Roadtrip ไอร์แลนด์ | Ireland not Iceland

0
1493

ไอร์แลนด์ไม่ใช่ไอซ์แลนด์ ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่คุณควรจะมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต
เหตุผลเพราะว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่ ที่มีภาพยนตร์หลายหลายเรื่องมาถ่ายทำที่นี่
ที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานให้เราได้ค้นหา
และที่นี่เป็นหนึ่งที่ ที่คุณสามารถขับรถชมความงามของประเทศพร้อมกับเจอผู้คนที่เป็นมิตรเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย แน่นอนครับนี่คือประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อว่าดับลิน
หรือประเทศไอร์แลนด์นั่นเองหลายหลายคนมักจะเข้าใจผิดเวลาบอกว่าไปไอร์แลนด์ ทุกคนจะถามว่าไปดูแสงเหนือหรอ  ทำความเข้าใจใหม่ก่อนนะครับไอร์แลนด์ไม่ใช่ไอซ์แลนด์เพราะฉะนั้นที่นี่ตั้งอยู่บนเกาะที่อยู่ติดกับสหราชอาณาจักร หรืออยู่ติดกับประเทศอังกฤษนั่นเองโดยที่ไอร์แลนด์แบ่งออกเป็นสองส่วนนั่นก็คือประเทศไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเหตุผลเพราะเรื่องของการนับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่คนละนิกายกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ ประเด็นสำคัญคือหลายๆคนมองข้ามประเทศนี้ เพราะไม่รู้ต่างหากว่าประเทศนี้มีของสวยๆงามๆเยอะมากและประเทศนี้เหมาะแก่การพักผ่อน slowlife อย่างแท้จริง นี่จึงเป็นการเดินทางโร้ดทริปรอบเกาะไอร์แลนด์เป็นเวลาแปดวันของพวกเรานั่นเอง เมื่อวันนี้สายการบิน Qatar Airways สายการบินอันดับหนึ่งของโลกเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพมาลงสู่เมืองหลวงดับลินเลย
ดังนั้นขอพาทุกคนไปรู้จักกับประเทศนี้พร้อมพร้อมกันครับประเทศไอร์แลนด์ ไม่ใช่ไอซ์แลนด์เด้อ

ค่าใช้จ่าย
27,000 บาทต่อคนไม่ตั๋วเครื่องบิน
ทริป4คน ค่าใช้จ่ายหาร 4

ค่าเข้าสถานที่ : 88.5 euro 3500 บาท
กิน 8 วัน : 156 euro 6000 บาท
ค่าเดิินทาง น้ำมัน + จอดรถ  : 188 euro หาร4 = 47 euro 1800 บาท
ค่าเช่ารถ 8 วัน (ประกันแบบเต็ม) :15740บาท หาร4 = 3935 บาท
ค่าที่พัก  : 7000 บาท
ค่าวีซ่า  : 3100 บาท
internet sim  : 25 euro 1000 บาท

Day 1 Go to Dublin

การมายังประเทศไอร์แลนด์นั้นเราสามารถนั่งสายการบินกาตาร์ แวะเปลี่ยนเครื่องหนึ่งครั้งที่กรุงโดฮาและบินตรงมาลงยังดับลินเลย และเมื่อเราบินมาถึงครับสิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือว่า ที่นี่คุณควรจะเช่ารถเพื่อขับไปยังเมืองต่างๆได้สะดวกที่สุด ซึ่งรอบนี้เราเช่ารถของบริษัทที่ชื่อว่าเอ็นเตอร์ไพรส์ ส่วนซิมอินเตอร์เน็ตคุณสามารถซื้อได้ที่สนามบินเลยครับราคา 25 ยูโรสามารถซื้อเป็น package แบบดาต้าอย่างเดียวได้ ซึ่งเป็น package 30 วันใช้กันไปยาวยาวครับ ทริปนี้ส่วนใหญ่ผมจะนอนที่ Airbnb ซะส่วนใหญ่ และเลือกแบบเป็นบ้านทั้งหลัง เทคนิคอย่างหนึ่งในการมาประเทศในยุโรปที่ค่าครองชีพสูงคือ การมานอน AirBNB นี่แหละครับเหตุผลเพราะว่า Airbnb ส่วนใหญ่ถ้าเราเลือกเป็นบ้านเค้าจะมีห้องครัวให้ด้วย เราจึงสามารถซื้อกับข้าวมาทำกินเองได้ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะมากๆ เพราะเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงทำให้ค่าอาหารแพงไปด้วย

นั่งสบายๆ แม้จะนั่งยาวก็ไม่มีปัญหา สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

อันนี้คือซิม การ์ดที่เราซื้อซึ่งหาได้ที่สนามบินเลย

หลังจากรับรถแล้วเราขับมาเข้าที่พักกัน โดยอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือ Fish & Chips

วันแรกเราอยู่ในกรุงดับลินต้องบอกว่ากรุงดับลินเป็นเมืองที่มีความสวยงามตามสไตล์ยุโรปแต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้จากที่นี่คือความสงบเพราะที่นี่ผู้คนไม่พลุกพล่านแล้วก็ที่สำคัญเลยก็คือคนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นมิตร

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจเลยก็คือที่นี่มีมหาลัยทรีนิตี้ Trinity College การศึกษาของที่นี่เรียกได้ว่าเป็นอันดับท็อปๆของโลกเลยทีเดียวและมหาลัยที่นี่ก็จะมีห้องสมุดที่สวยงามมาก แต่รอบนี้เรามาเค้ามี exhibition พอดีทำให้เราไม่สามารถเข้าไปดูในหอสมุดได้

อากาศที่นี่เรียกได้ว่า 1 วันมีหลายฤดูมาก เดี๋ยวแดดออก
เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว การมาที่นี่ควรเตรียมตัวมาให้เรียบร้อยก่อน

St Patrick’s Cathedral

ค่าเข้าที่นี่แค่คนละ 6.50 Euro ข้างในสวยมาก และมีประวัติศาสตร์เขียนไว้มากมาย
เอาจริงๆคือมากมายมากๆ จนขี้เกียจอ่านเอาเป็นว่ามาถ่ายรูปสวยๆละกัน

Guiness Storehouse (Opening hrs: 9:30-5pm)

เบียร์กินเนส อย่างที่บอกครับที่นี่เป็นต้นกำเนิดของเบียร์ชื่อดังอย่างกินเนสซึ่งเป็นเบียร์ดำที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องกินเนสบุ๊คนั่นแหละครับเกิดจากเบียร์กินเนสนี่แหละที่บันทึก world record ต่างๆ ซึ่งภายในGuiness Storehouse ที่นี่มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการผลิตเบียร์จะเป็นเรื่องของประวัติความเป็นมาซึ่งเค้าทำออกมาได้น่าสนใจมาก แล้วก็บอกต้องมาถ่ายรูปแล้วด้านบนก็จะมีเหมือน  ห้องกระจก 360 ให้เราได้พักผ่อนแล้วชมวิวสวยๆรอบเมืองดับลินเลย แล้วนะคุณมีโอกาสได้มาที่นี้คือหนึ่งจุดต้องมา

ราคาค่าเข้าคนละ 20 euro

ส่วนใครที่มาที่นี่แนะว่าให้ซื้อ heritage card ราคา 40 Euro ไว้สำหรับเข้าสถานที่ ที่ทางรัฐบาลเป็นคนดูแล คิดง่ายๆว่าถ้าไปเกิน 4 ที่ก้ถือว่าคุ้มแล้ว

Day 2 Wicklow Mountain National Park

วันที่สองหลังจากเราตื่นมาวันนี้เราจะเริ่มเดินทางย้ายไปยังเมืองอื่นแล้วที่ที่แรกที่เราไปนั่นก็คือ Wicklow Mountain National Park นั่นเองตรงนี้หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือได้ยินเพราะว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งในโลเคชั่นสำคัญที่ถ่ายหนังเรื่อง Ps i love You อยู่ตรงนี้เรียกว่า Glendalough นั่นเอง

ที่นี่จะมีเป็นสุสานสไตล์ยุโรปซึ่งเอาจริงๆครับตอนผมมาเนี่ยไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวเลยออกแนวคลาสสิคมากกว่าโดยเราสามารถเข้ามาเยี่ยมชมที่นี่ได้แล้วก็ถ่ายรูปได้

ในนั้นก็ได้มีโซนที่เป็นทะเลสาบซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็น ไฮไลท์ในการท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งเลย บวกกับอากาศเย็นๆของที่นี่ทำให้เราสามารถเดินไกลๆได้โดยที่ไม่เหนื่อยเลยทีเดียว ซึ่งทะเลสาปจะแยกเป็น Upper กับ Lower ซึ่งเราสามารถเอารถมาจอดตรง upperได้ราคา 4 euro

หลังจากออกจากWicklow Mountain เราก็จะขับรถไปยัง Avoca 

มาจากเหมืองทองแดง มีฉายาว่า “ The meeting of the waters” เกิดขึ้นจากแม่น้ำ Avonmore และ Avonbeg ไหลมารวมกันจุดสำคัญของตรงนี้คือมันเป็นจุดที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบพบกันพอดีซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นแม่น้ำสีแดงบรรจบกับอีกฝั่งหนึ่งและรวมเป็นแม่น้ำสายเดียวกันถ้าวันนี้คุณมาดูเนี่ยวัดน้ำมันคนละสีกันจริงๆ

ระหว่างทางก็สวยงามอลังกาลแล้ว

แล้วหลังจากจบตรงนี้เราจะไปนอนกันที่เมือง Newross ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่เป็นทางผ่าน แต่ปรากฏว่าเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากทำให้เราสามารถเดินเล่นได้ทั้งวันและที่สำคัญที่สุดเลยคือวันนี้เราได้มานอนที่บ้าน AirBnb ซึ่งมานอนบ้านเดียวกับโฮส ความสุขของบ้านนี้ครับคือ host ดูแลเราดีมากอารมณ์เหมือนครอบครัวเลยเพราะว่าในบ้านเนี่ยหลังบ้านเค้าเป็นฟาร์มวัว ซึ่งโฮสบอกจะพาเราไปดูพรุ่งนี้

Day 3 Kilkenny Castle / Jerpoint Abbey / Rock of cashel

หลังจากที่เรานอนหลับตื่นเช้ามาเค้าก็พาเราไปเยี่ยมชมฟาร์มไปให้อาหารลูกวัว พาไปนั่งรถแทร็กเตอร์ให้เราเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่นจริงๆ และที่สำคัญเลยก็คือมีเจ้าหมาน้อยสองตัวที่คอยดูแลเราอย่างกะเจ้าของบ้านด้วย

ก่อนกลับเราเลยถ่ายภาพรวมกับครอบครัวของโฮสสักหน่อยนี่เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้

Kilkenny Castle

ออกเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปนั่นคือเราจะไปยัง Kilkenny ซึ่งเมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังคือ Kilkenny Castle  นั่นเองแต่ระหว่างทางเราก็จะผ่านเมืองต่างๆข้อดีของ roadtrip ก็คือเราสามารถที่จะแวะระหว่างทางเพื่อถ่ายรูปและซึมซับบรรยากาศและเห็นภูมิประเทศที่แปลกตาได้ตลอดเส้นทาง  แล้วเราก็เดินทางมาถึงKilkenny Castle อย่างนี้เค้าบอกว่าเคยเป็นของตระกูล Butler มาก่อนมากกว่า 600 ปีแต่เนื่องจากความเก่าแก่และทรุดโทรมทางผู้สืบทอดของตระกูลก็เลยดูแลต่อไปไม่ได้จึงตัดสินใจครับขายให้กับหน่วยงาน OPW หรือเป็นหน่วยงานของรัฐบาลนั่นเองเพื่อปรับปรุงซ่อมแซม และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเขานั่นเองครับ

สำหรับที่นี่รวมใน Heritage card แล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ

Jerpoint Abbey

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางขับรถต่อไปไปยัง. ต่อไปนั่นคือ Jerpoint Abbey  ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่สวยที่สุดในประเทศไอร์แลนด์ในศาสนาคริสต์ที่นี่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1158 เพื่อใช้เป็นโบสถ์และที่อยู่อาศัยของพระกลุ่ม Cistercian ที่ Jerpoint Abbey ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีความสวยงามมากแต่ตอนนี้รอไปถึงข้างในสังเกตได้ว่าหลังคาจะพังหมดแล้วหรือว่าเป็นซากปรักหักพังแต่ยังคงความคลาสสิคและสวยงามอยู่ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุด ครับที่คุณสามารถมาถ่ายรูป เท่เๆสวยๆแล้วมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่นี่ได้เลยอ

Rock of cashel

หลังจากนั้นเราก็ขับรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เพื่อไปอีกหนึ่งสถานที่ที่เรียกได้ว่าสวยสุดๆแล้วผมก็ชอบมากๆนั่นคือ Rock of cashel นั่นเองที่นี่เป็นโบราณสถานที่สำคัญของไอร์แลนด์ครับ “Cashel” นั้นแปลเป็นอังกฤษ จะประมาณว่า Fortress หรือ Castle ก็ได้ซึ่งในยุคสมัยศตวรรษที่ 4 เนี่ยตรงเนี่ยเคยใช้เป็นป้อมปราการมาก่อนแต่ตอนหลังเนี่ยเค้าก็เปลี่ยนใหม่ยกให้ทางศาสนาเปลี่ยนเป็นโบสถ์ในช่วงปีคริสตศักราช 1101 ทำให้ดูรวมแล้วที่นี่มันจะเหมือนปราสาทมากกว่าโบสถ์ และที่น่าแปลกใจก็คือว่าบริเวณปราสาทจะมีอีกาบินเต็มไปหมดยิ่งเพิ่มความขลังกับที่นี่ขึ้นไปใหญ่

Cork

แล้ววันนี้เราก็ไปจบกันที่เมือง Cork หนึ่งในเมืองสำคัญของไอร์แลนด์นั้นเอ งก็ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญแล้วก็สวยงามมากๆ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือว่าเรามาถึงตอนเย็นๆแต่ร้านค้าส่วนใหญ่กลับปิดหมดแล้ว แต่อีกจุดหนึ่งที่เราประทับใจนั่นก็คือเราจะเห็นบูธข้างทางที่เค้ามาแจกอาหารและเครื่องดื่มให้กับ Homeless คนไร้บ้านนั่นเอง

ก่อนจะไปพักผ่อนเราไปกันที่ร้านนี้ คือ Franciscan ร้านนี้เป็นร้าน pizza และ นั่งชิวที่เป็นที่นิยมมากของเมืองนี้ใครมาที่นี่ก็แวะตรงนี้ได้ เข้าถึงคนในพื้นที่ดี

Day 4 Cobh / Blarney Castle

เช้าวันที่สี่หลังจากเราตื่นขึ้นครับเราก็ย้ายจากเมือง cork ไปที่เมือง cobh ซึ่งอยู่ห่างประมาณแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองต้องบอกว่าพอมาถึงเมือง cobh มีความตกใจเล็กน้อยเหตุผลเพราะว่าเมืองส่วนใหญ่ที่นี่จะดูสงบสงบ แต่กลับกันเลยครับเมือง cobh เป็นเมืองที่คึกคักมากนักท่องเที่ยวเยอะมาก อาจจะเป็นเหตุผลเพราะว่าที่นี่เป็นเมืองท่าอยู่ติดกับทะเลไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ นักท่องเที่ยวก็เยอะ มีการเล่นดนตรีสดมีตลาดและความสำคัญก็คือที่นี่เป็นเมืองสุดท้ายที่ไททานิคมาจอดเป็นท่าเรือก่อนที่จะจม

และหนึ่งในสถานที่เที่ยวสำคัญกว่านี้ก็คือโบสถ์ St Colman’s Cathedral(8am-6pm) นั่นเอง

ซึ่งโบสถ์นี้สร้างเสร็จประมาณปี 1915 แต่จุดเด่นของโบสถ์นี้ก็คือว่าจะมีการติดตั้งระฆังจำนวนทั้งหมด 42 ใบโดยใบใหญ่ที่สุดจะหนัก 3.6 ตันเลยทีเดียว และอยู่เหนือพื้นถึง 200 ฟุต เค้าบอกว่าถ้ามาที่นี่ให้คุณฟังเสียงระฆังจากโบสถ์ทุกบ่ายวันอาทิตย์เวลา 4 โมงครึ่ง นอกจากนี้โบสถ์เซนต์โคลแมน ยังเป็นสถานที่ที่คณะนักร้องประสานเสียงของโบสถ์ต่างๆทั่วโลกมาเปิดการแสดงที่นี่ด้วย ตอนเข้าโบสถ์ที่นี่ไม่มีการเสียเงินครับแต่เค้าจะให้เราบริจาคตามศรัทธาต้องบอกว่าข้างในสวยงามมากตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเข้าโบสถ์แล้วเจอตอนทำพิธีเลย วันนี้มีโอกาสก็เลยได้เห็นตอนทำพิธีข้างในด้วยถือได้ว่าคุ้มค่า

หลังจากนั้นเราจึงลงไปบริเวณริมท่าเรือตรงนี้ก็อย่างที่บอกเลยครับบรรยากาศคึกคักมากๆ ผู้คนมากมายแล้วก็ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือวันนี้เราไปอีกหนึ่งร้านชื่อร้านชื่อว่า ไททานิคร้านนี้ครับทุกอย่างเกี่ยวกับไททานิคหมดเลย

รวมๆคืออาหารอร่อยดีกินง่ายส่วนราคาก็แรงอยู่

Blarney Castle (9am-6pm)

เสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปต่อที่ Blarney Castle  ประมาณเกือบชั่วโมงครับในการขับรถไป ต้องบอกว่าที่นี่จริงๆแล้วเราพลาดนิดหนึ่งเพราะที่นี่ใหญ่มากมีส่วนที่น่าสนใจเยอะมากแต่เรามาถึงเลท จึงมีเวลาเยี่ยมชมแค่นิดเดียว
ส่วนค่าเข้าที่นี่ไม่รวมใน Heritage card นะครับ จ่ายแยก15 euro ต่อคน

ต้องบอกว่าที่ถูกสร้างมาเกือบ 600 ปีแล้วครับโดยคนที่มีอำนาจมากที่สุดคนนึงของไอร์แลนด์นั่นก็คือคอม Cormac McCarthy กษัตริย์แห่งแคว้น Munster ในสมัยนั้นเค้าบอกว่าคนนับ 1,000,000 คนทั่วโลกเนี่ยหลั่งไหลมาที่ Blarney Castle เพื่อจูบหินBlarney คือมีตำนานเล่าขานกันง่ายง่ายว่าถ้าใครได้จูบหินตรงนี้แล้วจะเจรจาต่อรองเก่ง เลยทำให้มีคนจากทั่วโลกเนี่ย เดินทางมาเพื่อจูบหินที่นี่นั่นเองไม่เว้นแม้แต่บุคคลดังๆระดับโลกไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีหรือใครก็แล้วแต่เค้าก็บอกว่าก็มาจูบหินที่นี่กันแล้วทั้งนั้น

ที่นี่ยังโซนอื่นๆที่สวยๆ ให้เดินเล่นอีกเยอะมากๆ แต่เราช้าจูบหินเสร็จก็ใกล้จะปิดซะแล้ว มีความเสียใจ

Killarney
หลังจากนั้นเราจึงขับรถต่อยาวอีกประมาณชั่วโมงกว่า เพื่อไปยังเมืองคิว Killarney นั่นเอง เมือง Killarney วันนี้เรามาถึงแล้วจึงเดินเข้าไปเดินเล่นในตัวเมืองแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะว่าเมืองวันนี้คึกคักมากๆผมไม่แน่ใจครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่รู้แค่ว่าวันนี้เหมือนนี่การแข่งขันฟุตบอล อารมณ์ประมาณว่าฟุตบอลลีกในประเทศนั่นเองแล้วทีมสโมสร Killarney น่าจะเป็นฝ่ายชนะจึงมีการฉลองกันทั้งเมืองเลย คือคักสุดๆวัยรุ่นยันผู้ใหญ่ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมดเพื่อฉลองกันในวันที่มีความสุขวันนี้เราเลยเดินเพลินกันเลยทีเดียว

recommend ไอติมร้านนี้มีความอร่อยมากๆ ใครมาต้องโดนหาง่ายๆใจกลางเมืองเลย ไหนๆก็ไหนๆถ่ายกับพี่คนขายซะหน่อย

Day5 : Ring of Kerry 

หลังจากตื่นวันนี้ครับเราจึงขับรถออกไปแล้วเข้าสู่ Ring of Kerry ที่เราบอกว่าที่นี่เป็นหนึ่งในเส้นทางถนนที่มีธรรมชาติสวยงามมากๆและยังสามารถเดินทางไปยัง เกาะ Skellig Michael ได้ด้วยซึ่งหลายคนปัจจุบันเรียกว่าเกาะสตาร์วอร์ เพราะมาถ่ายหนังกันที่นี่นั่นเอง และในปี 2016 ก็เปิดให้ขึ้นไปบนเกาะได้แต่ถ้าไปนอกฤดูจะไม่สามารถเข้าไปในเกาะได้ แต่จะสามารถนั่งเรือชมรอบๆได้เท่านั้นซึ่งราคาต่อคนก็สูงอยู่ แต่วันนี้เราไม่ได้ไปครับเนื่องจากเวลาเรามีน้อยเราจึงไม่สามารถที่จะรีบไปถึงทันที่ท่าเรือได้ ซึ่งถ้าอยากใครอยากจะไปที่เกาะนี้ให้ไปที่เมืองพอร์ตมาร์ตี้ ซึ่งจะมีท่าเรือให้ขึ้น แต่วันนี้เราแวะ ที่ Killarny Nataional Park กันก่อนนั่นเอง

และหลังจากนั้นเราจึงวิ่งเข้าสู่ถนนเส้น Ring of Kerry แต่ระหว่างทางที่เราขับรถไปตต้องบอกเลยว่ามี จุดให้แวะถ่ายรูปตลอดเส้นทาง เรียกได้ว่าจิดถ่ายจอดถ่ายตลอด ถ่ายรูปนะไม่ใช่เข้าห้องน้ำ

หลังจากขับมาไกลเลยแวะที่ตรงนี้เพื่อกินข้าวครับ

วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันที่ผมขับรถยาวนานที่สุด ส่วนที่สุดท้ายเราจึงไปแวะที่หาดหนึ่งเพราะเจอคนเมาที่เมืองที่แล้วแนะนำว่าให้ไปที่ Inch Beach บอกว่าเป็นชายหาดที่สวยมาก

ซึ่งตอนที่เรามาถึงตอนนี้คือเงียบมากมีคนนิดเดียวถามว่าสวยไหม ถ้าเทียบกับประเทศไทยเรา ประเทศไทยเราสวยกว่าเยอะครับ แต่ถามว่าน่าสนใจไหม ก็ตอบน่าสนใจเพราะที่นี่เป็นชายหาดที่ใหญ่มากมีส่วนที่เป็นหาดยาวใหญ่แล้วก็กว้างมากๆ แล้วเราก็พบคุณลุงสองคนที่เป็นชาวอังกฤษที่แกเดินทางมาตกปลาที่นี่โดยเฉพาะเลย

แล้วเสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปยังเมือง Dingle ซึ่งอยู่สุดขอบกับติดทะเลแล้วนอนพักบ้าน Airbnb แต่วันนี้เนื่องจากอากาศฝนตกเลยไม่ได้ไปเดินริมชายหาดครับ

ในบ้านมีเตาผิงด้วยได้อารมณ์ดีแท้

Day 6 Cliffs Of Moher

หลังจากกินข้าวช้าวเสร็จ เราจึงเดินทางออกจากที่ Dingle  ไปยังจุดไฮไลท์สำคัญที่สุดเลยของทริปนี้ นั่นก็คือหน้าผา Cliffs Of Moher ซึ่งตรงส่วนนี้จะเปิดตอน 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงครึ่งนะครับ ซึ่งเราก็เหมือนเดิมขับรถไปแวะข้างทางไปถ่ายรูปไป พอมาถึง Cliffs Of Moher ต้องบอกเลยว่าสมคำร่ำรือครับ เพราะของจริงสวยมากๆสวยแบบเห็นแล้วอึ้งไปเลยและที่สำคัญบริเวณนี้ก็จะมีนกบินเยอะมากแล้วก็มีมุมให้เราเลือกเดินและถ่ายรูปเยอะมาก ถ้าวันนี้คุณมาไอร์แลนด์แล้วไม่มา Cliffs Of Moher ผมบอกเลยว่าเหมือนไม่ได้มานี่คือหนึ่งในไฮไลท์สำคัญเลยครับที่อยากให้ทุกคนได้มาเห็นเองกับตาเพราะด้วยความที่เป็นหน้าผาสูงแล้วซ้อนเป็นชั้นๆเป็นทัศนียภาพที่หาได้ยาก และที่นี่เป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่อง Harry Potter ตอน Half Blood Prince อีกด้วย

ค่าเข้าที่นี่ ราคาแค่คนละ 6 euro เท่านั้น ซื้อบัตรได้ตรงที่จอดรถเลยจ้า

สวยมากๆ ถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมดที่นี่

ถ้าจะถ่ายรูปริมผาต้องระวังนะครับ เพราะเค้าไม่มีอะไรกั้นเลยคือเราต้องระวังตัวเอง ยังไงไปเที่ยวก็ต้องเอาปลอดภัยไว้ก่อนด้วยนะ

ด้านหลังมี ฟาร์มน้องวัวด้วย

เสร็จจากตรงนี้เราจึงเดินทางไปต่อคืนนี้เราจะไปนอนที่เมืองที่ชื่อว่า Galway ซึ่งเมือง Galway นั้นหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อมาแล้ว เพราะว่าเป็นเพลง Galway Girl ของ Ed sheeran นั่นเอง

Day 7  Kylemore Castle / Benbulbin mountain (Table mountain at Sligo)

วันที่เจ็ดหลังจากตื่นมาครับเราก็รีบเดินทางขับรถไป Kylemore Castle ซึ่งเป็นปราสาทอยู่ริมน้ำ
แต่วิวระหว่างทางต้องบอกเลยว่า อลังกาลของแท้ครับคุณผู้ชท อันนี้ต้องมาดูด้วยตาตัวเอง
ส่วนปาราสาทเราไม่ได้เข้าไปในตัวปราสาท เราแค่ดูจากบริเวณรอบน้องเท่านั้นเอง

เดินทางขับรถไปยาวๆ เลยไปยัง Benbulbin mountain หรือ Table mountain นั่นเองอันนี้เป็นหนึ่งภูเขาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติลักษณะภูเขาจะเหมือนโต๊ะที่หัวตัดแบนราบหาดูได้ยากแล้วก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

ก่อนไปแวะกินร้านนี้เป็นร้านชื่อดังที่เมือง Sligo

มาตรงนี้ต้องขับออกมาจากเมือง Sligo อีกสักพักแต่ไม่ไกลมากก็จะได้เห็น ภูเขานี้แล้ว

ก่อน แล้วเราสุดท้ายขับรถกลับมายังดับลินเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง วันสุดท้ายที่ดับลินต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วเรายังรู้สึกไม่อยากกลับบ้านเลย แต่ด้วยความที่เวลาจำกัดจึงทำให้เรามีเวลาเก็บไอร์แลนด์ได้แค่ส่วนหนึ่งจริงๆ แล้วยังมีที่สวยๆอีกในส่วนของไอร์แลนด์ซึ่งอยู่ในด้านของไอร์แลนด์เหนือนั่นเอง แต่หลายคนอาจจะเคยได้ยินแต่ Giant Causeway อะไรพวกนี้ซึ่งเดี๋ยวครั้งหน้าผมต้องมาเก็บให้ครบแน่นอน
เราไปตื่นเดินทางกลับด้วยสายการบิน Qatar Airways สายการบินอันดับหนึ่งของโลกผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ของเรานั่นเองครับ  เพราะฉะนั้นใครที่เบื่อการไปยุโรปกับประเทศเดิมๆฝรั่งเศสอังกฤษอิตาลีลองดูยุโรปในมุมมองใหม่ใหม่ประเทศไอร์แลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลย แล้วเหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้ชีวิตช้าๆสงบๆและต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริงหนีความวุ่นวายจากกรุงเทพจากถนนที่รถติดไปอยู่ในพื้นที่ๆไม่เร่งรีบ และมีอากาศเย็นๆทั้งวันให้เราได้พักผ่อนกันวันนี้ขอบคุณสายการบินกาตาร์แอร์เวย์อีกครั้งครับ
แล้วเจอกันใหม่ประเทศไอร์แลนด์

LEAVE A REPLY