China First time [ ฉางซา – จางเจียเจี่ย – เฟิ้งหวง ]

0
9152

China First time [ ฉางซา – จางเจียเจี่ย – เฟิ่งหวง ]

    นี่เป็นการไปจีนครั้งแรก และ แน่นอนครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น แซงคิวมหาโหด ห้องน้ำในตำนาน เดอะโฉ่งฉ่างโชว์ และอื่นๆอีกมากมาย แต่ปรากฎว่า ทริปนี้เปลี่ยนทุกอย่างที่เคยคิดกับจีนเยอะมาก เปลี่ยนยังไงลองอ่านดู ซึ่งจริงๆแล้วประเทศเค้าเจริญมาก ที่เที่ยวโคตรสวยสัดๆ และ ประหยัดเชี่ยๆ
   ผู้คนมีน้ำใจ และต้อนรับคนไทยมากๆๆๆๆ และจีนเป็นประเทศที่มีเรื่องให้ Amazing ตลอดทางเหมือนหวยออกทุกวัน มันส์เลยคุณเอ๊ย และนี่คือประเทศที่ต้องไปอีก ย้ำต้องไปอีกไปให้ครบมันทุกเมื่อ และก็ทริปนี้ต้องขอบคุณ air asia สำหรับการมาส่งเราถึงเมืองฉางซา และหากทุกท่านพร้อมแล้วขอเชิญ พับกบ พบกับ รีวิวแรกของข้าพเจ้าได้เลย

ส่วนใครชอบเรื่องการท่องเที่ยว
ฝากเพจด้วยครับ www.facebook.com/gowentgotravel

การเตรียมตัวก่อนไป
การที่จะบอกได้ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไง เอาอะไรไปบ้าง “ นั่นคือสภาพอากาศ ”
ประเทศจีนมี 4 ฤดู แต่สภาพอากาศจะค่อนข้างต่างกันเลยแหละ
– ฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม – พฤษภาคม อุณหภูมิ 10 – 22 ° C
– ฤดูร้อน  ประมาณเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม อุณหภูมิ 22 ° C และมากกว่า
– ฤดูใบไม้ร่วง  ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม อุณหภูมิ 10 – 22 ° C
– ฤดูหนาว  ประมาณเดือนพฤศจิกายน – กลางมีนาคม อุณหภูมิ 10 ° C และต่ำกว่า
เมืองที่เราไปอยู่มณฑลหูหนานครับ เราจะไปลงที่ฉางซา เป็นเมืองหลวงของมณฑลนี้ และ เป็นประตูเปิดรูทของเรา อย่างที่บอกเมืองเหล่านี้ค่อนข้างเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 16 ° C ครับผม

สรุปทริปนี้ 6 คืน 7 วัน
ประมาณ 12,xxx ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ต่อคน

ค่าโรงแรม 6 คืน : 25xx บาท
ค่าเดินทาง       :  26xx บาท
ค่าเที่ยวเข้าอุทยาน : 3,180 บาท
ค่าอาหาร ตกวันละ 100 หยวน
(ถ้าไม่ได้กินไรพิเศษจริงๆ) 3,7xx – 4,000 บาท
ตั๋วเครื่องบินแล้วแต่ช่วงเลยจ้า พันปลายๆ ถึง หมื่นต้นๆ
wifi : กลัวเล่น facebook ไม่ได้ เปิดโรมมิ่งมาเลย
แพงหน่อยแต่ชัวร์

ส่วนแผนการเดินทางของเราก็ประมาณนี้ครับ

   ก่อนอื่นเลย อย่างที่เรารู้กัน คือจริงๆจีนแบ่งเป็นหลายกลุ่มมาก จีนฮ่องกง จีนสิงคโปร จีนไต้หวัน และที่เรามา คือ จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งประเทศเค้าก็ใหญ่มาก เหมือนหลายๆ ประเทศมารวมกันอีก
เพราะฉะนั้น ภาษา อาหาร วัฒนธรรม ในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันมากนะครับส่วนรูทที่เราไปคือ มณฑลหูหนาน อยู่ประมาณใต้ๆของจีน นี่เป็นแค่หนึ่งในอีกเป็นสิบๆมณฑลของจีน เอาแค่มณฑลหูหนาน อันเดียวประชากร ก็พอๆกับประเทศเราละ

เป้าหมายของรูทนี้คือ
– อุธยานแห่งชาติ จางเจียเจี่ย ไปดูหุบเขาฮาเลลูย่า ที่ถ่ายหนัง อวตาร
– เขาเทียนเหมินซาน cable car ที่ยาวที่สุดในโลก
– เมืองโบราณเฟิ่งหวง
– และฉางซา เหมือนเมืองหลวงของ มณฑลหูหนาน

DAY 1 : China First time
   เราบินจากสนามบินดอนเมืองครัชช มาโดย Air Asia เพราะมีเที่ยวบินตรงมาถึงที่ ฉางซา เลยโดยจะมีวันละ
1 รอบ ประมาณ 07.30 เราก็จะเดินทางถึงฉางซา ประมาณ เที่ยงๆ พอดี และแน่นอนฮะ บินเช้าแบบนี้ เราสายนอนดึกไง ต้องไปถึง ดอนเมือง ตี5 ครึ่ง โอ้วว มายก๊อต นอนไม่หลับสิครับเลยแบกร่างแบบไม่ได้นอนไปถึงสนามบินเลย
หลังจากนั้นขึ้นเครื่องตามเวลา 3 ชมถึงเลยครับ

ถึงก่อนเวลาอีก

“ใบ ตม จีนไม่มีไรครับ เขียนๆไปไม่อะไรพิเศษเท่าที่เห็น”
ต้องบอกว่าเมื่อมาเหยียบเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งแรก ก็บอกเลยว่าตื่นเต้นมากเพราะไม่รู้จะเจออะไรบ้าง ไปกัน 4 คนไม่มีใครพูดจีนได้ ไม่มีใครเคยมา ไม่มีทัวร์ใดๆทั้งสิ้นครับ ข้อมูลคือจาก Pantip และ internet ล้วนๆนี่แหละมาสิ

แต่เราเชื่อว่าหลงทาง คือ ส่วนนึงของความสนุก 555 ว่าไปนั่น มาถึงก็ไม่มีไรครับ เดินออกมาตามแผนคือ วันแรก เราจะไป“จางเจียเจี่ย” เลย โดยออกมาครับเราจะเจอ ที่ซื้อตั๋วรถบัส เพื่อไป “Changsha West Bus Station “ อารมณ์เหมือนหมอชิตบ้านเรามั้ง การซื้อตั๋วไม่มีไรมากครับ ดูตามป้ายไป บอกเค้าว่าจะไปไหนก็จะได้ตั๋วมาแบบนี้ราคาก็ 28.5 หยวน ประมาณ 150 บาท ( อัตราตอนไปคือ 1 หยวน = 5.3 บาท ) ขึ้นรถมาตอนแรกตอนแรกอ่านรีวิวมา เค้าบอกว่าถ้ารถเต็มเค้าจะออกเดินทาง แต่นี่นั่งยังไม่เต็ม รถแม่งออกซะงั้นเออดีเหมือนกัน
ต้องบอกว่าจริงที่จีนเจริญมากรถบัสดี สะอาด ผิดกับที่คิดไว้ตอนแรก นั่งยาวๆไปครับพี่น้อง 1 ชม.นอนซะเลย

เสร็จหลังจากนั้นก็จะมาถึง
“Changsha West Bus Station “ ใหญ่มากนะ แต่สิ่งที่ทำให้เราต้องร้อง
โอ้วมายก๊อต คือ จะซื้อตั๋วใช่มะ แต่มันไม่มี ภาษาอังกฤษเลยครับท่าน จีนล้วน อ่านไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว ถ้าจะให้ผมแนะนำ ควรหาชื่อ สถานที่ภาษาจีนไว้ด้วยนะเธอ

แต่ผมขอเสนอไม้ตาย เดินไปบอกที่ซื้อตั๋วดิบๆ เนี่ยแหละพูดไปเลยว่าจะไปไหน เออสุดท้ายก็ได้ตั๋วมา ต้องบอกว่าคน จีนบางคนพูดอังกฤษได้นะ แต่อารมณ์แบบพูดได้นิดหน่อย คือกูก็ได้นิดหน่อย ก็ได้นิดหน่อย ก็เลยคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง 5555 แต่ สุดท้ายก็ได้ตั๋วมาจริงๆ ราคา 119 หยวน ไปถึง “ จางเจียเจี่ย” เลย เวลาก็ต้องรอ อีก 2 ชม. เพราะรอบก่อนหน้านี้รถเต็มครับ!

“หน้าตาตั๋ว” แน่นอนครับระหว่างที่นี่ก็มีร้านของกินเราจัดกันเลยครับ มื้อแรก ที่นี่อาหารคือเป็น ก๋วยเตี๋ยวอะไรก็ไม่รู้ คือไม่รู้จริงๆ สั่งมารสชาติ โอเค มันๆ ดี โดนไป 21-25 หยวน ต่อชาม (ตกชามละ 100 )


“คนขายเค้าดูตื่นเต้นที่ได้เจอคนไทย 5555”

“เส้นเหมือนขนมจีน แต่มีความมัน รสชาติอร่อยดี” เมื่อเสร็จดูตั๋วครับไปรอรถมาตามเวลาครัช



“รถแต่ละที่จะมีทางออกของตัวเองเลยครับ ดูตามเลขเอาหรือถ้าไม่รู้ถามได้เลยครับชูตั๋วมั่วๆไปเดี๋ยวก็ถึง”
ซึ่งจากที่อ่านมา เค้าบอกว่าบางทีคนจีนจะมาแย่งที่นั่งเรา คือเอาง่ายๆไม่นั่งตามเบอร์ตัวเองว่างั้น แต่ของผมไม่เจอนะ ก็นั่งที่ตัวเองปกติ แต่อันนี้ครับ สงสัยมากมันถังเตรียมไว้ให้เราก็จินตนาการไปสิ ว่านี่มีไว้ทำไร ไว้อ้วก ไว้ขาก หรืออะไร !!และ เราต้องนั่งรถครับยาวๆ 5 ชั่วโมง รถบนรถบัส ไม่มีห้องน้ำ ครับบบบบบ!!ขุ่นพระ หรือว่าถังนี้จะมีไว้เพื่อสิ่งนั้น โอ้วว ไม่น้า มันไม่จริงใช่มั้ยสรุป
ฟังเรื่องจีนมาเยอะไปเอาจริงๆ ไม่มีไรเลยเค้าไว้ทิ้งขยะปกติ และ รถจะจอดให้เราเข้าห้องน้ำ ตอนครึ่งทางครับ เพราะฉะนั้นแนะนำครับ ก่อนขึ้นบัสเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเธออ และอย่าไป-น้ำเยอะ เดี๋ยวฉี่ราดระหว่างทางก็หลับกันไปยาวๆครับ ต้องบอกว่าตื่นมาเห็นวิวข้างทางคือสวยมาก ยิ่งใหญ่มาก ตามภาพ

“วิวระหว่างทางคือ พรีเมี่ยมมาก ตื่นมาเห็นนี่คือหลับไม่ลง”
จนสุดท้ายครับมาถึง “ จางเจียเจี่ย “ ก็มืดพอดี เรามาลงที่ท่ารถ แนะนำนะครับ ที่นี่ google map location ที่เราอยู่จะไม่ตรงกับความจริงอาจจะหลงได้ เลยใช้ app” Map Me ” ใกล้เคียงกว่าแต่สุดท้ายเราก็ถามทางมั่วๆ จนเจอ
โรงแรมที่เราพักครับคนจีนจริงๆน่ารักมาก ถามทางแล้วเค้าก็ช่วยเต็มที่พอบอกว่าเป็นคนไทย ดูเค้าตื่นเต้นมาก แถมพูด “ สวัสดีค่า” ด้วย 555เราพักที่นี่ครับ “ Zhangjiajie Yijiaqin hotel “ ที่พักห้องนอนถือว่าโอเค เลย ในราคาตกคืนละ 600 บาทเอง ต่อคน ( ห้องละ 2 ) จองมาทางอโกด้าเราจะอยู่ที่นี่ 3 คืน ห้องน้ำเป็นคอห่านจ้าาา ไม่ต้องเป็นสายย่อ

“ไม่ต้องย่อ”

และที่สำคัญเจ้าของโรงแรมดีมาก วางแผนให้เสร็จสรรพ สำหรับการเที่ยววันถัดไป เราจะไปที่ “อู่หลิงหยวน“
อุทยานแห่งชาติ ไปหุบเขาที่ถ่ายหนังเรื่อง “ อวตาร “ นั่นแหละแกก็แนะนำทุกอย่างเลย เดินทางยังไงเส้นไหน คือก็แกพูดอังกฤษ คล่องมาก เจ้าของมีชื่อว่า rocky ชื่อยังกะนักมวย เมื่อวางแผนเสร็จ ก็นัดแนะพ่งนี้เจอกัน 7 โมง เพราะเดี๋ยว rocky จะไปส่งขึ้นรถ โคตรดี

และแน่นอนครับก่อนนอน มื้อเย็นของเรา ก็ต้องกินอาหาร หูหนาน กันซะหน่อย จะมีร้านอยู่หน้าปากซอย เลยดูจากจำนวนแฟนคลับแล้วน่าจะโอเคหน่อย เราเลยเข้าไปนั่งแล้วสั่งแหลก คนขายพูดอังกฤษไม่ได้จ้า ชี้ล้วน


อาหารมีความมัน มันทุกอย่าง ถามว่าอร่อยมั้ย ก็อร่อยดี แต่แม่ง ไม่ถูกปาก โอเคสุดคือข้าวผัดอร่อยดี เช็คบิลมา 225 หยวน หาร 4 คน ตก 300 บาทถือว่าไม่แพงนะ เพราะจัดเต็ม จริงๆ

“ในรูปมันคือเนื้ออะไรน้า 5555 คิดในหัวตลอด”



“ชอบข้าวผัดอันนี้สุด อร่อย”

” ปลาก็โอนะ แต่ก้างเยอะชิหาย” และเราก็จบด้วยไอติมแบบ และเข้านอน

“ด้านหน้าถนนใหญ่”

“ไนเก้ก็มีนะเธอในร้านสะดวกซื้อ”



“บรรยากาศหน้าโรงแรม”

Day 2 : หุบเขาอวตาร เผาผลาญแคลอรี่ (เกลื้ยง)

7:00 เราเจอนัดเจอกันครัช rocky ขับรถไปส่งตรงที่ขึ้นรถ ( ซึ่งจริงๆก็ไม่ไกลนะเดินได้) และขึ้นรถจ่ายไป 12 หยวนอู่หลิงหยวน นั่งไปต่ออีก 45 นาที

“จากที่พักตอนเช้า”


เมื่อมาถึงรถมันไม่ส่งที่หน้าทางเข้าอุทยานนะครับ ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย ซึ่งสองข้างทางจะมีร้านเยอะมากแต่ยังไม่เปิดหลังจากนั้น ก็มาถึง โอ้ววววก๊อตตต อีกรอบคนเยอะมาก มารู้ทีหลังว่า มาช่วงปิดเทอม summer ของจีนพอดี ซึ่งคนจะทะลัก แย่งกันกินกันเที่ยว เพราะฉะนั้นใครมาเที่ยวแนะนำเลี่ยงได้ มาช่วงเปิดเทอมดีกว่า อากาศก็น่าจะดีกว่าด้วย

“วิวระหว่างทาง”

“บรรยากาศข้างทาง”

“นี่คือประตูทางเข้าอุทยาน”

   มาถึงทางเข้าก็จัดการ ซื้อตั๋วครับ ค่าเข้าก็ คนละ 248 หยวนครับ ซึ่งจริงมันเข้าได้ 3 วันนะถ้าจำไม่ผิด แต่เรามาที่นี่แค่วันเดียวครับ

“อันนี้แผนที่อุทยาน”

   พอผ่านประตูมาครับ มันจะมี รถให้ขึ้นฟรีดูป้ายเลยว่าจะเริ่มจากไหนก่อน เพราะที่นี่คือใหญ่มากๆ ให้ตายเถอะ แต่เท่าที่เห็นคนส่วน ใหญ่จะเลือก ไปขึ้น ลิฟท์แก้ว ไป่หลง ซึ่งเป็นลิฟท์แก้วที่ ยาวที่สุดในโลก คนจะเยอะแถวยาวมาก
เราเลยเลือกไปอีกเส้นทางครับ คือ นั่งรถไปลงตรง เคเบิ้ล คาร์ ก่อนเพื่อขึ้นไปบนเขาภูเขาเทียนจื่อซาน แล้วค่อยวนกลับมา ลิฟท์ แก้วว

“รถฟรีด้านใน “

“วิว พรีเมี่ยมอีกละ”

ระหว่างนั่งบัสไป วิวระหว่างทางคือสวยมาก แล้วก็จะมาถึงทางขึ้น cable car

“ระหว่างทางก็มีของขายเพียบ”
เมื่อมาถึง ก็ต้องจ่ายค่าขึ้น เคเบิ้ลคาร์อีก 72 หยวนครับนั่งยาวๆไปสักพักก็ถึง ระหว่างทาง วิวสวยมาก ถ่ายรูปกันสนุกเลย แต่แอบเสียวๆอยู่



“เดินขึ้นไป ไม่ได้กลัวเหนื่อยนะแต่กลัวไม่ไหววววว”


“โอ้ยยย วิวพันล้าน แต่โคตรเสียว “

“ถึงแล้วอย่างปลอดภัย”

ระหว่างมาถึงข้างบนมันจะมีจุดถ่ายรูปเยอะมาก ไปตามแผนที่ไป คือเราก็เดินมาตามทางเรื่อยๆ จนเราเดินทาง มาถึง แมคโดนัลบนเขาซึ่งต้องบอกว่าของกินบนนี้จะราคาแพงกว่าด้านล่างนะครับ เพราะฉะนั้นดูดีๆ อย่างแมคนี่ 45 หยวน ชุดนึง ใครอยากประหยัดก็เอาปิ่นโตมา 555

“แบกโดรนมาเก็บภาพด้วยเอาให้คุ้ม”


“นี่ไง แมคบนเขา ตกแต่งน่ารักดี “

“ส่วนตัวชอบอันนี้ เวลาสั่งเสร็จจะมีจับเวลาเป็นนาฬิกาทราย อยากขอซื้อกลับบ้านมากแต่พูดไม่เป็น”


“มีกิมมิค ทุกพื้นที่จริงๆ”

“นี่คือ ซาลาแมนเดอร์ ประเด็นคือเค้าเสียบไม้ขายเหมือนไก่ทอด”

“และเพื่อนเราก็ทดลองกินซาลาแมนเดอร์ครับ ส่วนผมขอบายจ้า “


แล้วเราเดินมาตามทางเรื่อยๆ เอาแล้วไง ฝนตกแม่เจ้าหมอกลง ทั้งเปียกทั้งมองไม่เห็น 5555 แต่ก็ได้ฟิลไปอีกแบบนะ





“ฝนตกหมอกลงหนามาก”
หลังจากนั้นก็มาเห็น หุบเขา อวตาร จริงๆ ต้องบอกว่าสวยมากๆๆๆๆๆๆ จริงๆๆๆ แม่ยิ่งใหญ่ชิหาย คือครั้งนึงควรมาเห็นอ่ะ


” ของจริงสวยกว่า100 เท่า”





“ตรงนี้เป็นสะพานหนึ่งในใต้หล้า”

“ทะลุถึงก้นเหว”

“คุ้นๆ นะไอ้ตัวนี้”

หลังจากนั้น ตามสูตรครับหลงทาง แต่สุดท้ายก็เดินมั่วๆ จนเจอทางออกมาขึ้นรถบัส ไปตรงลิฟท์แก้ว


   ต้องบอกเลยว่า ผมใส่นาฬิกาที่มันนับก้าวคือวันนี้วันเดียว เดิน 20,000 ก้าว!!!! เอาตรงๆ ผอมชัว 5555
หลังจากนั้น มาต่อแถวลง ลิฟท์แก้วที่เค้า บอกว่าสูงที่สุดในโลก สูง 300 กว่าเมตร ตอนแรกว่าจะไม่ลงละ แต่ไหนๆมาถึงและเอาซะหน่อยอ่ะ ซื้อตั๋วก่อนนะครับ ค่อยไปต่อแถว ราคาคนละ 72 หยวนครับ ต่อคิวแถวยาวมากหลายคน
อาจจะเคยได้ยินเรื่องแซงคิวของคนจีน เอาจริงๆนะ ถ้ามองแบบเป็นกลาง จะพบว่า คนจีนส่วนใหญ่ 90 % เค้าก็ต่อคิวปรกตินะ ไม่ได้แบบจะแซงคิวอะไร พวก 10% นี่แหละที่แซงจริงๆครับ และแซงแบบหน้าด้านๆด้วย คือน่าเกลียดแบบไม่แคร์โลกเลย
ด้วยความที่มันเด่นมากนี่แหละ บางครั้งเลยมีคนพูดกันว่าคนจีนชอบแซงคิว ที่อื่นผมไม่รู้ว่าเป็นไง แต่ที่ตัวเองเห็นคือเป็นคนส่วนน้อย ที่ทำน่าเกลียดแบบโดดเด่นครับ 5555

“ตั๋วลิฟท์หน้าตาแบบนี้”

ผมนี่ใครแซงกูดึงเลย ไม่ให้แซง หน้าเสียกันเลยทีเดียว จริงๆถ้าเราไม่ให้เค้าก็ไม่กล้าครับเท่าที่เจอ
อ่ะหลังจาก มาถึง ลิฟท์ ครับต้องบอกเลยครับ คุณต้องได้ติดกระจก เท่านั้น!! ย้ำ ติดกระจกเท่านั้น เพราะถ้าไม่ติดคือ
เสียตังฟรี ครับบอกเลย ไม่เห็นอะไร ให้ตายเถอะ

“นี่แหละที่บอกว่าสูงที่สุดในโลก”

ลงมาเสร็จ ก็จะมาถึงด้านล่างครับวิธีกลับจากตรงนี้คือ ต่อแถวจะมีรสบัสรับส่งไปลงหน้าทางเข้าอุทยานที่เดิม ซึ่งต่อคิวอีก ช่วงชีวิตนึงครับ




หลังจากนั้นก่อนกลับเราแวะร้านอาหารก่อน ต้องบอกว่าคุยกับคนสั่งอีก 30 นาที เพราะคุยไม่รู้เรื่อง แต่อาหารอร่อยดี แต่เริ่มเลี่ยนละ 555 หลังจากจากนั้นก็มาขึ้นรถที่เดิมที่เค้าส่งเราลงครับ เปิดถามเลย “จางเจียเจี่ย” ถ้าใช่ก็ขึ้นโลดกลับโรงแรม

“เค้ามีให้เล่นด้วย แต่ไม่ได้เล่นนะ”

“อาหาร หูหนาน นี่หลากหลายจริงๆ “


“ครึ่งชั่วโมงในการสั่ง กระทะนี้ 5555”


” ระหว่างทางกลับ คิดว่าจีนสร้างอีกหลายอย่าง และแต่ละอันที่เค้าสร้างคือ เว่อๆทุกอันคิดว่าคง มีไรใหม่ๆให้ไปอีกเยอะ” เมื่อมาถึงโรงแรม คุยกับ rocky พรุ่งนี้เราจะขึ้นเขา“ เทียนเหมินซาน” กันโดย เคเบิ้ลคาร์ที่ยาวที่สุดในโลก

และทางขึ้นอยู่ติดหน้าโรงแรมเราเลย นัดกันครับ เราฝาก rocky ซื้อตั๋ว เคเบิ้ลคาร์เพราะเค้าบอกซื้อได้ถูกกว่าหน้าทางขึ้น ราคาคนละ 250 หยวน นัดกัน 07.30  นอนจ้าาา
เจอกันวันที่ 3

DAY 3: วีอาร์ ผู้ประสบภัย !!

มาเจอกัน ตอนเช้า rocky มาส่งเราเหมือนเดิมครับ จริงๆ เดินไปได้เลย แต่ตอนนี้ฝนตกเราเลยมาถึงประมาณ 8 โมง โอ้ววมายก๊อตอีกครั้ง แถวยาวถึงโลกหน้า และแน่นอน ครับ 2 ชม !!! เราถึงได้ขึ้น กระเช้า ที่ยาวที่สุดในโลก ครับ
อย่างที่บอกครับ นี่คือช่วง ปิดเทอมของจีนครับ ใครมาก็เจอแบบนี้

พอขึ้นไปครับ ฝนตกอีก หมอกลง สรุปคือ ไม่เห็นอะไรเลย นั่งยาวๆไป 45 นาที แต่ถึงจะไม่เห็นก็ต้องบอกว่า เจ๋งมาก
เพราะเกิดมาเพิ่งเคยเห็น cable car สร้างตัดกลางเมือง และยิงยาวขึ้นภูเขาเสียดายมองลงมาเห็นแต่หมอก

“ไม่เห็นอะไรเลย 45 นาที TT “

สรุปเดินทางมาถึง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พายุเข้าครับบ จริงๆวันนี้มา เทียนเหมินซาน ตั้งใจมาดู ทางเดินแก้ว ที่สร้างริมหน้าผา คือมองทะลุได้ เพราะพื้นเป็นกระจกมาดูประตูสวรรค์ แต่ตอนนี้คือ สาดดดดด น้ำท่วม พายุ เข้า ตัดสินใจ พักอยู่ในสถานีก่อน กินขนมนอน แบบผู้ประสบภัย กะว่าเดี๋ยวก็หยุดตก

“สวัสดีเราติดเขา”

ปรากฎไม่หยุดครับ 2-3 ชม ผ่านไป เราเลยตัดสินใจลุยฝนครับบบ มาแล้วมันต้องได้เที่ยวสิวะ สรุปออกไปตอนที่เค้า ตัดสินใจปิดพอดี เนื่องจากทางกลับปกติ มีน้ำป่าท่วมทะลัก เอาง่ายๆ คือต้องกลับ cable car แบบเดิม โอ้วววมายก๊อต
เราพยายามจะลักลอบ ไปตูประตูสวรรค์ ก็ไม่ได้ครับ โดนเจ้าหน้าที่สกัดหมด เพราะหมอกลงหนามาก สรุปต่อแถวกลับอีก ชั่วโมงกว่า ขึ้นเคเบิ้ล คาร์ กลับจ้าา

“หนักขนาดนี้ คงจะไม่ไหว เดินไปไม่ได้ ที่บอกไว้ในแผนการ”

“ปิดทุกอย่าง “

” เอาภาพแนวนี้ไปดูละกัน “






“แผนที่เตรียมไปอย่างดี”

วันนี้คือวันที่ ไม่เห็นอะไรเลย แต่กลับรู้สึกสนุกดี 5555 เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจนะ ที่ชีวิตมาเจออะไรแบบนี้บ้าง
จบวันที่ 3 แบบเหนื่อยใจแทบขาดนอนหลับ แล้วก็ rocky ก็อาสาไปซื้อตั๋วรถไป เมืองโบราณเฟิ่งหวงให้เรา
เจอกันวันที่ 4

DAY 4 : เมืองโบราณเฟิ่งหวง โคตรฮิป ชิวโคตร

เราไปรอบเช้าเลย รอบ 8.00 rocky มาส่งเราต้องบอกว่า ประทับใจที่พักมาก เพราะเจ้าของเทคแคร์ดูแลทุกอย่าง
ขับมาส่ง ซื้อตั๋ว แนะนำที่เที่ยวหมด ใครมาก็อย่าลืมที่นี่ แนะนำมากๆๆๆ ที่พักกลางๆ ไม่ได้หรูหรือดีมาก แต่ไม่ได้ลำบากอะไร สะอาด สะดวก แต่ใครอยู่ชั้นสูงๆไม่มี ลิฟท์นะเธอ

ก่อนขึ้นรถ พวกเราดันลืม โดรน ไว้ที่โรงแรมอีก นั่งกลับไปเอาเกือบไม่ทันดีอยู่ใกล้ๆเลย การเดินทางไป “ เฟิ่งหวง “ ก็ใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 ชม.ครับ ขึ้นรถมาค่ารถก็ 80 หยวน

เมื่อมาถึงก็จะมาลงท่ารถ เราก็เอาเบอร์ เจ้าของโรงแรมให้ taxi ครับ เพราะเค้าส่ง email มาบอก taxi ก็มาส่งเราตรงซอยเล็กครับ ตอนแรกอ่าน รีวิว มาว่า จริงๆ เฟิ่งหวง มีค่าเข้าด้วย แต่ตอนผมมาก็ไม่เห็นมีเก็บค่าเข้าอะไรนะ เข้าได้ปกติ

รถมาส่งเราตรงนี้ เรามาพักกันที่โรงแรม “ Fenghuang Ancient City Jiaxing inn “เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่โอเคเลยนะ


ห้องก็โอเค แต่ห้องน้ำเป็น สายย่อ จ้าาา แต่โรงแรม ก็คิดไว้แล้ว เลยมีอุปกรณ์เสริม มาให้ โอ้วววว สบายแล้วอย่างน้อยมีเจ้านี่


“อุปกรณ์เสริมช่วยชีวิต”

ส่วนที่พักก็ทำเลดีครับ คืนละ 179 หยวนครับ เราไม่ได้เลือกติดริมน้ำ เพราะราคาน่าจะสูงขึ้นอีก แต่ถ้าใครชอบเปิดหน้าต่างมาวิวสวยๆ ก็ลองเลือกดู แต่ตรงนี้คือเดินออกมาหน่อยเดียวก็จะเจอริมน้ำเลย ต้องบอก ครั้งแรกที่เห็นคือ ที่นี่สวยมากกกกกกกกกกกกก มากจริงๆ ชิวมาก เมืองน่ารักมาก ได้บรรยากาศ จีนสมัยก่อนน แบบเวลาดูหนังจีนกำลังภายในตอนเด็ก มีร้านกาแฟ คาเฟ่น่ารักๆ เพียบ และดูเหมือนนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่






โอ้ยยย หลงรักจริงๆ แล้วมาที่นี่ครับ เราก้ต้องลองนั่งเรือชมเมือง ก็เดินถามไปมั่วๆเลย ก็คนพามาส่งที่ท่าเรือ จัดไปคนละ 30 หยวน

“เรือมาแบบโบราณเลยได้ฟิลมาก “






แต่อ้าว แม่พายมาอีกฝั่งของเมือง ฝั่งนี้เหมือน เมืองกำลังสร้างเพิ่ม อารมณ์เหมือน เฟด2 อะไรประมาณนั้นแต่ก็ชิวดีไม่มีอะไร ระหว่างนั่งไปก็จะตากล้องมาถ่ายภาพเรา และขายรูปเราตอนขึ้นตาม step และแน่นอนครับบ ไม่ซื้อสิครับ 5555

“เอาเรือสวนกระแสน้ำตรงนี้น่าจะเป็น ฝาย”

หลังจากนั้น ก็เดินเล่นหาอะไรกิน ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า ความสามารถในการ กินอาหารจีน หูหนาน ของเราได้หมดลงไปแล้วครับ เพราะมันเลี่ยนมาก จริงๆ อาหารเค้าจะมันๆ พริกเผาน้ำมัน เยิ้มมาก

“เยิ้มสุดใจ”



และอาหารที่เมืองนี้ จะราคา แอบแพงนิดนึง อาจจะเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว บางมื้อนี่กิน 200 หยวนเลย

“เคยไปกิน sea food แล้วเค้าจับปลาเป็นๆใส่ในตู้หน้าร้านมั้ย ที่นี่แบบนั้นเลยแค่ไม่ใช่ปลา”





“ที่นั่นจะมีชุดเผ่าม้งให้เช่า ถ่ายรูปด้วย”




“อีก 1 ไฮไลท์ของที่นี่คือ ต้องมาเดินข้ามตรงนี้ เป็นหินเล็กๆ แล้วคนเดินข้ามสวนกัน “

และพอเริ่มมืดครับ ที่นี่ คึกคักมาก มากกว่าตอนกลางวันมาก ทั้งเมืองจะเปิดไฟสวยมากกกและมี ผับเยอะมากก ร้านชิวโคตรเยอะมากๆ






“ดึกแล้วแสงสี ในเมืองจัดเต็มมาก”

และข้อดีคือ ที่นี่จะมี ร้านอาหาร ฝรั่งให้เราเห็นบ้างเราเลย กินอาหารอย่างอื่นนอกจีนกันบ้าง บอกเลยมานี่ คุณควรพกของกินมาด้วย ไม่งั้นเบื่ออาหารแน่นอน เพราะอาหาร จีนที่นี่ไม่เหมือนอาหาร จีนที่กินแถวบ้านเรานะ

“ร้านนี้มี อาหารฝรั่งช่วยชีวิตเราไว้และอร่อยด้วย แต่ราคาก็แพงอยู่”


“ทางลงห้องน้ำ”

“วิวพรีเมี่ยมจาก ร้านอาหารเลย”



” โอ้ยย ได้กินอย่างอื่นน้ำตาจะไหล ”

จบวันนี้ด้วยการนั่งชิวๆ แล้วก็กลับโรงแรมนอนครับ เจอกันวันที่ 5

DAY 5 : ตื่นสาย นั่งชิวกาแฟ ชิวเบียร์ 



“แมวจีน น่าร้าก”



“โอ้ยสวย”

“ไม่รู้คือกุ้งอะไร แต่คนที่นี่นิยมมาก”

“ที่นี่ดึกๆเค้าจะมีลอยกระทงกันด้วย”

วันที่ 5 จบแค่นี้เลย 555 ปล่อยไหลมากๆ แล้วก่อนนอน ก็มาคุยกับเจ้าของโรงแรม เรื่องรถที่เรา จะกลับ ฉางซา ซึ่งเค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้นะ แต่เค้าจะ app แปลภาษาเราก็มั่วกันไป  มั่วกันมา สรุปเค้ามีให้เลือก 2 แบบคือ รถบัส ต่อเดียว 6 ชม คนละ 140 หยวน มีรถมารับ (เค้าหาให้ ) ไปเมือง Kuaihua คนละ 60 หยวน และต่อรถไฟ เร็วคนละ 152 หยวน ใช้เวลารวม 2.30 ชม   ไปถึงฉางซา สรุป 212 หยวน 3 ชมครึ่งถึง

เราเลือก 2 ครับ เพราะอยากมีเวลาเที่ยวที่ฉางซา เยอะขึ้นแล้วก็อยากลองนั่งรถไฟเร็วดู หลังจากนั้นแยกย้ายเข้านอน
เจอกันวันที่ 6

DAY 6 : อยู่ไกลจนสุดฉางซา ไม่อาจเห็นว่าเราใกล้กัน 

ตื่นมาวันนี้ ครับ ซัดมาม่าคัพตอนเช้าเสร็จ เจ้าของโรงแรมก็โทรตามรถมาให้เราครับ รถก็ขับเราไปส่งอีกเมืองนึงประมาณ 1 ชม

หลังจากนนั้นก็มาซื้อ ตั๋วรถไฟเร็ว ไปลง ฉางซา คนขับก็พามาส่งถึงซื้อตั๋วกลัวเรา ซื้อผิดมั้ง แบบเดิมเลยครับ มีแต่ภาษาจีน ใช้วิธีบอกเอาครับ


“เหมือนเดิม จีนล้วน ”

พอได้รอบรถไฟ เราก็ไปนั่งรอ ตรงนั้นจะมี kfc mac เอาเป็นว่ารอชิวๆไปได้เลย


พอขึ้นรถไฟมา ก็จะระบุที่นั่งชัดเจน ต้องบอกว่า รถไฟ ที่จีนดีมากครับ สะอาด ทันสมัย นั่งสบาย หลับยาวๆ กันไปจนถึง ฉางซาเลยทีเดียว

“มีปลั๊กให้ใช้ด้วย คือรถไฟเค้าดีมากๆ”

“วิวระหว่างทาง”

หลังจากนั้น เราก็จะนั่งมาถึง ท่ารถที่ฉางซา เหมือนเดิม เราก็เลยตัวสินใจ ต่อรถด้วย taxi ไปที่พักครับ นั่งมาถึง โรงแรม ราคาเพียง 51 หยวน หาร 4 ถือว่าถูกมากนะ


” taxi ที่มีรั้วกั้นก็ดูปลอดภัยมากขึ้นนะ”

สวัสดีความเจริญ ฉางซา ต่างจาก 2 ที่แรกมากครับ เพราะเจริญมาก สาวๆน่าตาดี อุ่ยเผลอพิมพ์ อาหารหลากหลาย
และเราก็เดินหาโรงแรม





“เป็นอารมณ์ แบบน้ำแข็งใสมะม่วงสุกแบบที่ไทยเราอร่อยดี คนต่อคิวยาวมาก “



วันนี้เราพักที่ “Jinjiang Inn Changsha Wuxi Square “ ตกคืนละ  240 หยวน จะบอกว่า โรงแรมดีมาก ห้องสะอาด สบาย มีคอห่าน ( อันนี้สำคัญ ) และอยู่ติดถนน คนเดิน ซึ้งมีของกินเยอะมาก และ อย่างที่เห็นครับ ฉางซาจะเจริญกว่า 2 ที่ที่เราไปมา อารมณ์ เหมือนอยู่เกาหลีใต้ญี่ปุ่นเลย

“ซูชิตรงถนนคนเดิน ฝืดมากครับ ไม่แนะนำ อยากลองไม่ว่ากัน”


“ส่วนสองอันนี้ อร่อยแนะนำ เจ้าของน่ารักใจดีด้วย “

“ถ่ายให้เพื่อนสักรูป”

หลังจากนั้น จากที่พักเราสามารถเดินทางข้ามสะพานไปที่ “ เกาะส้ม “ ได้เลยซึ่งเกาะส้ม หรือ  Juzi Island
จะอยู่ตรงกลางแม่น้ำใจกลางเมืองฉางซากันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าที่นี่คือ  landmark ของที่นี่เลย มันจะมีทางเดินสำหรับคนอยู่ด้านข้าง แต่ต้องระวังรถกันนิดนึง  เพราะมอเตอร์ไซค์ก็ขึ้นมาวิ่งด้วย และบีบแตรตลอด


“และเราเดินมาตอนตะวันตกดินพอดี แสงสวยมากๆๆๆๆ “


   หลังจากนั้นลงมาด้านล่าง เป้าหมายเราคือจะเดินไปดูรูปปั้นหัว ท่านประธานเหมา ตอนหนุ่มซึ่งจริงๆมัน มีรถราง ให้นั่งนะ
ประมาณ 20 หยวน เข้าออกแต่เราสายเดินครับ เดินเอานี่แหละ ปรากฎว่าโคตรไกล เพราะเกาะนี้ยาว 6 กิโลได้ คือเดินจนหอบเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ใครไม่แน่จริง ขึ้นรถไปเถอะครับท่าน


“เกาะส้มคือ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่ร่มรื่นและสวยมาก อิจฉาบ้านเค้าเลย”

รูปปั้นท่านประธานเหมา ตรงนี้ก็ถือเป็น landmark อีกที่ของฉางซา มาถึงก็เหนื่อยละ ถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินกลับจ้า เพราะคิวรถออก ยาวมากกกก เอาวะ เดินก็เดินอีก

จนสุดท้ายเราก็เดินมาถึงทางลง และรอบนี้ เราก็จะลองนั่ง รถไฟใต้ดินของจีนบ้าง ต้องบอกว่า รถไฟใต้ดิน ที่นี่คือใหม่มากก สะอาด ทันสมัยมากก เห้ยยย คือดีเลยอ่ะ ระบบขนส่งบ้านเค้า เจริญจริง


“เวลามาก็ซื้อเครื่องได้ คล้ายๆ บ้านเรา”


“ชอบตู้น้ำที่นี่มาก เป็นระบบจดสัมผัส ทันสมัยมากก”

หลังจากขึ้นมาแล้ว เราก็ไปเดินเล่นตอนกลางคืน มีย่านของกินเพียบ แม่พริกเผาทุกร้าน !!!! สรุปเราเอา ปลาหมึก เสียบไม้ แต่บอกเค้าไม่ใส่อะไรเลย เพราะเราไม่สามารถ เอา พริกเผา เข้าร่างกายได้อีกต่อไป


“เจอร้านอาหารจีนรสชาติแบบคุ้นเคยแล้วว ดีใจและอร่อยด้วย “

“เฮ้ยยยย คือดีอ่ะแกร”

“ร้านนี้ครับคืออร่อยเลย ต้องมาโดน “

จบวันนี้เราก็นอนครับพรุ่งนี้เดินทางกลับบ้านเรา

DAY 7 : อาหารไทยจ๋า พี่มาแล้ววว

ขากลับ จะมี air asia รอบ 12.55 ขากลับมีวันละ 1 รอบเช่นกัน ตอนกลับก็ taxi ครับ ถึงสนามบิน 103 หยวน
จริงหาร 4 แล้วก็ ถูกนะเพราะถึงรถบัส ก็เกือบ 30 หยวน ถ้ามีจำนวนคน 4 คนผมว่านั่ง taxi คุ้มกว่า


ถึงเราก็บินกลับไทยโดย สวัสดิภาพ กินส้มตำ ขอบคุณ air asia ที่สนับสนุน เรื่องการบินมาทริปนี้นะครับ ส่วนที่เหลือเราออกเอง ล้วนจ้า

   สรุปว่า จีน เป็นที่ที่ควรมาเที่ยวโดยส่วนตัวรู้สึกเลยว่า ยังมีอีกหลาย รูท ที่ต้องไปลอง ใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติม
หรือชอบเรื่องท่องเที่ยวมาพูดคุยกันได้ในนี้ นะครับ www.facebook.com/gowentgotravel

ส่วนใครอยากเห็น รีวิว วีดีโอเราจะลงใน youtube นะครับ
ฝากเข้าไป subsribe www.youtube.com/channel/UCyY4julxsHMubJaDuZBw9mg ด้วยนะครับ

วิธีการเดินทางเพิ่มเติมนอกเหนือจากในทริป

จากฉางซา สู่เฟ้ยหวง
โบก Taxi ไป จาก Airport – West Bus Station
– ถ้าอ้ายมาหนึ่ง ถึง สองคน
ควรนั่ง Shuttle Bus ไปครับ เพราะ Shuttle Bus เข้าไปที่ Chansha Westhern Bus Station
มีราคาเพียงคนละ 29.5 หยวนเท่านั้นครับผม ไปกันสองคนราคาประมาณ 60 หยวน ชิวๆ
ใช้เวลาราว 1 ชม. ก็ถึงครับ แต่อาจจะเสียเวลารอรถนิดหน่อย จนกว่าที่ Bus จะเต็ม
(รถออกทุก 30 นาที)
– ถ้าอ้ายมากันสามคนขึ้นไป
นั่ง Taxi ไปเลยครับ แค่คันละ 100 หยวน นั่งกันได้ 3 – 4 คน ( จีนห้ามนั่ง Taxi เกิน 4 คน)
*สมมุติว่าไปกัน 4 คน ตกแค่คนละ 25 หยวน ถูกกว่านั่ง Shuttle Bus แถมทำเวลาดีกว่าไม่น้อย

 จากเฟ้ยหวง สู่จางเจียเจี้ย
การเดินทางจาก  เฟ้ยหวงไปยัง จางเจียเจี๊ย ใช้เวลาราว 4.5 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายคนละ 80 หยวน (ราคาจ่ายจริงหน้างาน) โดยมี 5 รอบให้เลือก

จาก จางเจียเจี้ย สู่อู่หลินหยวน
สามารถไป Bus no.2 ไปอย่างง่ายดายได้ ด้วยราคาคนละ 12 หยวน (ราคาจริงหน้างาน)
แต่ตารางเวลารถออกไม่มีเป็นที่แน่นอน เพราะต้องรอกันที่ท่ารถข้างทางนะครับ หรือ
จะเดินกลับเข้าไปใน Bus Station อีกรอบก็ได้ ยังไงก็ลองดูครับ No.2 ถึงอู่หลินหยวนแน่นอน

จาก อู่หลินหยวน สู่ฉางซา แล้วปิ๊กบ้านกัน
เส้นทางนี้ไม่มีตารางมาบอก เพราะต้องไปจองหน้างานเท่านั้น และก็มีรอบเดียวทั้งวัน
คือรอบ 08:00 น. ราคาตั๋วคนละ 100 หยวน เวลาในการเดินทางราว ๆ 6 ชั่วโมงครับท่าน
หลับไปตลอดทางกันได้เลยครับ

ปล.ถ้าจะกลับไปที่สนามบินก็เหมือนเดิมครับ มีทางให้เลือก 2 ทาง คือ Taxi กับ Shuttle Bus

สรุป 20 ข้อสรุปที่ควรรู้ ก่อนไปรูท ฉางซา- จางเจียเจี่ย – เฟิ่งหวง
1) ห้องน้ำไม่ได้แย่อยากที่คิด บางที่ไม่ต่างจากปั้มบ้านเราเท่าไหร่
2) คนจีนดีๆมีน้ำใจ มีเยอะครับ ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวไม่หวังทิป
3) คนจีนส่วนใหญ่ชอบคนไทย
4) อาหารแปลกๆเยอะมาก จะสั่งอะไรต้องดูดีๆไม่งั้นท่านโดนแน่
5) พูดถึงเรื่องอาหาร อาหารที่นั่นมันมากกกกก และไม่ถูกปากเลย กินได้แค่ 2 – 3 มื้อ
6) คนจีนพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ เวลาจะไปไหนมาไหนควร Print ชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนไว้ด้วย
7) แต่ก็มีบางส่วนเริ่มพูดอังกฤษได้ แต่ถ้าพูดไม่ได้ ก็คุยได้เพราะเค้าจะพยายามสื่อสาร
8) เรื่องพวกชอบแซงคิวเป็นส่วนน้อย แต่พี่แกด้านมาก ๆจริง
9) แนะนำ เลี่ยงไปช่วงปิดเทอม เพราะคนแย่งกันกิน กันเที่ยว  รอคิวนานมากกกกก
10) ถ้าคุณไปกันหลายคน หารค่า Taxi คุ้มกว่า ถ้าเดินทางในเมือง
11) จางเจียเจี่ย พกของไปให้น้อย เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเดินเยอะ
เสื้อกันฝน ควรเตรียมไป เพราะข้างบนขายแพงมาก แต่เมื่อได้เห็นวิว คุ้มค่ามากก
ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมา !
12) เฟิ่งหวง จริงๆไม่ค่อยมีอะไร แต่อยากอยู่นานๆ เพราะชิวมาก
เมืองสวย ร้านคาเฟ่ ร้านเหล้าเยอะมาก
13) ฉางซาไป ดูรูปประธานเหมา ไม่แน่จริงให้จ่ายค่ารถ อย่าเดิน! เพราะท้อแน่ๆ
14) จีนใช้เงินสกุลหยวน ราคาของกินเท่าๆ กับบ้านเรา ไม่แตกต่างกันมาก
15) ค่าเงินโดยสากลแล้ว 1 หยวน = 4.94 หรือประมาณ 5 บาท
16) ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่แพงมาก ทั้งคนในประเทศและนักท่องเที่ยวเรทเดียวกันหมด
17) จีน Block ทุกอย่างที่เกี่ยวกับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น google, facebook,
twitter, instragram ยกเว้น line
18) การ “ ขาก ”  เป็นเรื่องปกติเหมือนคนจาม ไม่ว่าจะเพศไหน วัยไหน
19) เวลาประเทศจีนเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง
20) จีน คือ ต้องไปอีกหลายรอบ เพราะมีเมืองน่าไปอีกเยอะครับ

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมประวัติแต่ละสถานที่

ประวัติมณฑลหูหนาน
มีอายุกว่า 8,000 ปีมาแล้วครับ นานจนไม่รู้ว่าชาติที่แล้วอยู่ไหน แถมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสู (State of Shu) เลยทำให้เศรษฐกิจและวัฒนธรรมดีขึ้น ไม่พอยังเป็นบ้านเกิดของ เหมา เจ๋อตุง อีกด้วยนะ

ประวัตินครฉางซา (Changsha)
เป็นเมืองหลวงของ มณฑลหูหนาน  มีคำกล่าวว่า
“หากมาจางเจี่ยเจี้ย แล้วไม่ได้มาเมืองฉางซา ก็เหมือนมาไม่ถึงหูหนาน” เขาว่ากันว่า
มีมาตั้งแต่ สมัยสามก๊ก เคยเป็นเมืองที่ กวนอู ยิ่งใหญ่มากด้วยนะ ที่นี่เคยเสียหายไปช่วงสงคราม แต่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็พัฒนามาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีประชากร6ล้านกว่าคน

ประวัติ จาง เจี่ย เจี้ย
เมื่อก่อนชื่อ ต้ายง  มีคนอยู่ทั้งสองฟากของ แม่น้ำหลีฉุย ( แม่น้ำหลักในจางเจี่ยเจี้ย ) เชื่อว่ามีอายุกว่าแสนปีแล้ว!
( โอ้โห นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย … ) ชื่อ จางเจียเจี้ย มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆในเขตเดียวกัน มีความหมายว่า จาง เป็นนามสกุลในประเทศจีน / เจีย แปลว่า “ครอบครัว” / เจี้ย แปลว่า “บ้านเกิด”

ประวัติอู่หลิงหยวน
อู่หลิงหยวน เป็นชื่อเรียกเขตอนุรักษ์ธรรมชาติของจีน ที่นี่ถูกพบเมื่อปลายศตวรรษที่แล้ว และเป็นดินแดนของป่ายุคดึกดำบรรพ์ เพราะมีไม้โบราณเยอะมาก ถ้าเป็นบ้านเราคงมีผ้าสามสี หรือ คนมาขูดขอหวยไปแล้ว พูดไปที่นี่เป็นมรดกโลกด้วยนะเทอว์

ประวัติเขาเทียนจื่อซาน
คนไทยเรียกว่า เขาจักรพรรดิ  สูงประมาณ 1,250 เมตร จุดเด่นคือ เทียนเสี้ยตี้อี้เฉียว ( เป็นสะพานใต้ฟ้าอันดับ 1) และ เป็นที่ถ่ายทำอวตาร (AVATAR)  ด้วยนะ

ประวัติเขาเทียนเหมินซาน
จะเรียกว่า  “ประตูสวรรค์” (The Heaven’s Gate of Tianmen Shan) ก็ได้ เพราะ มองจากด้านล่างมันคล้ายประตูใหญ่ ๆ ที่เปิดทางเข้าสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มีแสงอาทิตย์ที่สดใสรอดผ่าน  เลยให้ความรู้สึกว่า ประตูจากสวรรค์เปิดต้อนรับทุกคนแล้วเด้อจ้า

ประวัติเฟิ้งหวง
แปลว่า หงส์   มีประชากรมีประมาณ 3 แสนคน มีแม่น้ำถั่วเจียงไหลผ่าน บ้านโบราณเยอะมาก  มีสะพานเก่า เชื่อมสองฟากแม่น้ำ ( บ้านพี่อยู่ฝั่งขโน้น บ้านน้องอยู่ฝั่งขนี้ ) นักท่องเที่ยวก็สามารถเช่าเรือชมเมืองได้ จะมีนักร้องระดับน้อง ๆ The voice มาร้องเพลงให้ท่านฟังตลอดการเดินทาง

ประวัติเกาะส้ม Orange Isle
มีพื้นที่กว้างขวางมาก มันเลยทำให้นักท่องเที่ยวขับรถขึ้นมาชมวิวบนเกาะนี้กัน  นอกจากต้นไม้ที่เยอะมาก ยังมีแนวชายหาดให้ได้พักกายพักใจกันด้วย และ ที่นี่เคยเป็นที่ๆ เหมา เจ๋อตุง ใช้ชีวิตตอนหนุ่ม จึงมีอนุสาวรีย์รูปเหมา เจ๋อตุง อยู่จุดที่ชมวิวเกาะนี้ได้อย่างเต็มทั้งเกาะ คือ ยอดเขา Yuelu ที่นี่จึงเป็น The Must ของเมืองฉางซาเลยทีเดียวเชียวครับโผม

LEAVE A REPLY