Roadtrip ไทย ลาว เวียดนาม 3 ประเทศ 10 เมือง ใน 7 วัน กับ TOYOTA VIOS

0
7092

เชื่อมั้ยว่า ขับรถในเมือง กับ ขับรถท่องเที่ยว มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความสนุกของ roadtrip คือ ความเป็นส่วนตัวและการได้ขับรถเที่ยวดูวิวข้างทาง และมีอิสระในการเที่ยว อยากจะแวะพัก หรือหยุดถ่ายรูปที่ไหนก็ได้ แต่ทริปนี้เราเจ๋งยิ่งกว่าเพราะเราจะ ขับรถเที่ยวข้ามประเทศกัน ถึง 3 ประเทศ เลยทีเดียว นั่นคือ ไทย – ลาว – เวียดนาม โดยเริ่มต้น เราจะออกตัวจาก..

ขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์

เวียงจันทน์-วังเวียง

วังเวียง-หลวงพระบาง

หลวงพระบาง-อุดมไชย-น้ำกั๊ดโยละปา

น้ำกั๊ดยอละปา-เดียนเบียนฟู

เดียนเบียนฟู-ซาปา

 

ขอนแก่น ขับเข้า อุดรธานี และต่อด้วย หนองคาย แล้วออกจากประเทศไทย เข้าสู่ประเทศลาว โดยเข้าตัวเมือง เวียงจันทน์

เค้าว่าฝนมักทำให้คนเหงา เราจะพาคนเหงาหนีไปขึ้นเขาที่ ลาว กับ เวียดนาม กัน ทริปนี้การเดินทางของเราจะใช้รถ VIOS ล้วนๆ กับระยะทางกว่า 1,300 Km. ผมบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในทริปที่ผมประทับใจที่สุด และผมจะกลับไปซ้ำอีกแน่นอน ใครอยากตามรอยก็ตามมาได้เลย ไปให้ไกล ไปด้วยกัน ไปต่อป่ะล่ะ

Day 1 ขอนแก่น – อุดร – หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์

เริ่มทริปนี้เราบินกันแต่เช้าตรู่เพื่อมางานเปิดทริป “เรามีเราข้ามไทย วีออส ไปต่อได้ทุกทาง”  Always VIOS. All Ways Possible ที่ร้านกาแฟ Cafe de’ forest จ.ขอนแก่น

ภารกิจของพวกเราในทริปนี้คือการเดินทางข้าม 3 ประเทศ ไทย – ลาว – เวียดนาม โดยใช้รถวีออส เครื่องยนต์ 1.5 ตัวใหม่ล่าสัตว์ เอ๊ยยย ล่าสุด ขับไกลได้สบายหายห่วง เป็นพาหนะในการเดินทาง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะนี่จะเป็นการขับรถข้ามประเทศครั้งแรกของผม เดี๋ยวมาดูกันนะฮะว่าการผจญภัยครั้งนี้ของพวกเราจะสนุกแค่ไหน

เริ่มต้นเราออกจาก ขอนแก่น มุ่งหน้าสู่ อุดรธานี เช้านี้ฝนตกเช่นเคย ก็มันหน้าฝนนี่นา ไม่ใช่เพราะ Go Went Go นะจ๊ะ มาดูนี่กันดีกว่า เป็นไงหละ วีออสตัวใหม่เท่ห์มั้ยละ ขนาดเปียกฝนยังเท่ห์ขนาดนี้

เราขับรถกันประมาณ 3 ชม.เริ่มหิวละ ก็มาพักกินข้าวกันที่ร้าน Dose Factory อุดรธานี ร้านสวย บรรยากาศดี ตกแต่งสไตล์ วินเทจ ลอฟ ใครผ่านมาแถวนี้แวะมาลองได้ มีทั้งอาหารและกาแฟ สไตล์ฟิวชั่นฟู๊ด

หลังจากทานข้าวเสร็จ เราก็ออกเดินทางกันต่อ จุดต่อไปคือ หน้าด่าน สะพานมิตรภาพ ไทย ลาว ที่จังหวัดหนองคาย ที่หน้าด่านเราใช้เวลาค่อนข้างนาน แนะนำให้เพื่อเวลามาด้วยนะจ๊ะ

 

**เงื่อนไขการจะเอารถข้ามจากไทยไปลาว
1. ชื่อเจ้าของรถต้องเป็นชื่อเดียวกับคนขับ ห้ามติดไฟแนนซ์ หรือถ้าติดไฟแนนซ์ต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารว่ายินยอมให้เอารถออกนอกประเทศ
2. ต้องมีแผนการเดินทางมาแจ้งที่ด่านตรวจด้วยนะจ๊ะ ว่าเราจะไปที่ไหน ยังไง กี่วัน แล้วกลับมาวันไหน
3.ต้องไปขอเล่มม่วงที่กรมขนส่งก่อนด้วยนะจ๊ะ
4.ค่าใช้จ่าย สำหรับรถยนต์ 4 ประตู รวมทั้งหมดประมาณ 2,500 บาทต่อคัน

พอข้ามมาฝั่งลาวได้สำเร็จ จุดหมายแรกของเราคือ ประตูไซ หรือ ประตูชัย ที่ นครหลวงเวียงจันทน์ ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวลาว  ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้ที่เสียสละชีวิต ในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์นั่นเอง

ของจริงไปดูใกล้ๆสวยมากเลยครับ แนะนำให้ไปช่วงเย็นๆครับ จะได้รูปสวยๆแน่นอน  ที่จุดนี่ทาง โตโยต้า วีออส ได้เตรียมของมามอบให้ทาง สปป.ลาว ด้วย สมเป็นเมืองพี่เมืองน้องจริงๆมีอะไรก็แบ่งปันกันไป

บรรยากาศตอนเย็นๆก็จะชิวประมาณนี้แหละ

เส้นทางจากไทยมาลาว ที่ขับมาส่วนมากยังเป็นทางตรงๆ เรียบๆไม่มีอะไรมาก แต่ตรงนี้ก็ทำให้เราได้เทส พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ขับนิ่งมากครับ วิ่งทางตรงๆนี่สบายเลย

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมลอยคอและรอคอย นั่นคือการเชคอิน เข้าไปพักผ่อนที่โรงแรมจ้า คืนนี้เรานอนกันที่ Crown Plaza Viantiane ที่พักดีที่สุดในเวียงจันทน์ก็ที่นี่แหละฮะ มีทั้ง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ สปา และบ่อน้ำร้อน ที่สำคัญเปิด 24 ชม. เลยด้วย

มื้อเย็นเรากินข้าวกันที่ร้าน ขอบใจเด้อ เป็นร้านเด็ดประจำเมืองนี้ ใครมาเมืองนี้ ผมแนะนำให้มากินนะครับ เมนูที่ต้องสั่งแบบถ้าคุณไม่สั่งถือว่าพลาดมาก คือ ส้มตำปลาร้า คอหมูย่าง เสือร้องไห้ กินแล้วร้องไห้อยากกลับไปกินอีกแน่นวล

หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็ไปเดินเล่นแถวๆโรงแรม พวกเราเจอร้านหมาล่าท้องถิ่นก็เลยจัดซะหน่อยก่อนนอน อิ่มมาก เรียกได้ว่าวันนี้หลับสบายแน่นวล

Day 2 เวียงจันทน์ – วังเวียง

ตื่นเช้ามาวันนี้เรานัดล้อหมุน 8 โมงเช้า จุดมุ่งหมายของเราในวันนี้คือ วังเวียง เมืองแห่ง หุบเขา ทุ่งนา และ แม่น้ำซอง ถ้าหากสิ่งที่คุณต้องการคือ การพักผ่อนอย่างแท้จริง ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ การใกล้ชิดธรรมชาติ ที่คุณแค่หลับตาแล้วสูดหายใจคุณจะได้กลิ่นของมัน อันนี้ยังไม่รวมกิจกรรมต่างๆ เช่น ขึ้นบอลลูน ขับรถATV พายเรือคายัค หรือที่ผมชอบมากๆ คือ ทูปบิ้ง (นอนบนห่วงยางแล้วลอยไปตามแม่น้ำที่สองข้างทางเป็นป่าและภูเขา ชิวสุดๆ ใครมาขอให้ลองเถอะ) เอาเป็นว่าที่นี่คือ อีกหนึ่งจุดเช็คอินที่คุณไม่ควรพลาดละกัน

ระหว่างทางที่ขับมาพวกเราก็ได้พูดคุยเปรียบเทียบ เส้นทางเมื่อวานกับวันนี้

ถ้าพูดถึงเส้นทางเมื่อวาน พวกเรารู้สึกเหมือนการ วอร์มอัพ เพราะ ถนนยังดี ขับง่าย แต่วันนี้ถนนที่ลาวค่อนข้างแคบและเป็นหลุมเยอะ ขับเร็วแทบไม่ได้เลย แต่ก็ทำให้เราได้ทดสอบ Disc brake 4 ล้อ ของวีออส ยิ่งเวลาเจอหลุมแล้วเหยียบเบรคกระทันหัน เรียกได้ว่า แตะปุ๊ปหยุดปั๊บ แตะปั๊ปหยุดปุ๊ป เบรกสั้นมั่นใจทีเดียวเอาอยู่ แล้วเวลาออกตัวใหม่ก็รู้สึกว่าไม่หนืด รถมีความคล่องตัวสูงขับสนุกไม่เหนื่อยเลย

เรามาถึงวังเวียงตอน บ่าย 2 โมง วิวสองข้างทาง เป็นนาข้าวที่กำลังโตเต็มที่ เขียวขจีสุดตา และด้านหลังเป็นหมอกซ้อนภูเขาและก้อนเมฆ ยิ่งถ้าเปิดกระจกรับอากาศจากด้านนอกนี่ฟินสุดๆ

และแล้วเราก็มาถึง บลูลากูน ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดเชคอินที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมาก ที่นี่มีทั้ง Zipline และกิจกรรมทางน้ำ แต่ก่อนเล่นน้ำ พวกเราแวะทานข้าวกันที่ ร้าน Pizza Pasta ร้านนี้รสชาติกลางๆครับ

พอหลังจากเล่นกิจกรรมจนพอใจ เราก็เดินทางไปเชคอิน ที่ โรงแรมวันชนะ และมื้อเย็นเรากินข้าวที่โรงแรมเลย ส่วนรอบดึกคงไม่พ้น ซากุระ บาร์ ร้านเหล้าท้องถิ่นที่เจ๋งที่สุดของที่นั่นละ ใครมาเชิญไปลองได้ แต่เราไปดูเฉยๆนะแปปเดียวก็กลับแล้วเพราะวันรุ่งขึ้นเราเดินทางกันแต่เช้าเช่นเคย

Day 3 วังเวียง – หลวงพระบาง

เช้านี้เราตื่นมาเจอกับวิวที่สวยมาก บรรยากาศตอนเช้าคือฝนตกมีหมอกปกคลุมภูเขาฝั่งตรงข้ามห้องนอนเราเต็มไปหมด น่าเสียดายที่วันนี้ฟ้าไม่เปิด แต่วิวแบบนี้ก็สวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง

วันนี้เราออกเดินทางกัน 8 โมงเช้าเหมือนเดิมเส้นทางของเราวันนี้คือเราจะมุ่งหน้าสู่หลวงพระบาง เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลกแห่งนึง ว่าแต่ การที่เมืองๆนึงจะได้ถูกคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกมันต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แล้วใครเป็นคนแต่งตั้งละ แต่ตอนนี้ดูวิวสองข้างทางไปก่อนนะ บรรยากาศแบบโรแมนติกมากๆ ถ้ามากับแฟนจะดีแค่ไหนน้าาา

ต้องบอกว่าองค์กรที่ทำหน้าที่นี้คือ องค์กรยูเนสโก้ และองค์ประกอบสำคัญที่เค้าใช้ในการคัดเลือกคือ

1.สถาปัตยกรรม บ้านเมือง วัตถุโบราณ

2.วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่
3.ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

เราแวะกินข้าวเที่ยงกันที่จุดชมวิวที่เค้าว่ากันว่า เราจะเห็นวิว 360องศาที่สวยมาก ตื่นเต้นจิงๆว่าจะเห็นวิวแบบไหน เดี๋ยวไปดูกันดีกว่าพวกเรา

นี่คือวิวที่ได้เห็นครับ 555 วันนี้หมอกลงจัดมากก วิว 360องศา รอบตัวเราคือ ความขาวโพลนไปหมด แต่ผมชอบนะ

ระหว่างทางเราแวะเข้าห้องน้ำ แล้วบังเอิญได้เจอเด็กชาวเขา เราก็เอาขนมไปให้เค้า น้องๆน่ารักมาก ไม่พูดอะไรเลย ให้อะไรก็รับไว้หมด ไม่เช่ื่อดูจากในรูปสิครับ ทั้งถือในมือทั้งอมไว้ในแก้มด้วย เห็นละอมยิ้มเลย

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาหลวงพระบาง วิวตลอดเส้นทางที่มา เรียกว่าสวยจนผมหลงไหลมันเสียแล้วไม่คิดว่าจะมีที่สวยขนาดนี้อยู่ใกล้เมืองไทยขนาดนี้ ประทับใจมากจริงๆ ใครมีเวลาผมแนะนำให้มาขับรถเที่ยวตามเส้นทางที่ผมมาเลยครับ พีคมากจริงๆ คุณจะจำไปอีกนานเลยละ แต่เส้นทางที่ขับ ค่อนข้างจะคดเคี้ยว และถนนเป็นหลุมเยอะมาก แถมยังมี แลนด์สไลด์ ตลอดเส้นทาง ทำให้เราได้เห็นเลยว่า function VSC และ TRC ของ vios ช่วยทำให้เราเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ เหนียว แน่น หนึบ เกาะถนน มั่นใจทุกโค้ง ทริปนี้เป็นทริปที่ขับรถมันส์มาก คิดว่ากลับไทยไปสกิลการขับรถของผมต้องอัพเลเวลขึ้นแน่นวลล เหมือนสวมวิญาณนักแข่งรถมืออาชีพกันเลยทีเดียว


หลังจากที่เราขับรถกันมาเป็นเวลา 4 ชั่วโมงในที่สุดเราก็มาถึงเมืองหลวงพระบาง ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายต้องการกาแฟหอมๆสักแก้ว ที่เมืองนี้มีร้านกาแฟโจมา เป็นร้านขึ้นชื่อที่ วัยรุ่นและนักท่องเที่ยว ชอบมานั่งกัน ใครมาก็ลองมาดูนะฮะ

แวะเข้าวัด(Wat Hosian Voravihane)ไหว้พระเพื่อเป็นศฺริมงคลซะหน่อย (อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านกาแฟโจมา)

และแล้วเราก็มาถึง โรงแรมชนะแก้ว บูทีค โรงแรมนี้โอเคเลยครับ ใครมาเมืองนี้เลือกนอนที่นี่ได้เลยไม่ผิดหวังแน่นวล

ช่วงเย็นเรามาเดินเล่นกันที่ถนนคนเดินหลวงพระบาง แต่ก่อนอื่นขอแวะกินข้าวก่อนนะ เราเลือกร้าน Coconut Garden ปล.อย่าลืมสั่ง ส้มตำนะจ๊ะ มันเด็ดดวงมากก

หลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็มาเดินย่อยอาหารซะหน่อย บรรยากาศคล้ายๆถนนคนเดินที่เชียงใหม่ครับ แต่ผู้คนน้อยกว่า ของก็มีน้อยกว่า ของส่วนมากจะเป็นงานฝีมือ งานหัตถกรรม ผ้าซิ่น เครื่องเงิน เสื้อยืด กางเกงเล หลังจากเดินเล่นเสร็จเราก็กลับโรงแรมเข้านอน เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะตื่นมา ตักบาตรข้าวเหนียวกันจ้าาา

Day 4 หลวงพระบาง – อุดมไชย – น้ำกั๊ดโยละปา

วันนี้เราจะมุ่งหน้าจากหลวงพระบางไปสู่ เมืองอุดมไชย แต่ช่วงเช้าเรามีกิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือ
ใส่บาตรข้าวเหนียวจ้าา เป็นหนึ่งสิ่งที่ควรทำถ้ามาหลวงพระบาง เพราะนี่คือ 1 สิ่งที่จะทำให้คุณได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดกโลก ถนนทุกสายที่มีวัดสามารถตักบาตรได้หมด เริ่มประมาณ ตี 5.15 เป็นต้นไป

สองข้างทางจะมีร้านขายข้าวเหนียวเป็นกระตี๊บอยู่ เราก็ไปซื้อมาต่อแถวนั่งรอพระสงฆ์บิณฑบาตรกัน วิธีการตักบาตรของคนที่นี่ เค้าจะใส่แต่ข้าวเหนียวไปก่อน แล้วหลังจากนั้นจะนำอาหารตามไปถวายที่วัดอีกทีครับ รอบนี้เราเลือกตักบาตรที่ ถนนศรีสว่างวงศ์ วัดสิริมงคล

หลังจากตักบาตรเสร็จเรากลับไปที่โรงแรมเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกัน วันนี้เราจะมุ่งหน้าสู่เมืองอุดมไชย

เส้นทางการขับรถของเราในวันนี้ค่อนข้างโหด ถนนไม่เรียบเลย เรียกว่าเป็นหลุมหนักมากเลยดีกว่า ประหนึ่งโดนเวท เมเทโอเข้าไป เอาจริงๆไม่คิดว่า วีออสจะขับได้ขนาดนี้ ระหว่างทาง ฝนตก เราเจอดินถล่มหลายจุด แต่ก็ยังขับผ่านมาได้แบบชิวๆ เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

และแล้วในที่สุดเราก็มาถึง น้ำกั๊ดยอละปา รีสอร์ท ที่นี่เป็นเหมืองเมืองในหุบเขา บรรยากาศดีมาก เรียกว่า หลุดเข้ามาอีกโลกนึงเลยก็ว่าได้ อันนี้คือควรกลับมาอีก แล้วควรอยู่หลายๆวันเลยด้วย ช่วงพีคที่สุดของที่นี่ คือ เดือน พฤศจิกา – มกรา ครับ

ที่พักที่นี่คืนละ 70-350 USD แต่ทีเด็ดของที่นี่คือ กิจกรรมที่มีให้คุณทำเยอะมาก ราคาที่พักไม่รวมกับค่าทำกิจกรรมนะจ๊ะ

ที่นี่คือหมู่บ้านของ ชนเขาเผ่าขมุ รวมอยู่ใน รีสอร์ท นี้เลย เจ๋งมาก เค้าให้ชาวเขาอยู่ร่วมกับเรา แล้วเราก็สามารถเดินเข้ามาดูวิถีชีวิตของชาวเขาได้ด้วย เรียกว่า เรียลมากๆ

พื้นที่ทั้งหมดที่นี่มีถึง 40,000 ไร่ OMG จะกว้างไปไหนเนี่ย จะเที่ยวยังไงหมดด 555

ที่นี่เป็นที่พักที่มี landscape และการจัดวางที่สวยงามมาก เมื่อคืนเราหลับกันแบบไม่รู้เรื่องเลยพร้อมกับตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเต็มเปี่ยมเพราะว่าที่พักเราอยู่กลางธรรมชาติและที่สำคัญบรรยากาศรอบรอบดีมากมีทั้งเมฆหมอมีทั้งธรรมชาติช่วงที่เรามาเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้เราได้เห็นความชุ่มฉ่ำของธรรมชาติและป่าไม้แบบเต็มเปี่ยม


Day 5 น้ำกั๊ดยอละปา – เดียนเบียนฟู

เช้าวันนี้เดี๋ยวเราจะเดินทางไปที่ชายแดนลาวเวียดนาม เพื่อขับรถข้ามแดนเข้าสู่ประเทศเวียดนามละจ้าาา จะเป็นยังไงน้า การเดินทางจากน้้ำกั๊ดยอละปาไปที่ชายแดนเวียดนาม ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และต้องไปให้ทันก่อนเที่ยงเพราะถ้าไปไม่ทันเที่ยงที่ด่านเขาจะปิดพักเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้วเปิดอีกครั้งหนึ่งตอนบ่ายสองนะครับ สำหรับคนที่จะเดินทางมาควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้ดี ว่าเป็นเช้าวันที่คุณต้องรีบออกเดินทางหรือไม่คุณก็ต้องเดินทางไปให้ถึงหลังบ่าย 2 เลย

ในที่สุดเราก็ขับรถมาถึง ชายแดน ลาว เวียดนามละจ้าา อันนี้คือหลักชายแดน ลาว เวียดนาม นะจ๊ะ

แวะถ่ายรูปรวมแก๊งค์ VIOS เท่ห์ๆ กันหน่อย อันนี้คือหน้าด่านก่อนข้าวไปฝั่งเวียดนามครับ

พอข้ามมาฝั่งเวียดนาม สภาพพื้นถนนดีกว่าฝั่งลาวอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีความคดเคี้ยวกว่าฝั่งลาวอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกัน เรียกว่าต้องใช้สติในการขับรถค่อนข้างสูงนะฮะ ใครจะมาทริปนี้ผมแนะนำว่านอนให้เต็มอิ่มในทุกๆวัน และมีเพื่อนนั่งมาด้วยที่พร้อมจะสลับกันขับได้ โหลดเพลงมาเยอะๆจะดีมากเลย เพราะจะทำให้คุณเพลิดเพลินกับวิวสองข้างทางได้มากขึ้น

คืนนี้เรานอนกันที่ Muong Thanh Holiday โรงแรมใหญ่ดีครับ ไม่น่าเชื่อว่านี่เราอยู่ชายแดนนะเนี่ย

Day 6 เดียนเบียนฟู – ซาปา

เช้านี้จุดหมายแรกของเราคือ พิพิธภัณฑ์ A1 ที่นี่เป็นแหล่งรวมประวัติศาสตร์ยุคสงครามเวียดนามเอาไว้ ใครชอบประวัติศาสตร์ห้ามพลาดนะครับ เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าจ้าา

รูปปั้นลุงโฮจิมิน (คนที่มีหนวด) เป็นบุคคลที่มีบุญคุณกับประเทศเวียดนามเป็นอย่างมาก

สงครามเวียดนามเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์เหวียน มีฝรั่งเศส เข้ามาแค่ 80 วัน ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้ว แต่ประชาชนไม่เห็นด้วยเลยเกิดการต่อสู้กันเกือบ 100 ปี

เดียนเบียนฟู เป็นเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์เพราะมีภูเขาล้อมรอบ และเป็นจุดลงจอดเครื่องบิน ถ้าจะยึดเมืองคืนจึงต้องเริ่มจากจุดนี้ แต่หลังจากที่เวียดนามชนะฝรั่งเศส ก็มีอเมริกามาบุกต่ออี๊กกก เพื่ออาศัยจังหวะที่เวียดนามยังไม่ฟื้นตัว เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ดุเดือดมากครับ ใครสนใจขอให้มา

ปัจจุบันที่เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์ อยู่รอบๆเมือง บางพิพิธภัณเก็บเครื่องบิน เก็บอาวุธ แต่ที่ A1 เก็บเฉพาะรูปและเรื่องราว ต่างๆเอาไว้ครับ

วันนี้เมืองต่อไปที่เราจะไปกันก็คือ ซาปา เมืองที่อยู่เหนือสุดของเวียดนามครับ

ผมอยากจะบอกว่า วิวระหว่างทางของเวียดนามสวยกว่าที่ลาวเยอะมากครับ ที่นี่ เป็นประเทศที่มีแม่น้ำและภูเขาที่สวยมากๆ เรียกว่าอยากจะแวะถ่ายรูปทุก 10 นาทีเลย สวยมากจริงๆ นี่ขนาดกลับมาแล้วแค่หลับตายังจำภาพที่สวยงามพวกนั้นไว้อยู่เลย

ระหว่างจากเดียนเบียนฟู มา ซาปา ผมบอกเลยว่า โค้งทุก 2 วิ 5555 เรื่องจริงนะครับ แถมเป็นทางโค้งที่ชันมากๆ ทั้งขึ้นและลงภูเขาตลอดทั้งวัน แถมตลอดเส้นทางที่ขับไปฝนตกอีก รอบนี้ถ้าไม่ได้ เกียร์ CVT-i 7 Speed ของ VIOS ผมว่าคงขับไม่สนุกเท่านี้แน่ๆ อันนี้เรียกว่าขับมันส์มาก ไม่ต้องกังวลว่าความร้อนจะขึ้นที่เบรคเลย เพราะคุณสามารถทดเกียร์ช่วยในการเบรคและเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่องด้วย รู้สึกสนุกและปลอดภัยขึ้นเยอะครับ

ในที่สุดเราก็มาถึง สถานีเคเบิ้ลคาร์ ซันเวิลด์ ที่นี่เป็นจุดที่เราจะขึ้นเคเบิ้ลคาร์เพื่อขึ้นไปจุดที่สูงที่สุดของเวียดนามกัน

ที่เมืองซาปา มีโรงแรมเยอะมาก วิวดีๆทั้งนั้น แต่คืนนี้เรานอนที่ ซาปา ไฮแลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา มื้อเย็นวันนี้เรากินที่โรงแรมเลยครับ พอกินข้าวเย็นเสร็จเราก็ออกไปเดินเล่นในเมืองกัน

ที่เมืองซาปา สวย ครึกครื้น และเจริญ กว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก

ที่ซาปาจะขึ้นชื่อเรื่องเสื้อผ้า กระเป๋า อุปกรณ์กีฬา ที่หลุดจากโรงงาน กับของก๊อปเกรด AAA ร้านนี้ชื่อร้านหญิงลี หรือคนทั่วไปจะรู็จักในนาม เจ๊จบ คือถ้าเราหยิบมาต่อราคาแล้วเค้าลดให้แล้วเราต้องจบ (ซื้อ) ไม่งั้นโดนเจ๊จบ ตบนะคร้าบบบ 555 เอาจริงๆก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ เจ๊เค้าใจดี และที่สำคัญใช้เงินไทยซื้อได้เลยจ้าา

ทั้งเมืองคุณจะเจอ นู๋น้อยชาวเขาหน้าตาน่ารักแต่งตัวมาเดินขอเงินเพื่อแลกกับการถ่ายรูปเค้า เราก็ถ่ายซะหน่อยนะ

อันนี้คือพิซซ่าเวียดนาม เค้าใช้แป้งแหนมเนืองมาปิ้งแล้วด้านบนก็ตอกไข่ ใส่แฮม ใส่หมูหยอง ใส่มายองเนส รสชาติใช้ได้ฮะ ใครมาก็ลองดูได้

Day 7 ยอดเขา ฟานซีปัน

เช้าวันนี้เป็นไฮไลท์ของทริปนี้แล้วครับ เราจะขึ้นไปที่ยอดเขา ฟานซีปัน ซึ่งที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเวียดนามกัน อากาศหนาวเย็นมากๆใครจะมาแนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วยนะครับ

วิธีก็คือ เราจะต้องมาขึ้นรถไฟฟ้าที่ สถานีซาปา เพื่อไปต่อเคเบิ้ลคาร์เพื่อขึ้นไปบนยอดเขาฟานซีปันครับ

ต้องบอกว่าวิวตอนที่อยู่บนเคเบิ้ลคาร์นั้นพีคมากครับ ของจริงสวยกว่าในรูป 10 เท่า มาเถอะนะ ผมอยากให้มาเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ เขาบอกว่ามาฤดูหนาวคือดีที่สุด ที่นี่เป็นเมืองแห่งเมฆหมอกมองไปทางไหนจะเห็นวิวภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกเต็มไปหมดให้ความรู้สึกโรแมนติกยิ่งและคุณได้มากับคนรักหรือว่าเพื่อนฝูงหรือครอบครัวผมบอกเลยว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งที่ที่อยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนาน

ด้านบนเราต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 600 ขั้น พื่อไปถึงจุดสูงสุดครับ แต่ระหว่างทางจะมีวัดอยู่ตามจุดต่างๆสามารถเข้าไปไหว้พระได้ครับ เค้าบอกว่าอากาศตอนที่ผมไป (เดือน7 ยังไม่หนาวมาก 10 องศา) ถ้ามาเดือน 12 จะหนาวกว่านี้อีกนะ พระเจ้าาา เตรียมเสื้อกันหนาวแบบจัดเต็มมาเลยนะครับ

หลังจากลงจากเขาเราก็เริ่มหิวกันแล้ว ที่ต่อไปที่เราจะไปคือ ฟาร์มปลาแซลมอนครับ มองไม่ค่อยเห็นปลาในบ่อนะครับ แต่อาหารรสชาติโอเคเลย คือเค้าจะเอาปลาแซมอลทั้งตัวมา ทำอาหารต่างๆ ทั้งต้ม ย่าง ทอด และซาชิมิ แนะนำให้มาลองครับ

เจ้าเหมียวได้กินปลาแซลมอลเข้าไปแล้วเพลินเลยนะ

อีกที่นึงที่ผมแนะนำให้มาคือหมู่บ้าน กั๊ด กั๊ด ครับ ที่นี่คิดค่าเข้าคนละ 70,000 ดอง เป็นหมู่บ้านอยู่หุบเขา สวยดีครับ

ได้เดินขึ้นลงภูเขาสนุกเลย

ถ้าคุณอยากเป็นชาวเขา เราจัดให้ 555 คือที่หมู่บ้านนี้เค้ามีชุดชาวเขาให้เช่าด้วย ราคาอยู่ที่ 50,000 ดอง ครับ

และอีกที่นึงคือทะเลสาบซาปา SAPA LAKE แนะนำให้มาตอนเย็นๆจะชิลมาก มีเรือเป็ดให้เช่าด้วยนะ

สำหรับผมตอนที่รู้ว่า โตโยต้า วีออส จะจัดทริปนี้ผมรีบตอบตกลงทันที เพราะผมอยากลองเดินทางแบบนี้มานานแล้ว แถมนี่เป็นการเดินทางข้ามประเทศด้วยรถเป็นครั้งแรก แล้วยังข้ามถึง 3 ประเทศอีกด้วย สนุกแน่ๆ

รอบนี้รู้สึกผจญภัยเป็นพิเศษเพราะต้องขับรถขึ้นลงภูเขาทั้งวัน ทุกวัน มีทั้งฝน หมอก ดินถล่ม แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี เป็นประสบการณ์ที่ดีมากครับ แถมยังได้ลองเดินทางแบบคาราวานอีกด้วย รู้สึก อบอุ่นและไม่เหงาเลย ได้ทั้งเพื่อนใหม่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

สถานที่แต่ละที่ๆไปก็สวยมาก ทั้งน้ำ ฟ้า ภูเขา สายหมอก ตอนอยู่ลาว ผมประทับใจ ผู้คน คำพูด การแสดงออก ส่วนตอนอยู่เวียดนาม ผมประทับใจธรรมชาติมากๆ ไม่คิดว่าจะมีที่สวยขนาดนี้อยู่ใกล้บ้านเราแบบนี้ ทริปนี้เรียกว่าลงตัวมากๆ แต่ที่แน่ๆ วังเวียง หลวงพระบาง น้ำกั๊ดยอละปา ซาปา และ หมู่บ้านกั๊ด กั๊ด ผมต้องกลับไปซ้ำอีกแน่นวล มีใครอยากไปด้วยกันกับผมมั้ยครับ 5555

คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย พรุ่งนี้ก็ต้องกลับซะแล้ว เร็วจริงๆมาทริปนี้ได้เพื่อนใหม่เยอะมาก เป็นการเดินทางที่ดีจริงๆ ขอบคุณ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่จัดทริปดีๆแบบนี้ขึ้นมา ขอบคุณทีมงานจากเด็นซึที่นึกถึงเราและเลี้ยงดูปูเสื่อเราเป็นอย่างดี ขอบคุณพี่ๆทีมงาน เอเชีย เวนเจอร์ ที่คอยขับรถนำทางและดูแลความปลอดภัยพวกเราทุกอย่างและขอบคุณ พี่ๆน้องๆ บล๊อกเกอร์ ทีมถ่ายทำ ที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หยอกล้อกัน ตลอดเส้นทาง 7 วันนี้ครับ

LEAVE A REPLY