจะเหมือนโต๊ะหัวตัดแบนราบหาดูได้ยากแล้วก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

ก่อนไปแวะกินร้านนี้เป็นร้านชื่อดังที่เมือง Sligo

มาตรงนี้ต้องขับออกมาจากเมือง Sligo อีกสักพักแต่ไม่ไกลมากก็จะได้เห็นภูเขานี้แล้ว

          สุดท้ายเราขับรถกลับมายังดับลินเมืองหลวงอีกครั้ง วันสุดท้ายที่ดับลินต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วเรายังรู้สึกไม่อยากกลับบ้านเลย แต่ด้วยความที่เวลาจำกัดจึงทำให้เรามีเวลาเก็บไอร์แลนด์ได้แค่ส่วนหนึ่งจริงๆ แล้วยังมีที่สวยๆอีกในส่วนของไอร์แลนด์เหนือนั่นเอง หลายคนอาจจะเคยได้ยินแต่ Giant Causeway อะไรพวกนี้ซึ่งเดี๋ยวครั้งหน้าผมต้องมาเก็บให้ครบแน่นอน เราเดินทางกลับด้วยสายการบิน Qatar Airways สายการบินอันดับหนึ่งของโลกผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ของเรานั่นเองครับ  เพราะฉะนั้นใครที่เบื่อการไปยุโรปกับประเทศเดิมๆ เช่น ฝรั่งเศสอังกฤษ อิตาลี ลองดูยุโรปในมุมมองใหม่ใหม่อย่างประเทศไอร์แลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลย และเหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้ชีวิตช้าๆสงบๆ ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง หนีความวุ่นวายจากกรุงเทพ จากถนนที่รถติด เอาตัวเองออกไปอยู่ในพื้นที่ๆไม่เร่งรีบ และมีอากาศเย็นๆทั้งวันให้เราได้พักผ่อนกัน วันนี้ขอบคุณสายการบินกาตาร์แอร์เวย์อีกครั้งครับ แล้วเจอกันใหม่ประเทศไอร์แลนด์

LEAVE A REPLY