Summer in Tokyo ญี่ปุ่นหน้าร้อนก็ดี!

0
921

เชื่อว่าทุกคนต้องมีประเทศในใจที่แบบว่าให้ไปอีกกี่ครั้งก็ได้ ไม่รู้สึกเบื่อและยิ่งชอบมากขึ้นด้วยซ้ำเวลาได้กลับไป ส่วนตัวเราชอบญี่ปุ่นมากๆ เป็นประเทศที่ผู้คนน่ารัก บริการดี ของกินอร่อย แถมมีที่เที่ยวเพียบ ทั้งแบบธรรมชาติ วัด แหล่งช้อปปิ้ง ฯลฯ อีกอย่างถ้าไปฤดูต่างกัน ที่เที่ยวเดียวกันอารมณ์ก็ต่างนะเออ รอบนี้เราเลยเลือกไปญี่ปุ่นหน้าร้อน ไม่ใช่ร้อนธรรมดาด้วยนะ ร้อนแบบร้อนที่สุดในรอบ 100ปีของญี่ปุ่นเลยทีเดียว แต่เราอยากจะบอกว่าขนาดหน้าร้อนยังเที่ยวสนุกเลย ช้อปปิ้งเพลินเหมือนเดิม อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่าญี่ปุ่นหน้าร้อนเป็นยังไง ไปตามอ่าน ตามเที่ยวพร้อมกันเลยจ้า

ฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น มี 4ฤดู

  1. ฤดูใบไม้ผลิอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 13-25 องศาเซลเซียส อากาศกำลังดี ไม่ร้อน

และไม่หนาว สามารถเดินเที่ยวชมธรรมชาติได้อย่างสบาย ชิวๆ แถมยังเป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน

  1. ฤดูร้อนอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เป็นช่วง low season เพราะฤดูร้อนที่ประเทศญี่ปุ่นมีอุณหภูมิไม่แพ้ประเทศไทยแต่ในช่วงฤดูร้อนก็ยังมีสถานที่สวยๆให้ได้ไปเที่ยวเช่นกัน แถมช่วงนี้ยังมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟด้วยนะ
  2. ฤดูใบไม้ร่วงอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ใบไม้ในประเทศญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนสีก่อนที่จะร่วง ซึ่งใบไม้จะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีแดง ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นจึงมีอีกชื่อว่าใบไม้แดง ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะอากาศกำลังเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาวจัด
  3. ฤดูหนาวอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ในช่วงเดือนธันวาคมในญี่ปุ่นมีงานเทศกาลฤดูหนาวมากมายรวมไปถึงงานเทศกาลปีใหม่แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่จะจัดงานตามวัดและศาลเจ้าต่างๆรอบเมืองและไฮไลท์เด็ดที่ไม่ควรพลาดหากไปเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคมก็คืองานไฟประดับคริสต์มาสและงานเทศกาลหิมะและน้ำแข็งแกะสลัก

 

DAY 1  Let’s Go To TOKYO

          เราเดินทางไปโตเกียวด้วยสายการบิน NokScoot เที่ยวบิน XW 102 บินตรง 6ชั่วโมงก็มาถึงสนามบิน   นาริตะกันแล้วววววว หลังจากผ่าน ตม. เอากระเป๋าเรียบร้อย ก็พร้อมเที่ยวแล้วจ้า

ที่แรกที่เราจะไปก็คือร้านอาหารนั่นเอง หิวแล้วอ่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องสิ ร้านที่เราไปประเดิมมื้อแรก      ชื่อว่า ร้านอิมาฮัน ฮอนเท็น เป็นร้านสุกี้ยากี้ จัดเนื้อกันไปเลย

ร้านอิมาฮัน ฮอนเท็น

สุกี้ๆๆๆๆ 

อร่อยมากกกก เนื้อนุ่มมาก

          หลังจากกินอิ่มแล้ว เราก็ไปวัดเซนโซจิกันต่อเลย ซึ่งร้านอาหารกับวัดอยู่ใกล้กันมากมาก เดินออกจากร้านเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ถึงแล้ว วัดเซนโซจิหรือที่คนนิยมเรียกกันว่าวัดอาซากุสะหรือวัดโคมแดง (Asakusa Kannon Temple) เป็นวัดใหญ่ในย่านอาซากุสะและเป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุดวัดหนึ่งของเมืองโตเกียว วัดนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 645 เก่าแก่มากๆเลย ตลอดทางเดินเข้าวัดจะมีร้านค้าร้านขนมอยู่เต็มไปหมดเลย เพลินมากๆ

ถึงแล้วววววว วัดเซนโซจิ

คนเยอะมากมาก

เห็นต่างชาติใส่ชุดยูกาตะแล้วน่ารักดี ฮ่าๆ

ไอติมมีขนมปังปลาด้วย สดชื่น

          หลังจากไหว้พระเสร็จ เราก็เดินเล่นชิมขนมซื้อของฝากกันสักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมกันแล้ว     โรงแรมที่เราพักคืนแรกชื่อว่าโรงแรมมอนเทอเร่ย์ กินซ่า

ห้องนอนของเราคืนนี้ น่านอนไปอีก

          หลังจากเก็บของล้างหน้าล้างตา พักผ่อนสักแปบ ก็ได้เวลามื้อเย็นกันแล้ว บอกเลยว่าเราจะจัดเต็มเพราะมื้อเย็นเราเป็นบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง เนื้อ หมู กุ้ง ไก่ หมึก เบียร์ ฯลฯ กินไม่อั้นนนนนนน ไม่อิ่มไม่แน่นท้องไม่กลับนะบอกเลย  ร้านที่เราไปจัดเต็มกันชื่อว่าร้านริคิว(Rikyu)

โอ้ยยย เนื้อ ดูสีของเนื้อออออออ

สุกแล้วๆๆๆๆๆๆ

          หลังจากกินอิ่มมาก แบบแน่นมาก เราก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนหลังจากเดินทางกันมาทั้งวัน

Day 2 First time to Kanagawa

          วันนี้เราจะไปจังหวัดคานางาวะกัน เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับโตเกียว ที่ที่เราจะไปที่แรกเป็นเกาะชื่อว่า      เกาะเอโนชิมะ เป็นเกาะที่อยู่ในเขตฟุจิซาวะ จังหวัดคานางาวะ ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของศาลเจ้าสำหรับไปขอพรเรื่องความรัก ว้าวว อยากรีบไปเดี๋ยวนี้เลย ฮ่าๆ หลังจากกินข้าวเช้าที่โรงแรมเสร็จ เราก็พร้อมเดินทางไปยังเกาะ     เอโนชิมะกันแล้ว นั่งรถกันมา 2ชั่วโมงเราก็มาถึงแล้ววววว เพราะที่นี่เป็นเกาะเลยมีร้านอาหารทะเลเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เห็นแล้วหิวเลย

ร้านอาหารเยอะมาก

ทางเดินขึ้นศาลเจ้าอีโนชิมะ 

          ศาลเจ้าอีโนชิมะ ประกอบด้วยศาลเจ้าเล็กๆ 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่รอบๆเกาะ โดยศาลหลักมีอาคารทรงแปดเหลี่ยมและเป็นที่ประดิษฐานของเทพผู้คุ้มครองอีโนชิมะ

ระหว่างทางมีร้านขายของเต็มเลย

ขึ้นมาถึงแล้ว

มุมจากข้างบน

ศาลเจ้า Hetsunomiya 

          หลังจากเดินไหว้พระ ขอพรกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลากินข้าวกลางวัน เวลาที่รอคอยยยยย มาเกาะทั้งทีก็ต้องอาหารทะเลสิ จัดซาชิมิกันเลยดีกว่า ร้านที่เราเลือกชื่อว่าร้านไคซากุ

น่ากินสุดสุด

หอยใหญ่บิ๊กบึ่ม

ของคาวแล้ว ตบด้วยของหวานสักหน่อย

          หลังจากกินอิ่มแล้ว เราก็จะไปล่องเรือที่ทะเลสาบอาชิกันนนนนนน ทะเลสาบอะชิหรือทะเลสาบฮาโกเนะเป็นทะเลสาบที่มีภูมิทัศน์สวยงาม ตั้งอยู่บริเวณเมืองฮาโกเนะ มีลักษณะเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ

ท่าเรือที่เราจะรอขึ้นเรือกัน

นี่คือเรือโจรสลัดที่เราจะขึ้นกัน ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้

ขึ้นมาแล้วววว

ถ่ายรูปสักหน่อยยย วิวข้างหลังสวยมาก

สวยแบบสุดๆ

สวยไปหมดดดดดด

ที่นั่งบนเรือ

          หลังจากล่องเรือกันไปประมาณ 30นาทีเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางกันแล้ว เราจะมานั่งกระเช้าเพื่อขึ้นไปชมหุบเขาโอวาคุดานิหรือหุบเขานรกกัน หุบเขาโอวาคุดานิเกิดขึ้นมาจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อประมาณ 3000 ปีที่แล้ว โดยที่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งภูเขาไฟที่ยังไม่ดับนั่นเอง จึงทำให้มีบ่อน้ำร้อนและธาตุกำมะถันหลงเหลืออยู่

ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้ากัน

มาแล้วๆๆๆๆ

ระหว่างทางขึ้นไปหุบเขา

ขึ้นมาถึงแล้ว

ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ

ลองซูมใกล้ๆ

ขอถ่ายกับควันสักรูป

มาถึงทั้งทีอย่าลืมกินไข่ดำกันนะ

          ไข่ดำมาจากน้ำพุร้อนธรรมชาติล้วนๆเลยนะ โดยด้านนอกของเปลือกไข่จะเป็นสีดำเนื่องจากถูกแร่กำมะถัน มีความเชื่อว่าเมื่อทานไข่ดำ 1 ลูก จะมีอายุยืนขึ้น 7 ปี ยิ่งกินยิ่งดีนั่นเอง หลังจากนั้นก็ได้เวลาไปเช็คอินที่โรงแรมกันแล้ว โรงแรมคืนนี้บอกเลยว่าน่ารักมาก สวยมาก เพราะโรงแรมนี้เขาจะให้ชุดยูกาตะเรามาใส่ด้วยเวลาลงมากินข้าวหรือเดินอยู่ในโรงแรม แถมโรงแรมมีความญี่ปุ่นจ๋ามาก ญี่ปุ่นที่แท้จริง ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ชอบมาก ชอบที่นี่มากมาก โรงแรมชื่อว่า ฮาโกเนะ เทนไซเอ็น

ทางเข้าโรงแรม

ห้องนอนของเราในคืนนี้

น่ารักมาก ทุกคนใส่ชุดยูกาตะหมดเลย

          หลังจากเช็คอินเข้าห้องเรียบร้อย เราก็รอเวลามื้อเย็น คืนนี้เราจะกินกันในโรงแรมเลยเป็นบุฟเฟ่ต์เหมือนเดิม   หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว ก็แยกย้ายกลับห้องเพื่อชาร์จพลังสำหรับพรุ่งนี้

Day 3 Shizuoka again

          วันนี้เราจะไปชิซูโอกะกัน หลังจากกินข้าวเช้าที่โรงแรมเสร็จ เราก็มุ่งตรงไปที่สะพานแขวนมิชิมะ สะพานแขวนแห่งใหม่ที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นกัน สะพานแขวนนี้สร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกับจุดชมทิวทัศน์อันสวยงามที่เป็นที่รู้จักของคนในท้องถิ่นมากขึ้นและต้องการให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ได้แวะมาสัมผัสกับความมีชีวิตชีวาของท้องถิ่นไปพร้อมกัน

ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปข้างในกัน

ถึงแล้ว Mishima Skywalk

สูงก็สูง ลมก็แรง เสียวจังเลยยยย

วิวสวยมากกกกกกกก

กลัวนะ แต่อยากถ่ายรูปสักหน่อย

ที่นี่มีกิจกรรมอีกเยอะมาก ทั้งโหนสลิง ทั้งปีนๆไต่ๆ

มีของขายเยอะด้วย

น่ากินจังเลย

          หลังจากเดินเล่นกันสักพัก เราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ศาลเจ้าคุโนซังโทโชกูกัน การจะไปศาลเจ้านี้ได้ต้องนั่งกระเช้าข้ามไป ศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุกว่า400ปีและภายในวัดได้รับเลือกให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญด้วย

ทางไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 

ระหว่างที่อยู่บนกระเช้าจะมีพนักงานเล่าประวัติความเป็นมา แต่ฟังไม่ออกเลยเพราะเขาพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น

มาถึงศาลเจ้ากันแล้ววววว

ซื้อตั๋วเข้าศาลเจ้ากัน

ทางขึ้นศาลเจ้า

ขึ้นมาถึงแล้ว ก็ขอพรกันสักหน่อย

          หลังจากเดินชมวัดกันพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาไปกินข้าวกลางวันกันแล้ว ร้านที่เราไปชื่อว่าโอเอโดะ ออนเซ็น

ทางเข้าไปร้านอาหาร

หอยปิ้งๆ

มาถึงร้านอาหารกันแล้ว

มื้อนี้เป็นเบนโตะ อร่อยมากกกกกกก

          หลังจากอิ่มท้อง เราก็มุ่งหน้าไปที่ชายหาดมิโฮกัน มาญี่ปุ่นหน้าร้อนก็ต้องทะเลนี่สิถึงจะถูก จะบอกว่าที่นี่สวยมาก สวยตั้งแต่ทางเดินจะไปชายหาดเพราะมีต้นสนอยู่เต็มตลอดทางเดินเลย ควรมากับแฟนนะบอกเลย มีความ     โรแมนติกมากๆ

สวยมากกกกกกกกกกกกกก คู่นี้เขาก็น่ารักสุดๆ อิจฉาค่ะะะ

ไม่ต้องกลัวหิว เพราะตลอดทางมีร้านค้าเต็มเลย

เป็นหาดที่ชิวมาก

ชอบอารมณ์นี้ อยากมีเวลามานั่งแบบนี้บ้าง ชอบๆ

          หลังจากได้เดินเล่น ทำตัวเป็นนางเอกเอมวีอยู่พักนึง ก็ได้เวลากลับไปเช็คอินที่โรงแรมกันแล้ว โรงแรมที่เราพักอยู่ในตัวเมืองชิซูโอกะเลย ชื่อว่าชิซุเตะสึ โฮเทล เพรซิโอ เช็คอินแล้ว เก็บของแล้ว ก็ไปกินมื้อเย็นกันดีกว่า เราเดินไปกินมื้อเย็นที่อีกโรงแรมนึง ร้านอยู่ชั้นแรกของโรงแรมชื่อว่า The table เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติ แต่ร้านนี้ทีเด็ดของเขาคือขนมหวาน เค้ก มาการอง บอกเลยว่าฟินมาก ถูกใจใช่เลย หลังจากกินของหวานจนแน่นไปหมดแล้ว ก็ได้เวลากลับไปนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เราจะนั่งรถยาวๆกลับโตเกียวกัน

เค้กคือดีมาก

Day 4 Back To Tokyo

          วันนี้เราจะกลับเข้าโตเกียวกัน นั่งรถกันมายาวๆเกือบ 4ชั่วโมงเนื่องจากในโตเกียวรถติดมากด้วย เราก็มาถึงโรงแรมกันแล้ว แต่ยังไม่สามารถเช็คอินได้ เราเลยฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วไปกินข้าวกลางวันกัน ร้านชื่อว่าคิซึนะซูชิ เป็นร้านขายซูชิกับพวกปลาย่าง อร่อยมากกกกก

จะปลาย่าง เทมปุระ หรือซูชิ ก็อร่อยทุกอย่างเลย

          เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายในญี่ปุ่นแล้ว เราเลยเลือกที่จะเดินเล่นชิวๆ ช้อปปิ้ง หาของอร่อยกินไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีแพลนจะทำอะไรเป็นพิเศษ แต่เรามีร้านอาหารที่เราจะต้องกินให้ได้ก่อนกลับไทย ชื่อว่าร้าน Isomaru มันปูคือเด็ดมาก มาญี่ปุ่นต้องมากิน ไม่งั้นกลับไทยไปเศร้าแย่ ฮ่าๆ

เจอระหว่างทางตอนเดินเล่น 

ร้าน  Isomaru มันปูคือทีเด็ด

บรรยากาศร้านนนน

          หลังจากเดินเล่นในเมืองกันจนมืดค่ำก็ได้เวลากลับไปเอากระเป๋าเช็คอินเข้าห้องกันแล้ว โรงแรมคืนสุดท้ายของเราชื่อว่าเซ็นจูรี เซาท์เทิร์น ชินจูกุ โรงแรมทำเลดีสุดสุด ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง เช็คอินแล้ว อาบน้ำแล้ว นอนดีกว่า พรุ่งนี้จะเดินทางกลับไทยแล้ววว Zzzz

ภายในห้องนอน

วิวจากห้องนอนคือดีย์มาก

Day 5 Come Back Home

          ได้เวลากลับไทยกันแล้วววววว บอกเลยว่าญี่ปุ่นหน้าร้อนก็เหมือนหน้าอื่นๆนะ แค่มันร้อนกว่า แต่ก็มีความชิว กว่าเหมือนกัน เพราะมันเป็นช่วงโลวซีซั่นทำให้เวลาไปที่เที่ยวที่ไหนคนจะน้อยมาก ทำให้ได้รูปสวยๆแบบไร้คนกลับมาเพียบเลย อีกอย่างถ้ามาช่วงนี้ค่าโรงแรมกับตั๋วเครื่องบินก็จะถูกกว่าช่วงอื่นๆด้วย

กลับไทยแล้วน้าาาาา

          สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่อยากมาญี่ปุ่น เคยมาแล้วหรือยังไม่เคยมาหรืออยากกลับมาซ้ำอีก อยากแนะนำว่าญี่ปุ่นหน้าร้อนก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยความที่ราคาถูกกว่าทุกช่วงทำให้ประหยัดเงินได้เยอะ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่คนไม่เยอะมาก ต่างชาติน้อย ส่วนใหญ่ที่เราไปเห็นแต่คนญี่ปุ่นมาเที่ยวกันเองซะมากกว่า รับรองจะได้รูปสวยๆกลับไปเยอะเลย สุดท้ายนี้ขอบคุณสายการบินNokScoot และ JNTO ที่พาเราบินลัดฟ้ามาเที่ยวญี่ปุ่นแบบประสบการณ์ใหม่ๆ เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนก็สนุกเหมือนกัน

LEAVE A REPLY