คุนหมิง-ลี่เจียง-แชงกรีล่า ดินแดนใกล้หลังคาโลก

0
2690

 

คุนหมิง-ลี่เจียง-แชงกรีล่า ดินแดนใกล้หลังคาโลกแห่งประเทศจีน
นี่คือเส้นทางของจีนที่ขึ้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลขึ้นไปเรื่อยๆ มันคือดินแดนที่มีเมืองโบราณที่มีเสน่มากๆ อย่างลี่เจียง
เมืองที่มีหุบเขาที่สวยงามและใกล้ทิเบตอย่างแชงกรีล่า หรือแม้แต่เมืองหลวงของมณฆลยูลนานของจีนอย่าง
คุนหมิง

ถ้าพูดตรงๆ ผมว่านี่คือรูทที่ผมอยากไปมากๆของจีน
เพราะภาพที่เคยเห็นคือมันสวยมากๆ แต่รอบนี้เนื่องจากเวลามีน้อย
เราจึงเดินทางไปเพื่อเก็บประสบการณื และแน่นอนหลังจากกลับมา
ผมบอกตัวเองเลยว่า ตูกลับมาอีกแน่ๆ

ค่าใช้จ่าย 7 วัน 6 คืน (ไม่รวมตั๋วเครื่องบินไปคุนหมิง)
ประมาณ 20,000 บาท
(ถ้าเปลี่ยนจาก เครื่องในประเทศเป็นรถไฟนอน จะเหลือแค่ 14,000 )

ค่ารถ                    : 282 หยวน 1410 บาท
ค่าเข้าสถานที่          : 405 หยวน 2025 บาท
ค่าข้าว                  : 700 หยวน 3500 บาท
วีซ่า                     : 1500 บาท
เครื่องบินในประเทศ   : 8000 บาท
ที่พัก  6 คืน           : 3300 บาท

ส่วนเครื่องบินเราบิน โดย แอร์เอเชีย มีบินตรงสู่จีนมากที่สุดตามสโลแกนเลย
ถ้าพร้อมแล้วเราขอต้นรับทุกคนเข้าสู่ คุนหมิงประเทศจีนครับ

 

Day1 welcome to Hunan

วันที่หนึ่งเดินทางสู่คุนหมิงประเทศจีนต้องบอกว่าคุณหมิงถือว่าเป็นเมืองหลวงของมณฑลยูนนาน เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่อีกหลายหลายเมืองยอดนิยมในประเทศจีนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นลี่เจียง ต้าลี่ แชงกรีล่า ย่าติ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่คุณหมิงลี่เจียงหรือแชงกรีล่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่าเมืองทั่วๆไป
เพราะฉะนั้นใครที่จะมาที่เมืองนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจเรื่องโรคแพ้ความสูงก่อนที่จะเดินทางมา
เราเดินทางโดย สายการบิน แอร์เอเชีย ไฟลท์ 08.00 ถึง 11.45 เรียกว่าเวลาดีทีเดียว เพราะเข้าเมืองก็เช็คอิน รร ได้เลย

 

ตุนอาหารไทยไว้ก่อนเข้าจีนเช่นเคย

เมื่อเดินทางมาถึงคุนหมิงต้องบอกเลยว่าสนามบินที่นี่ถือว่าเจริญมากๆครับ ต้องบอกว่าใครที่ยังไม่เตยมาจีนตอนนี้ต้องมาดูครับว่าจีนพัฒนาไปไกลมากๆแล้ว
หลังจากนั้นเราก็จะเดินทางเข้าไปในตัวเมืองซึ่งวิธีการเดินทางไปในตัวเมืองนั้นไม่ยาก หลักๆก็คือมีนั่งรถบัส แล้วก็แท็กซี่ แต่เนื่องจากเรามากันหลายคนเราก็เลยเลือกขึ้นแท็กซี่กันเลยดีกว่าเพราะว่าหารการต่อหัวน่าจะได้ราคาถูกกว่า
สรุปนั่งเข้าตัวเมือง ราคา 93 หยวน ( หาร 4 )

เราพักแถวแถว nanping street ซึ่งใกล้ๆกับ jin bi square ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของคุนหมิงเลยทีเดียว ที่พักของเรานั้นชื่อว่า Youth Hostel วันที่เราไปถึง มันอยู่ประมาณชั้นห้าชั้นหก แต่ลิฟเสียพอดีเป็นเวรเป็นกรรมต้องเดินขึ้นบันไดกันไปแต่ไม่เป็นไรครับเพราะถือว่าเราได้ทำเลที่ดีวันนี้มาถึงคุณหมิงก็

ช่วงบ่ายๆ แล้วเราเลยไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งซึ่งเสิชแล้วเค้าบอกว่าร้านนี้เปิดมาแล้วกว่า 100 ปีแล้วแน่นอนครับอาหารจีนบางชามก็ดีบางช้างก็กินไม่ได้เป็นเรื่องปกติของที่นี่ โปรแกรมแรกของเราไม่มีอะไรมากครับก็คือเดินเล่นตรง jin bi square จะมีประตูม้าทองแล้วก็ประตูไก่ทองเราก็เดินเล่นถ่ายรูปกันไป เพราะตอนกลางคืนตรงนี้จะเปิดไฟสวยงามมากถ้าวันนี้ใครมาขอให้รอตอนกลางคืนด้วย

แล้วเดินถัดไปอีกจะเป็นย่านที่มีความ เก๋ๆสวยๆหรูๆอารมณ์ประมาณเหมือนอยู่แถวแถวทองหล่อบ้านเราถ้ามีโอกาสมาก็คนมาไว้ตรงนี้ด้วยครับ

Day 2 Let’s Go Lijiang

วันที่สองเราจะเดินทางกันไปที่เมืองลี่เจียง ซึ่งอย่างที่บอกครับเราไม่ควรอยู่ๆ เพิ่มความสูงมาเลยเราควรจะให้ค่อยไต่ขึ้นไปตอนแรกวิธีการไปเมืองลี่เจียงก็คือมีนั่งรถบัสแล้วก็นั่งรถไฟ ซึ่งตอนแรกเราจะนั่งรถไฟไปด้วยการซื้อรถไฟแบบนอน ไปตอนกลางคืนประมาณ8-9 ชั่วโมงก็ถึง และมีเตียงให้นอนคือเอาง่ายๆว่า ประหยัดค่าโรงแรมไปเลย และราคาตกคนละพันกว่าบาท แล้วแต่ประเด็นคือหลังจากจองในเว็บไซต์เค้าบอกว่า รถไฟแบบนอนเต็มแล้วนี่ก็เลยต้องจำใจขึ้นเครื่องบินแทน แต่เครื่องบินในประเทศราคาก็ไม่ได้แรงมากตกประมาณ 3000 กว่าบาทก็จะบินไปลงที่เมืองลี่เจียงเลย (ถ้าจองล่วงหน้าคงได้ถูกกว่านี้แน่นอน อันนี้ค่อนข้างกระทันหันนิดนึง)

และแล้วเราก็ปิดมาถึงเมืองลี่เจียงในช่วงเย็นๆพอดีเราพักอยู่แถวย่านโอลทาวน์ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าลี่เจียง ต้องบอกว่าครั้งแรกที่มาความรู้สึกเหมือนพจมานเข้ากรุงยังไงยังงั้นเลยเพราะว่าที่ลี่เจียงตอนกลางคืนนั้นคนเยอะมาก ไฟแสงสีจัดเต็มไปหมด เหมือนกับคนจีนทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ซึ่งคืนแรกเราพักกันที่เซเว่นเดย์อินน์เป็นโรงแรมราคาถูก
ตกห้องละไม่ถึง พันบาท

Day 3 Discovery Lijiang 

วันที่สามเราไม่ได้มีโปรแกรมอะไรมากนอกจากเดินเที่ยวในเมืองลี่เจียงแล้วก็ไปดูสะมังกรดำต้องบอกว่าระหว่างทางในเมืองลี่เจียงคือเคยกมากจะมีเพลงตีมเพลงหนึ่งที่ทุกร้านที่ขายกองจะเปิดเหมือนกันหมดเลยเอาเป็นว่าเราฟังก่อนต่อรองได้ครับ

อันนี้คือก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน คือมีหลายร้านครับที่ขายแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่กินก๋วยเตี๋ยวกับไข่ดาว ถามว่าอร่อยมั้ยบอกเลยว่าไม่ แต่ก็อาจจะมีร้านอื่นที่อร่อยกว่านี้ก็ได้ครับ

เมื่อเราเดินขึ้นด้านบนไปเรื่อยเรื่อยเปิดเอาจาก Google Maps ก็ได้เราจะเจอทางเข้าสระมังกรดำ เค้าบอกว่าที่นี่ที่เรียกว่าสระมังกรดำ เหตุผลเพราะว่าเคยมีคนเห็นมังกรขึ้นมาจากน้ำซึ่งอันนี้เราไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่าตรงเนี่ยจะมีค่าเข้าทั้งหมด 80 หยวนซึ่งบางคนอาจจะมีตั๋วนี้แล้วตอนที่เข้าเมืองโบราณ จากที่เราอ่านรีวิวหลายคนมาเค้าบอกว่าเวลาเค้าโซนเมืองเก่าลี่เจียงเนี่ยจะมีการเก็บค่าบำรุง 80 หยวนซึ่งผมรู้สึกว่ามันเหมือนระบบสูุุ่มมากกว่าเพราะตอนผมไปไม่มีคนเก็บเลย แต่รีวิวของบางคนก็มีคนเก็บเงิน แต่ตั๋วนี้สามารถใช้เข้าสระมังกรดำได้ครับ เพราะฉะนั้นใครที่จ่านตั้งแต่เมืองโบราณตรงทางเข้าไม่ต้องซื้อใหม่แค่พกติดตัวมาด้วยครับ

เมื่อเข้ามาถือได้ว่าที่นี่สวยงามแล้วก็เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อนมากๆเราจึงแวะร้านกาแฟกินกาแฟสูตรหูหนานกันถือว่ารสชาติดีมากแบบตกใจ คือไม่คิดว่าจะอร่อย 55 หลังจากนั้นเดินถ่ายรูปกันสักพักใหญ่ๆ เราจึงเดินกลับไปแุถวเมืองโบราณ กลับจากวันนี้เราจึงได้พูดคุยกับพนักงานโรงแรมเพื่อให้เค้าหารถในการที่พรุ่งนี้เราจะไปที่ ภูเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งการจะไปที่นี่นั้นไปได้สองวิธีคือหนึ่ง
ไปกับบริษัททัวร์เลยข้อดีคือมีตั๋วขึ้นนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปข้างบนแน่ๆ แล้วก็ราคาถูกแต่ข้อเสียคือเราก็ต้องไปกับกรุ๊ปทัวร์ซึ่งไม่ค่อยมีอิสระเท่าไหร่ กับอีกแบบคือหารถเช่าเอาแล้วไปซื้อตั๋วข้อเสียก็คืออาจจะไม่มีตั๋วขึ้นข้างบน และก็จะได้ราคาแพงกว่าแต่ข้อดีคือเราสามารถกำหนดเวลาเที่ยวเองได้อยู่ตรงนี้นานหน่อยอยู่ตรงนี้แป๊บเดียวสรุปว่าสุดท้ายเราเลือกหารถเองครับ ได้รถเช่ามาในราคา 300 หยวนแพงจัง เอาจริงๆผมเห็นคนอื่นหาได้ประมาณ 200 หรือ 100 ปลายๆนะ สรุปอยู่ที่ สกิลครับทุกท่านเราหาช้าและรีบเลยเลือกเอาไว้ก่อน

Day 4 ภูเขาหิมะมังกรหยก jade dragon snow mountain 

วันนี้เราตื่นตั้งแต่ ตี4 เพราะคนหารถเช่าให้เราบอกให้ออกตอนตีห้าไม่งั้นไม่มีตั๋ว ปรากฏว่าพอเราออกมาตอนเช้าตีห้าเหมือนโดนหลอกเพราะที่ขายตั๋วเปิดตอน 8 โมงหมายความว่าเราออกตอน 7 โมงก็ทัน
สรุปเราไปนั่งรออยู่ตรงนั้นตั้งแต่ 6 โมง และด้วยความที่สื่อสารกับคนขับไม่รู้เรื่อง อยู่ๆเจ๊ก็พาเราเข้าไปในโซนอุทยานเลยซึ่งไปๆมามาสรุปว่าเราไม่ได้มีตั๋วขึ้นเคเบิลคาร์นะครับ ฮือแล้วให้ตูตื่นเช้าทำไมเนี่ย ซึ่งเคเบิลคาร์หลักๆจะมีสามแบบคือ
– Glacier Park ความสูง 4506 เมตร
– Yak Meadows ความสุง 3650 เมตร
– Spruce Meadows ความสูง 3200 เมตร
ซึ่ง Glacier Park สวยสุดพีคสุด ประเด็นเลยก็คือว่าวันที่เราไปวันนั้นฝนตกหนักตลอดทั้งวัน ฟ้าปิดหมอกลงเราเลยไม่พยามหาตั๋วขึ้นไปเพราะรู้ว่าขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดีเราจึงเลือกไปที่ เคเบิลคาร์ Yak Meadows แทนคือเพื่อจะขึ้นไปดูตัวจามรีนั่นเอง ค่าตั๋วเข้า อุทยาน 130 หยวน ส่วนตั๋วรสบัสในอุทยาน กับ เคเบิ้ลคาร์ Yak Meadows 80 หยวน (Glacier Park จะเป็น 200 หยวน )

หลังจากขึ้นไปเปิดเราก็ซื้อตั๋วเคเบิลคาร์ลักษณะเคเบิลคาร์ของ    Yak Meadows เป็นเคเบิลคาร์เก่าๆ นั่งได้ทีละสองคนและแน่นอนฮะขึ้นไปถึงก็หมอกลงมองอะไรแทบไม่เห็นเลยฮือออออ  เพราะฉะนั้นก่อนมา คุณผู้ชมถ้าไม่อยากเสียเที่ยวให้มาช่วงอากาศที่ฟ้าเปิดจะดีกว่าแต่ไม่เป็นไรไหนๆ มาแล้วก็ถ่ายรูปแบบหมอกๆนั่นแหละคิดซะว่าสวยกันไปอีกแบบ ข้างบนนี้สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3000 กว่าเมตรสำหรับบางคนอาจจะมีอาการแพ้ความสูงคือจะเริ่มปวดหัวมึนมึนแต่สำหรับพวกเรา เราเตรียมมาอย่างดีครับมีออกซิเจนกระป๋อง และแนะนำว่าให้ซื้อตั้งแต่ในเมืองมานะครับ เพราะราคาจะถูกกว่าเยอะมีตัั้งแต่ 20-40 หยวน แต่ถ้ามาซื้อที่อุทยาน 100 หยวนเลยทีเดียว
ส่วนขึ้นไปข้างบนเราจะเหนื่อยง่ายมากๆ เหตุผลคือยิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบางลงทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้นหายใจยากขึ้นการที่ได้สูดออกซิเจนกระป๋องจะทำให้เราดีขึ้น มีแรงสังเกตได้ เดินแปบแปบเหนื่อยแล้ว

ส่วนด้านบนจะมีป้ายบอกเลยว่าอยากเข้าไปใกล้ จามรีนะไม่งั้นคุณจะโดนขวิด และบริเวณด้านบนก็จะมีวัดทิเบตอยู่เล็กๆให้เราสามารถเข้าไปทำบุญแล้วก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

หลังจากนั้นเราจึงเดินกลับเคเบิลคาร์ลงมาด้านล่าง เพื่อรอรถรับเราไปยังบริเวณ BlueMoon Valley หรือน้ำตกไปสุ่ยเหอ ซึ่งตอนรอรถบัสมารับกลับบอกเลยครับว่าบันเทิงสุดๆ เหตุผลเพราะไม่มีแถวให้ต่อ พอรถมาปุ๊บนั่นแหละครับคุณจะต้องแย่งและต่อสู้กับฝูงชนชาวจีนเพื่อให้ฉันได้ที่นั่งมาเป็นของตัวเอง และแน่นอนครับเราทำได้เพราะเราเป็นผู้แข็งแกร่ง 555  อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้เห็นวิวสวยๆกันสักทีหรือต้องบอกว่า ไปสุ่ยเหอเนี่ย สวยมากๆสีเหมือนน้ำนมสีฟ้าๆ คือครั้งแรกที่เห็นนี่งงเลยว่าเฮ้ยมันสีแบบนี้จริงๆเหรอเนี่ย แล้วธารน้ำตกตอนนี้ก็จะแบ่งเป็น 5 โซนแล้วก็ระหว่างแต่ละโซนเนี่ยก็จะมีบริการให้ขี่จะจามรีแล้วถ่ายรูปได้ด้วยถ้าใครมาแล้วก็อย่าพลาดนะครับที่จะมาลองกัน ซึ่งตอนมานั้นฝนตกตลอดเวลาแต่ก็ยังได้ภาพภาพสวยๆกลับมา

เสร็จจากที่นี่เราจึงโทรเรียกรถแล้วนั่งกลับไปยังที่พักของเราแล้วก็เดินเล่นในเมืองลี่เจียงยามค่ำคืนต้องบอกว่าลี่เจียงตอนกลางคืนเนี่ยมีภาพและร้านนั่งชิลล์เยอะมากถ้าใครชอบชิวชิว ควรมาที่นี่อย่างยิ่งที่สำคัญร้านที่นี่เยอะมากๆจนเราเลือกไม่ถูกเลยแหละ และตอนกลางคืนที่นี่คือช่วงพีค ยิ่งมืดยิ่งคึกคัก
สรุปแล้วเราชอบลี่เจียงมากๆครับ

Day 5 Go to Shangri-la 

วันนี้เราจะเดินทางกันไปที่เมืองแชงกรีล่าซึ่งเป็นเมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3000 กว่าเมตร เราสามารถเดินทางได้โดยการนั่งรถบัสไป เรามาซื้อตั๋วได้รอบบ่ายโมงราคาประมาณคนละ 58 หยวนซึ่งสามารถมาซื้อได้ที่สถานีขนส่งเค้าเลย อยู่ด้านล่างจากเมืองโบราณ ถ้าดู Google map จะไม่ตรงให้ใช้วิธีถามทางเอา หรือจะขึ้น  Taxi ไปเลยก็ได้ง่ายกว่าเยอะ ส่วนพวกผมเลือกเดินไป เอาจริงๆหลง + เหนื่อย

เราเข้าไปนั่งรถคันเล็กๆเราได้นั่งหลังสุดใช้เวลาเดินทางประมาณแค่ 3 ชั่วโมงกว่าครับเราก็จะไปถึงที่แชงกรีล่าแน่นอนครับก่อนขึ้นรถคุณควรจะทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนเพราะเค้าจะแวะให้เข้าห้องน้ำแค่ประมาณหนึ่งถึงสอง

ครั้ง หลังจากผ่าน 3 ชั่วโมงเราจึงเดินทางมาถึงเมืองแชงกรีล่าแล้วเราก็พักในย่านเมืองเก่าเหมือนเคย สิ่งที่แตกต่างจากลี่เจียงคือแชงกรีล่าดูเงียบกว่ามากนักท่องเที่ยวน้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ที่นี่
ทำให้มีอะไรหลายส่วนเสียหายและกำลังซ่อมบำรุงอยู่ แต่สิ่งที่ต่างเห็นได้ชัดเลยก็คือว่านักท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นฝรั่งชาวยุโรปต่างๆ แต่ลี่เจียงจะเป็นชาวจีนซะมากกว่า แล้วพอฝรั่งเยอะสิ่งที่ตามมาก็คือหลายหลายร้านที่นี่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ครับ (เย้) และที่สำคัญหลายหลายร้านที่นี่มีอาหารอร่อยที่ถูกปากเราด้วยครับ เราวันนี้พักที่ Shangrila 3 are 3 เป็นที่พักราคาถูกแต่อยู่ใจกลางเมืองเก่าเลย ซึ่งด้านในพนักงานต้อนรับเป็นน้องหมาหลายๆตัว

หลังจากนั้นเราจึงออกมากินร้านอาหารใกล้ๆ ที่พักมีชื่อว่าฟลายอิ้งไทเกอร์คาเฟ่ เมนูหลักๆก็จะเป็นพวกแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแต่ทำมาจากเนื้อจามรีซึ่งไม่น่าเชื่อครับว่ารสชาติอร่อยมาก ครั้งแรกที่กินถึงกับอุทานออกมาเลยว่าเฮ้ยไม่ธรรมดานะเนี่ย หลังจากกินอาหารไม่ค่อยลงมาหลายวันวันนี้จึงจัดเต็มครับอร่อยทุกเมนูที่สั่งเลย ร้านนี้ผมแนะนำเลยว่าถ้าคุณไปยังไงคุณก็ต้องมากิน เนื้อจามรีรสชาติคล้ายเนื้อวัวปกติเพียงแต่จะเหนียวกว่านิดหน่อยถึงเยอะ

พอเริ่มมืดเราจึงแวะไปที่ วัดต้าฝอ ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดไปหลายขั้นมากต้องบอกว่าเหนื่อยหอบเลยทีเดียว เหตุผลเพราะว่าที่นี่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเยอะมาก เพราะฉะนั้นเค้าบอกว่าที่มาที่นี่วันแรกยังไม่ควรอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวก่อนไม่ควรวิ่งหรือกระโดด ภายในวัดจะมีพระพุทธรูปซึ่งสวยมากๆ สำหรับผมไม่เคยเห็นพระพุทธรูปแนวนี้มาก่อนแล้วเค้าก็ไม่ให้ถ่ายรูปด้วยเพราะเขาถือว่าเป็นการรบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือนี่อาจคือเหตุผลที่ผมยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ต้องบอกว่านี่ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองครับ และอีกหนึ่งก็คือคุณจะเห็นเสายักษ์และเสานี้จะหมุนตลอดเวลาเหตุผลเพราะว่ามีคนมาช่วยกันหมุนอยู่ข้างล่างหน่ะเองอ่ะไหนไหนมาแล้วก็จัดไปสิครับคุณ

ส่วนรอบดึก มัน Bar ร้านนึงดีมากๆ ชื่อว่า Den เล่นเพลงสากล ข้างในมีแต่วัยรุ่น และชาวต่างชาติ
และเราได้เพื่อนชาวจีนที่นี่ด้วย ร้านชิว และ ดนตรีดีด้วยใครชอบแนวนี้แนะนำที่นี่นะครับ อยู่ใกล้ๆโรงแรม เพราะพอเริ่มดึกที่นี่จะเงียบมากมีไม่กี่ร้านที่เปิด

เพื่อนๆชาวจีนที่นี่ เป็นคนท้องถิ่นเลย และตอนกลับมาเราได้ให้เจ้าของโรงแรมหารถให้เราในวันพรุ่งนี้เพราะพรุ่งนี้เราจะไป 2 ที่คือนั่นคือวัดซงจ้านหลินและทะเลสาบนาปา

Day 6 Shangri-La Songzanlin Monastery

เรานัรถตอน 9 โมงเช้า ราคาเหมาทั้งวันอยู่ที่ 300 หยวนส่วนตัวมากๆ เรามาหลายคนหารกันคุ้มเลย พอตอนเช้ามาถึงเค้าก็พาเราไปที่วัดซงจ้านหลินก่อนเลย ซึ่งลักษณะวัดนี้หลายๆคนจะเรียกว่าวัดโปตาลาน้อย เพราะสร้างตามแบบมาจากวังโปตาลาที่กรุงลาซา ทิเบตนั่นเอง

เข้ามาถึงก็จะไปซื้อตั๋วก่อนหลังจากนั้นก็นั่งรถบัสไปข้างใน ตกค่าตั๋วคนละ 115 หยวน และครั้งแรกที่เห็นตัววัดต้องบอกว่าเว่อวังอลังกาลมาก คิดในใจว่านี่ขนาดโปตาลาน้อยนะ แล้วถ้าของที่ทิเบตจะขนาดไหน
เมื่อมาถึงก็จะมีตรวจตั๋วข้างหน้า สำหรับชาวทิเบตมีความเชื่อว่าเวลาเดินเข้าวัดทิเบตให้ก้าวเท้าขวาเข้าแล้วก้าวเท้าซ้ายออกไม่เหยียบธรณีประตู ผมไม่แน่ใจเหตุผลแต่เอาเป็นว่าเค้าทำกันแบบนี้ก็ทำตามแล้วกัน

ต้องบอกว่าหลังจากเดินขึ้นไปข้างบนเล่นเอาหอบเลยทีเดียวเพราะสูงบวกกับอากาศน้อยทำให้เหนื่อยง่ายขึ้นและด้านในตัววัดต้องบอกเลยว่าพระพุทธรูปทุกองค์สวยมากๆและมีศิลปะเฉพาะตัวมากๆ พูดได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย และอย่างที่รู้กันครับห้ามถ่ายรูปอีกแล้วครับท่าน ซึ่งหากใครมาก็อย่าลืมเข้ามาไหว้และทำบุญกันส่วนด้านไหนสวยแค่ไหนอันนี้ต้องมาดูกันเองครับเพราะเค้าไม่ให้ถ่ายรูปจริงๆ

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่สักพักใหญ่ใหญ่เลยเนื่องจากตัววัดใหญ่และมีหลายหลาย. ให้เราได้ชมกันหลังจากนั้นเราจึงนั่งรถบัสกลับมาด้านนอก

และแวะกลับไปกินข้าวเที่ยงแถวโรงแรมก่อนที่จะนั่งรถไปที่ทะเลสาบนาปา ตอนแรกที่มาถึงก็ยังไม่รู้หรอครับว่ามันจะสวยหรือเปล่า แต่พอมาถึงตรงกลางนั่นแหละถึงเพิ่งรู้ว่าทะเลสาบที่นี่ใหญ่มาก สวยมากธรรมชาติมาก คุณจะเจอสิงสาราสัตว์ที่นี่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นวัวเป็นแพะเป็นแกะเป็นหมูเป็นม้า คือเยอะมากเยอะจนแบบนับไม่ถ้วนซึ่งคนขับก็จะพาเราขับแวะที่หลายหลาย

ขับไปเรื่อยๆวิวระหว่างทางทั้งสวยและอากาศดีมากๆครับควรมาเป็นอย่างยิ่ง และในบางจุดก็จะมีกิจกรรมให้เราขี่ม้าด้วยซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับ พวกเราไม่ได้ขี่แต่เราก็แวะกันถ่ายรูปสักนิดหนึ่ง

หลังจากชื่นชมความอลังการเสร็จเราจึงกลับไปแถวตรงโรงแรมไปนั่งร้านคาเฟ่หนึ่งร้านกินข้าวก่อนที่เราจะขึ้นเครื่องบินจากแชงกรีล่าไปลงที่คุนหมิงเพราะอีกวันนึงเราจะบินแอร์เอเชียตอนเที่ยงกลับกรุงเทพกันเราจึงบินไปลงที่คุนหมิงก่อนซึ่งเราก็เดินทางไปถึงประมาณเที่ยงคืนแล้วเราก็เลือกพักโรงแรมใกล้สนามบินเขาก็ส่งคนมารับเราไปโรงแรม

พอตื่นมาวันกลับวันนี้เรากลับไฟลท์เที่ยงครึ่งแน่นอนครับไม่ได้กินอาหารไทยมาหลายวันสุดท้ายก็เลยจัดอาหารบนเครื่องแอร์เอเชียเพราะเราได้ทำการจองมาก่อนเพราะว่าจองก่อนจะได้ราคาถูกกว่าอิอิ สุดท้ายบอกเลยว่าทริปนี้ต้องมาซ้ำแน่นอนเหตุผลเพราะ 1.สวยอากาศดีทั้งปีหมายถึงว่าอากาศเย็นนะครับทั้งปีครั้งหน้าจะมาตอนที่ฝนไม่ตก และยาวไปจนถึงย่าติงเลยคอยดูดพราะในหลายพื้นที่ยังไปไม่สุดครับจริงๆ ยังมีเมืองอื่นอีกซึ่งเค้าบอกว่าสวยมากๆ แต่เนื่องจากเวลารอบนี้เรามีน้อยเราจึงมาเหมือนเซอร์เวย์ก่อนถ้าครั้งหน้ามีโอกาสเรากลับมาที่รูทคุนหมิงอีกแน่นอนส่วนใครอยากมาผจญภัยแบบนี้ก็ แอเอเชีย มีบินตรงทุกวันจากกรุงเทพสู่คุนหมิงได้เลย มาถึงช่วงเที่ยงเๆเวลาดีมากเที่ยวต่อได้เลยนะจ๊ะ ขอบคุณแอร์เอเชีย ที่สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ด้วยครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

LEAVE A REPLY