มันส์กลางหุบเขา ชิลเอาท์ท่ามกลางสายหมอก โคตาคินาบาลู [Kota Kinabalu – Malaysia]

0
247

ถ้าพูดชื่อ เมืองโคตาคินาบาลู หลายคนคงจะงงเหมือนกับเราว่ามันคือที่ไหน? อยู่ตรงไหนของมุมโลก?
แล้วถ้าบอกว่าเมืองนี้อยู่ในประเทศมาเลเซียล่ะ พอได้ยินคำว่ามาเลเซียที่เราคุ้นเคย ก็ยิ่งทำให้งงไปกันใหญ่เลยว่า มาเลเซียไม่ได้มีแค่ กัวลาลัมเปอร์ หรือ ปีนัง หรอกหรอ เพราะส่วนใหญ่เราก็เที่ยวกันแค่นั้นนี่นา

เราจะมาทำความรู้จัก โคตาคินาบาลู ไปพร้อมๆกัน
โคตาคินาบาลู เป็นเมืองหลวงของรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวบนทะเลจีนใต้ (เกาะบอร์เนียว เป็นเกาะที่มีประเทศมาเลเซีย บรูไน และ อินโดเนเซีย อยู่บนเกาะเดียวกัน)
โคตาคินาบาลู ขึ้นชื่อเรื่อง ยอดเขาคินาบาลู ยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความสูงมากกว่า
4,095 เมตร จึงทำให้นักปีนเขาทั่วโลกมุ่งหน้ามาพิชิตมันให้ได้สักครั้ง
นี่เลยอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้โคตาคินาบาลูเป็นที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มนักปีนเขา
และคนทั่วไปอย่างเราๆเลยไม่ค่อยรู้ว่า นอกจากไปปีนเขาแล้ว ยังมีอะไรให้เที่ยวได้อีกหรอ ?

จริงๆแล้วโคตาคินาบาลูเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เหมาะกับทั้งสายชิล และสายแอดเวนเจอร์
มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และกิจกรรมสนุกๆให้ทำเยอะมากๆ
ทริปนี้เราจะไปโคตาคินาบาลู แบบไม่ไปปีนขึ้นยอดคินาบาลู เพื่อพิสูจน์ว่า เมืองนี้มีอะไรให้เที่ยวได้อีกเยอะจริงๆ

แพลนทริปคร่าวๆของเรา
Day 1 – เที่ยวในตัวเมืองโคตาคินาบาลู
– KK City Mosque : มัสยิดกลางน้ำประจำเมืองโคตาคินาบาลู
– Sinsuran Night Market : ตลาดกลางคืนที่จับปลากันสดๆข้างๆตลาดเลย

Day 2 – ไปนอกเมือง ไปดูภูเขาคินาบาลูกัน
– Kinabalu Park : อุทยานแห่งชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO
– Desa Dairy Farm : ฟาร์มโคนมที่ได้ฟีลอย่างกับอยู่นิวซีแลนด์

Day 3 – เที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่
– Poring Treetop Canopy Walk : เดินกลางอากาศบนสะพานเชือกเหนือยอดไม้
– Tagal Sungai Moroli Fish Spa : สปาปลาตัวเบ้อเร่อ
– Sabah Tea Garden : ไร่ชาออแกนิกบนเนินเขาใกล้ภูเขาคินาบาลู

Day 4 – สนุกไปกับกิจกรรมแบบโคตาคินาบาลู
– Xtreme Paddlers (Kiulu River) : ล่องแก่งชิล มันส์ ฮา ในแม่น้ำคิวลู
– Mari Mari Cultural Village : หมู่บ้านชนเผ่าบรรพบุรุษชาวซาบา

Day 5 – เที่ยวในเมือง Cafe Hopping ก่อนจากลา
– ร้าน Woo! : คาเฟ่ชิคๆแบบมินิมอลของเหล่าวัยรุ่น KK hipster
– ร้าน Nook : คาเฟ่สไตล์ loft เก๋ๆ เท่ๆ ของชาวต่างชาติที่มาเยือนโคตาคินาบาลู

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปโคตาคินาบาลู
– ที่โคตาคินาบาลู เวลาเร็วกว่าไทย +1 ชั่วโมง
– ที่นี่ใช้เงินสกุล ริงกิตมาเลเซีย หรือ RM   โดย 1 RM จะเท่ากับประมาณ 8 บาทไทย
– การขับรถที่นี่ใช้พวงมาลัยขวาเหมือนไทย แถมยังใช้ใบขับขี่ไทยในการขับได้เลยด้วย
– อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งอาหารออกจีนๆที่ถูกปากคนไทย มีอาหารทะเล มีทั้งอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแบบเกาะบอร์เนียว และอื่นๆอีกมากมาย (ใครกินยาก มีร้าน fast food เยอะมาก/มีมาม่าต้มยำกุ้งด้วย) มีอาหารที่กินได้แน่นอนไม่ต้องกังวล
– ปลั๊กไฟที่นี่ไม่เหมือนที่ไทย ดังนั้นควรพก Plug Adapters(หัวแปลงปลั้กไฟ) ติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย หรือทางที่ดีถ้ามี universal adapter ก็สบายย พกไปด้วยเลย ได้ใช้แน่นอน
– อากาศในเมืองสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาว แต่ถ้าไปพักบนภูเขาอย่างเรา ควรพกเสื้อกันหนาวไปด้วย เพราะตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว แต่ตอนกลางวันอากาศก็สบายๆค่อนไปทางร้อนๆ ก็แต่งตัวสบายๆได้เลย

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 5 วัน 4 คืน
– เช่ารถ 4 วัน  8,177 บาท(ต่อคัน นั่งได้ประมาณ 5 คน/ตกคนละ 1,635บาท)
– ค่าน้ำมันรถ 3,000 บาท (ประมาณ 600 บาท/ต่อคน)
– ที่พัก 4 คืน  3,143 บาท/ต่อคน
– ค่าอาหาร ประมาณ 2,000 บาท/ต่อคน
– ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ประมาณ 432 บาท/ต่อคน
– กิจกรรมล่องแก่ง(พร้อมอาหาร) 790 บาท/ต่อคน
– กิจกรรมหมู่บ้านชนเผ่า(พร้อมอาหาร) 750 บาท/ต่อคน)
รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 9,350 บาท/ต่อคน

 

DAY 1 – โคตาคินาบาลู อู้หู ! ทำไมมันเจริญกว่าที่คิด ?

ตื่นๆๆๆ วันนี้มีไฟล์ทบินไปคินาบาลูตอน 9 โมงเช้าจ้าา
หลังจากแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวกันเรียบร้อย วันเดินทางก็มาถึงแล้ว ทริปนี้เราเดินทางกับสายการบิน AirAsia เพราะเขามีรูทบินตรง จากกรุงเทพ(ดอนเมือง)ไปยังโคตาคินาบาลูเลย สะดวกสบายมากๆ
เมื่อก่อนถ้าจะไปโคตาก็ต้องบินไปลงที่กัวลาลัมเปอร์แล้วก็ต้องต่อเครื่องไปอีกกว่าจะถึง แต่ตอนนี้บินตรงกับ AirAsia ได้แล้ว เย้ !

เราไปไฟลท์เวลา 09.30 ถึง 13.30 (ใช้เวลาเดินทาง 3 ชม. แต่ด้วยความต่างของเวลา เวลาที่โคตาคินาบาลูจะเร็วกว่าประเทศไทย +1 ชั่วโมง เลยทำให้เราถึงที่นั่นเวลา 13.30 นั่นเอง)
ไฟล์ทที่ AirAsia ให้บริการอยู่คือเวลา 09.30 เขามีบินตรงถึง 3 เที่ยวต่อสัปดาห์เลย
โดยจะมีบินวันอังคาร พฤหัสบดี และ วันเสาร์นะทุกคนน
เราว่าเวลาบินดีมากเลย เพราะบินไปถึงบ่ายๆ กว่าจะออกจากสนามบินเข้าเมืองถึงโรงแรมก็ได้เช็คอินพอดี ออกไปเที่ยวได้เลยทันที อันนี้เวิร์คมาก

ขึ้นเครื่องกัน คนเยอะเลยตื่นเต้นแล้วว

เราชอบนั่งริมหน้าต่างเพื่อดูวิวมุมสูงจากเครื่องบิน


เที่ยวบิน FD470 กรุงเทพมหานคร (DMK) ถึง โคตาคินาบาลู มาเลเซีย (BKI)

เรานั่งที่นั่งแบบ Hot Seat ในแถวที่ 1 พื้นที่วางขาก็จะกว้างมากขึ้นด้วย เรานั่งเหยียดขาได้เต็มที่เลยย
นอกจากนั้นยังได้สิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อนใครอีกด้วย


เราสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่อง(สั่งล่วงหน้าราคาถูกกว่านะจะบอกให้) ข้าวบนเครื่องเป็นกะเพราไก่หม่อมหน่อย รสชาติถูกปากตามสไตล์คนไทย ที่เราชอบคือข้าวดีมาก นุ่ม หอม
ยิ่งไฟล์ทนี้เราบินเวลานี้ เท่ากับกินข้าวเที่ยงพอดี เกินเสร็จเครื่องลงบ่ายโมงครึ่งก็เที่ยวต่อกันได้เลย

ตอนใกล้จะถึงแล้วเราก็หยิบกล้องมาแชะภาพสักหน่อย โอ้โห มองเห็นเกาะจากมุมสูงนี่ก็สวยไปอีกแบบ

แลนดิ้งปุ๊บ เราก็หาที่เช่ารถกันก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากในทริปนี้เราจะไปในส่วนที่ไกลจากตัวเมือง ซึ่งจริงๆแล้วการเดินทางในโคตาคินาบาลูสำหรับการท่องเที่ยวจะเลือกใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นพาไปก็ได้ มีรถบริการรับส่งถึงที่พัก แต่ถ้าอยากจะไปเที่ยวแบบไม่ต้องฟิกซ์อะไรมากเรื่องสถานที่และเวลา ปรับเปลี่ยนตามใจเราแบบสบายๆ การเช่ารถขับแบบเราก็ได้ฟีลมากๆ ซึ่งขับสบายมากเพราะใช้พวงมาลัยข้างเดียวกับคนไทย และที่สำคัญ ใช้ใบขับขี่ไทยได้เลย! ไม่ต้องใช้ใบขับขี่สากล

มีรถให้เลือกหลายรุ่น หลายแบบเลย แล้วพอจองเสร็จเราจะได้คู่มือสั้นๆ เกี่ยวกับกฎหมายสำคัญในการขับรถที่มาเลเซีย เช่น ที่มาเลเซียขับรถพวงมาลัยขวา หรือการคาดเข็มขัดเป็นข้อบังคับของการขับรถที่นี่ เป็นต้น

นี่คือหน้าตาของรถที่พวกเราจะ Road Trip ในครั้งนี้จ้า   ราคาค่าเช่าประมาณ 1,534 ริงกิต (เป็นค่าเช่าจริงรวมประกัน 1,034 ริงกิต หรือประมาณ 8,177 บาท และเป็นค่ามัดจำ 500 ริงกิต)
ราคานี้คือสำหรับทั้งหมด 4 วัน ขับได้ตลอดทั้งทริป ตั้งแต่บ่าย 2 ของวันแรกจนถึง บ่าย 2 ของวันที่เรากลับเลย
ได้รถเรียบร้อยแล้วก็ขับไปกันเลยย

หลังจากได้รถเราก็เข้าที่พักที่จองไว้ล่วงหน้า ชื่อว่า Dock In
อยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไหร่ อยู่ในตัวเมืองเลยด้วย สะดวกสบายไปอีกก
แต่จริงๆ แล้วที่นี่มีที่พักหลายแบบให้เลือกตามงบของเราได้เลย ใครงบเยอะก็มีโรงแรม Chain 5 ดาว ส่วนใครไม่อยากใช้งบมากก็ Hostel แบบเรา ก็ถูกและง่ายดี


ร้านกาแฟในล็อบบี้


มุมนี้รวบรวมภาพความประทับใจของคนที่มาเข้าพัก

เมื่อเช็คอินเรียบร้อยก็จะได้คีย์การ์ดของห้อง พร้อมกับรหัสไวฟาย(ไวฟายแรงมากก)
แล้วเราก็จะได้กุญแจมา 2 ดอก ดอกนึงคือกุญแจล็อกเกอร์เล็กๆในห้องนอน เอาไว้เก็บของมีค่า ส่วนอีกดอกคือกุญแจตู้รองเท้า

เราจะได้รองเท้าแบบนี้มาเปลี่ยนก่อนขึ้นห้อง
เราว่าอันนี้ดีนะ ลดปัญหาความสกปรก แถมยังแก้ปัญหากลิ่นรองเท้าได้ด้วย55555


บรรยากาศในห้องพัก 

บรรยากาศโซนล็อบบี้ มีโซฟา มีคอมพิวเตอร์ไว้ให้ใช้บริการด้วย ที่สำคัญไวฟายแรงมากก

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยเราก็ไปตามแพลนที่วางไว้กัน ที่แรกที่เราจะไปคือ
Kota Kinabalu City Mosque เป็นมัสยิดที่มีน้ำล้อมรอบ จึงดูเหมือนมัสยิตที่ลอยอยู่บนน้ำ
ควรมาชมช่วงเย็นๆ แล้วออกมาเก็บภาพช่วงพระอาทิตย์ตกจะดีที่สุด เพราะแสงแดดยามใกล้ค่ำจะสะท้อนกับผิวน้ำสวยมาก  ใช้เวลาเดินทางจากที่พักประมาณ 20 นาที (10กิโลเมตร) ก็ถึงแล้ว

ใครที่สนใจจะมาแล้วอยากจะเข้าไปข้างในจริงๆ ก็เช็ควันเวลามาให้ดีด้วยนะ ที่นี่เขาเปิดให้เข้าด้านในมัสยิดถึงเวลา 17.00น. เท่านั้นนะ หลังจากนั้นเราจะเข้าข้างในไม่ได้ ถ่ายรูปได้แต่ด้านนอกเด้อ
ที่เราเน้นเรื่องเวลาปิด เพราะเราก็มาไม่ทัน เลยถ่ายได้แค่ด้านนอก แต่ถ้าถ่ายแค่ด้านนอกแบบเราก็ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ไม่เสียตังค์ค่าเข้า สามารถเลือกทำเลได้เลย

ค่าเข้าด้านในคนละ 5 ริงกิต และต้องสวมชุดคลุมแบบอิสลาม ซึ่งมีให้เช่าในราคา 5 ริงกิต(แบบเจ้าหน้าที่เลือกมาให้) แต่ถ้าหากอยากเลือกชุดเองตามชอบ ก็จะสนนราคาอยู่ที่ 10 ริงกิต(RM)

นี่คือข้อกำหนดของที่นี่แหละ ต้องแต่งกายสุภาพ ใส่ชุดแบบนี้นะเออถึงจะเข้าไปได้

Kota Kinabalu City Mosque ชัดๆจากด้านหน้า 


สถานที่ดีแบบนี้ถ่ายออกมายังไงภาพก็สวย


ยิ่งพระอาทิตย์ตกดิน เงาสะท้อนก็จะชัดมากขึ้น

ไปกันต่อที่ตลาดกลางคืน Sinsuran Night Market 
ตลาด Sinsuran เป็นตลาดพื้นเมือง มีทั้งโซนของสด(ซีฟู้ด)ที่สามารถซื้อกลับไปทำที่บ้าน และก็มีโซนร้านที่เลือกของสดมาทำให้เรากินกันแบบสดๆ รวมทั้งมีอาหารพื้นเมืองหลายแบบ เป็นที่ๆเรียกว่า ถ้ามาโคตาคินาบาลูแล้วไม่ได้มาลองกินอาหารที่นี่ ก็เหมือนมาไม่ถึงโคตาคินาบาลู

ซึ่งก็ไม่ได้ขับรถนานเลย ใช้เวลาเดินทางจาก Kota Kinabalu City Mosque มายัง Sinsuran Night Market
ประมาณ 20 นาที (8 กิโลเมตร) เท่านั้น


ร้านนี้ขายน้ำผลไม้หลากหลายเลย ทั้งมะม่วง  ทั้งมะพร้าว 


น้ำมะม่วงแบบโคตาคินาบาลู ตอนแรกสีสันดูสดใสเกินไปจนดูน่ากลัว แต่พอกินถึงได้รู้ว่าอร่อยกว่าที่คิดตั้งเยอะ ลองมาชิมกันดู อันนี้อร่อยดี


 

เราฝากท้องไว้กับร้านอาหารที่นี่ เขาจะให้เราเลือกของสดมาทำเป็นกับข้าวให้เรากินตรงนั้นเลย


อันนี้คือที่ปรุงเสร็จแล้ว


จานนี้ล็อบสเตอร์ !


ร้านอาหารในตลาดนี้ทุกร้านจะทำแบบนี้หมดเลย เอาถุงพลาสติกห่อจานแล้วกินบนนั้นเลย
พอกินเสร็จก็แค่เอาถุงไปทิ้ง เออง่ายดีแฮะ

หน้าตาแต่ละเมนูเป็นอย่างนี้ ทั้งหมดนี้ราคา 300 ริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,370 บาท (มีล็อบสเตอร์ด้วย ถือว่าราคาไม่แพงเลย)

ไปนั่งจิบเบียร์ชิลๆ ดื่มด่ำบรรยากาศโคตาคินาบาลูยามค่ำคืนกันต่อสักหน่อย

บรรยากาศกลางคืนที่นี่คึกคักดีเลย คนค่อนข้างเยอะ ร้านเบียร์ ร้านเหล้า ก็จะอยู่ระแวกเดียวกันกับ Sinsuran Night Market  บรรดาร้านต่างๆส่วนใหญ่หลังร้านจะเป็นแบบเปิด เชื่อมถึงกัน เป็นบรรยากาศการจิบเบียร์รับลมเย็นๆริมแม่น้ำ ชิลมากๆ

 

DAY 2 – อุทยานมรดกโลก และ Little New Zealand (ในมาเลเซียมีนิวซีแลนด์?)


วันนี้เราเช็คเอาท์จากโฮสเทลในตัวเมืองเพื่อไปยังซาบา ซึ่งค่อนข้างไกลจากตัวเมือง และเนื่องจากเรามีกิจกรรมที่ตั้งใจจะทำที่นั่นหลายอย่างและหลายวัน เราจึงจะย้ายไปนอนที่ซาบา ก่อนเช็คเอาท์ก็กิน Breakfast ที่โฮสเทลเรามีให้กันก่อน เป็นซีเรียลกับนม ขนมปังทาเนยแยม กาแฟกับชาร้อนๆ ส่วนใครอยากกินหนักๆก็มีข้าวผัดให้กินด้วย เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ


เติมพลังก่อนออกเดินทาง

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ระยะทางประมาณ 92 กิโลเมตร) ก็ถึง Kinabalu Park หรือ อุทยานแห่งชาติคินาบาลู

Kinabalu Park ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก(UNESCO) เพราะมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลกด้านธรรมชาติ จำนวน 2 ข้อ คือ
– เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
– เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

ค่าเข้าคนละ 5 ริงกิต มีทั้งเดินเข้าไปชมวิวธรรมดา แล้วก็มีเดินแบบจริงจังเพื่อพิชิตยอดเขาคินาบาลูด้วย แต่ถ้าจะเดินไปพิชิตยอดเขาต้องจองล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ใครจะมาเดินก็ควรเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องการแต่งตัว รองเท้า น้ำดื่ม ให้พร้อมด้วยนะ

อย่างที่เราบอกตั้งแต่แรก ทริปนี้เราไม่ได้มาพิชิตยอดคินาบาลู เราจะเดินชมธรรมชาติ และขึ้นไปจุดชมวิวกัน

   

ขึ้นไปจุดชมวิวกัน ถึงเราจะไม่ได้ปีนเขา ก็มีจุดให้เราชมวิวเพลินๆด้วยนะเออ
แต่วันที่เราไปหมอกหนามากๆ ถ่ายรูปออกมาเลยมีแต่หมอกเต็มไปหมดเลยย


ไม่ไกลจากกันนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที (15 กิโลเมตร) เป็นเชิงเขาของภูเขาคินาบาลู
ที่ตั้งของ Desa Dairy Farm บรรยากาศเหมือนนิวซีแลนด์แบบย่อ

Desa Dairy Farm
เป็นฟาร์มที่ผลิตนมมากถึงล้านลิตรต่อปี ชาวซาบาแทบทุกคนต้องเคยกินนมยี่ห้อนี้ ที่นี่เราจะได้ชมกรรมวิธีการเลี้ยงวัวและผลิตนมแบบครบวงจร ภายในฟาร์มมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวสามารถป้อนนม ป้อนหญ้า ลูกวัว ลูกแพะ มีโรงเรือนให้ชมวิธีการเลี้ยงและรีดนม รวมถึงร้านขายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จากฟาร์ม อาทิ โยเกิร์ต พุดดิ้ง ไอศกรีม เนย ชีส และพิซซ่า

ใครจะมาให้วางแพลนเรื่องเวลาให้ดี เพราะบางกิจกรรมมีเวลากำหนด เช่น 14.00 โรงเรียนวัวจะปิด เราก็จะเข้าไปไม่ได้นะเออ ค่าเข้าชมคนละ 4.7 ริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 37 บาท
คำเตือน : ที่นี่อากาศเย็นนะเออ ใครขี้หนาวควรใส่เสื้อกันหนาวมานะ




แวะกินอาหารกลางวันในร้านอาหารด้านในฟาร์มสักหน่อย จานนี้เรียกว่า บะหมี่โกเร็ง

บรรยากาศดีมากก สวยมากๆ


นี่เป็นไอศกรีมโยเกิร์ตที่ทำสดๆใหม่ๆจากฟาร์มกันเลย รสชาติอร่อยมาก ไม่เปรี้ยวมาก หอมนม ละมุนมากๆ


น้องวัวกำลังเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อยเลย

เรามาทันช่วงที่เขากำลังรีดนมวัวกันพอดีเลยด้วย ตื่นเต้นมากๆ


ไปให้อาหารลูกวัว ลูกแพะกันดีกว่า


เวลาในการให้อาหาร ค่าหญ้า ค่านม ที่เอาไว้ซื้อป้อนน้องๆเน้อ

วิวระหว่างทางสวยจนอดใจไม่ไหว ต้องลงมาเก็บภาพสักหน่อย

DAY 3 – ไปเดินกลางอากาศบนสะพานเชือกที่สูงเหนือพื้นดินเท่าตึก 8 ชั้น !

เช้าวันนี้เราจะไปเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่ ที่ Poring Treetop Canopy Walk กับ Tagal Sungai Moroli Fish Spa และ Sabah Tea Garden

ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันเลยดีกว่า..
ใช้เวลาเดินทางจากที่พักประมาณ 50 นาที (36 กิโลเมตร) ก็จะถึง Poring Treetop Canopy Walk แล้วจ้า

ที่นี่เราจะได้ชมป่าผ่านการเดินบน Canopy Walk ล้อมด้วยตาข่ายซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณตึก 8 ชั้น(40 เมตร) และมีความยาวประมาณ 175 เมตรเพื่อให้ทอดผ่านเข้าไปสู่การชมธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เชื่อมต่อผืนป่าให้ถึงกันและเป็นจุดชมวิวโดยรอบ
บอกเลยว่าวิวความเป็นป่าคือสวยชุ่มฉ่ำคุ้มค่ากับการมามากๆ
ค่าเข้าชมคนละ 5 ริงกิตเท่านั้นเอง

หลังจากเดินเสร็จ ไปที่ต่อไปกันดีกว่า ใช้เวลาขับรถประมาณ 30 นาที (19กิโลเมตร) ก็จะถึง
Tagal Sungai Moroli Fish Spa เป็นสปาปลาที่เราจะไปนั่งผ่อนคลายกัน
ในแม่น้ำนี้จะมีปลามากกว่า 10 ชนิด มีอาหารเม็ดใส่ถุงเล็กๆ ขายราคา 0.2 ริงกิต เมื่อก้าวขาลงไปฝูงปลาก็จะเข้ามารุมตอดผิว เป็นการทำสปาปลา และที่นี่จำกัดเวลาให้นักท่องเที่ยวลงไปทำสปาปลาได้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น

หลังจากไปสปาปลากันเรียบร้อย เราก็ไปที่สุดท้ายของวันนี้กัน
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ ขับรถแค่ 10 นาที (3.5 กิโลเมตร) ก็ถึงแล้ว

Sabah Tea Garden ไร่ชาออร์แกนิคบนเนินเขาใกล้ภูเขาคินาบาลู
ชาชั้นดีของซาบาห์ถูกปลูกอยู่ที่นี่ ชาที่นี่เป็นชาออร์แกนิค แถมไร่ชายังตั้งอยู่ใกล้ภูเขาโคตาคินาบาลู เมื่อมองไปเราจะเห็นเป็นไร่ชาสีเขียวกับวิวภูเขาคินาบาลูเป็นฉากหลัง ด้านในยังมีร้านคาเฟ่ชาและขนมที่ทำมาจากชาเขียวด้วย
ฟินมากๆ ได้กินชาเขียวไปพร้อมๆกับมองวิวไร่ชาและภูเขา อะไรจะชิลขนาดนี้

คนเก็บชากำลังเลิกงานพอดีเลย ในกระบุงนั่นคงมีชาเพียบเลย

วิ่งเล่นแบบเด็กๆกัน สนุกดีนะคะ^^

พระอาทิตย์ตกสวยๆระหว่างทางกลับที่พัก

DAY 4 – บุกเผ่านักล่าหัวมนุษย์ – ล่องแก่งแบบที่คาดไม่ถึง

เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปล่องแก่งกัน (บอกก่อนว่าต้องติดต่อจองกันล่วงหน้าสักหนึ่งวันนะเออ เพราะที่นี่จะมีให้ล่องแก่งเป็นรอบๆ พวกเราก็ติดต่อจองในเพจ Xtreme Paddlers ตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ถึงได้มาเวลานี้แหละ)

เราออกจากที่พักกันตั้งแต่ 8.00 เพื่อไปที่ Xtreme Paddlers (Kiulu River)
ขับรถไปเรื่อยๆถึงที่นั่นก็ประมาณ 10-11 โมง พอดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง (73 กิโลเมตร)
พอไปถึงก็รอสักพักใหญ่ๆ เพราะต้องรอล่องเป็นรอบๆ
ค่าล่องแก่งที่นี่จะตกคนละ 100 ริงกิต หรือตกประมาณ 790 บาท (เป็นแพ็กเกจที่รวมอาหารกลางวันไว้ให้แล้ว)



ก่อนจะลงไปเล่น ไกด์จะแนะนำทุกอย่าง(เป็นภาษาอังกฤษ) ตั้งแต่วิธีนั่งให้ปลอดภัย วิธีพายที่ถูกต้อง วิธีขึ้นจากน้ำถ้าตกจากเรือ
โดยที่นี่จะมี 3 แม่น้ำให้เลือกตามระดับความแรงของน้ำ
แม่น้ำที่เราเลือก เป็นแม่น้ำ Kiulu ระดับความแรงแค่ เลเวล 1-2 ก็จะเน้นล่องสบายๆแบบชมวิวกันไป
เนื่องจากเราไม่รู้ว่าแต่ละเลเวลจะแรงแค่ไหน กังวลเรื่องความปลอดภัย เลยลองดูเป็นเลเวลนี้ก่อน กลายเป็นว่าหลังจากล่องแก่งเสร็จ พวกเราพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะมาเล่นเลเวล 3-4 มากๆ เพราะน้ำจะแรงกว่านี้ คงจะมันส์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด และกัปตันที่ดูแลทุกๆคนก็ไว้ใจได้ พร้อมช่วยเหลือเราตลอด ไม่น่ากลัวเลย

บรรยากาศที่นี่สนุกสนานจากการที่ไกด์จะสาดน้ำใส่เรา บิวท์ให้เราสาดน้ำใส่เรือคนอื่น จนกลายเป็นสงครามย่อมๆ สาดน้ำกันไปมาสนุกสนานมาก

สเน่ห์อีกอย่างของที่นี่คือ พอเราล่องแก่งกันไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆไกด์ก็จะหยุดเรือ เพื่อให้พวกเรากระโดดน้ำเล่นบ้าง หยุดให้เราลงไปว่ายน้ำเล่นบ้าง หยุดให้เราเดินไปถ่ายรูปบนสะพานบ้าง

กัปตัน(ไกด์)ที่เป็นคนดูแลพวกเราเป็นคนอารมณ์ดีมาก เล่าเรื่องเก่ง มีการบิวท์เราให้สนุกในหลายๆแบบ ให้พวกเราร้องเพลงที่ฮิตที่สุดในประเทศเราบ้างล่ะ ให้พวกเราสอนภาษาไทยบ้างล่ะ แกล้งทำเป็นตีจระเข้บ้างล่ะ(ไม่มีจริงเด้อ)
ที่เพิ่งรู้อีกอย่างคือ กัปตันบอกว่าคนมาเลชอบดูหนังไทย โดยเฉพาะหนังผีไทย เขาพูดอย่างจริงใจว่าหนังผีไทยน่ากลัวมากจริงๆ แต่ที่พีคที่สุดน่าจะเป็นการที่ล่องแก่งอยู่ดีๆ เขาก็พาเราไปหยุดตรงต้นไม้ต้นนึงที่มีผลส้มๆ แล้วก็สอยลงมาให้พวกเรากินกัน เรางงมากว่านี่ล่องแก่งอะไรเนี่ย555 คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประทับใจมากกก

หลังจากล่องแก่งและกินข้าวกันเรียบร้อย ไปต่อกันที่ Mari Mari Cultural Village หมู่บ้านชนเผ่าบรรพบุรุษชาวซาบา กันเลยย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง (46 กิโลเมตร)


Mari Mari Cultural Village หมู่บ้านที่รวบรวมชนเผ่าดั้งเดิมของเกาะบอร์เนียว
ถ้ามาโคตาคินาบาลูแล้วไม่ได้มาเที่ยวที่นี่ ก็เหมือนมาไม่ถึง ไม่อินอย่างเต็มที่ ที่เราต้องมาเพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวซาบา แล้วไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเป็นการมายืนเล่าประวัติศาสตร์แบบน่าเบื่อ เพราะที่นี่มีการสาธิต มีตัวอย่างให้ดู ดม ชิม ดื่ม กันอย่างเต็มที่ เรารู้สึกอินมากขึ้นเพราะเราได้มีส่วนร่วมไปด้วยจริงๆ
(ชื่อของสถานที่นี้ คำว่า Mari ในภาษามาเลเซีย แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Come)

ข้อมูลเบื้องต้นก่อนไปชม Mari Mari Cultural Village คือ เป็นหมู่บ้านที่จำลองขึ้นเพื่อจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของ 5 ชนเผ่า ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวซาบา ได้แก่
1. Kadazan-Dusun ชนเผ่าที่โดดเด่นด้านเกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว และชอบดื่มเหล้าเป็นอย่างมาก
2. Rungus ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลายครอบครัว
3. Lundayeh ชนเผ่าที่ถนัดด้านการล่าสัตว์และประมง
4. Bajau ชนเผ่าที่มีลักษณะคล้ายกับคาวบอยและยิปซี
5. Murut ชนเผ่าที่เป็นนักล่าหัวคน หรือนักรบ



เราจะต้องเดินข้ามสะพานแขวนเล็กๆที่อยู่บนลำธาร เพื่อข้ามไปยังด้านใน


นี่คือไฮไลท์ ที่นี่เขาจะให้เราได้ลองชิม ได้ลองกิน จากสิ่งที่เขานำเสนอจริงๆ อย่างอันนี้คือเหล้าแบบโบราณ เขาก็ทำให้เราได้ชิมกันตรงนั้นเลย ตอนรับแก้วมานี่แอบกลัวนิดๆ จะเมามั้ยนะ จะไหวรึเปล่า555 แต่พอได้ดื่มเข้าไป เฮ้ยมันอร่อยแฮะ หวานๆดี ไม่ขมเลย กินแค่กระบอกเล็กๆที่เขาให้ชิม ก็ไม่เมาเด้อ อันนี้ประทับใจๆ

อันนี้เหมือนเป็นหัวหอม มันฝรั่ง พริกหยวก ปรุงรสด้วยเกลือ อะไรประมาณนี้ เป็นอาหารที่หากินได้โดยปรุงง่ายๆจากธรรมชาติ เขาก็จะให้เราได้ชิมไปด้วย รสชาติก็โอเคแฮะ เด็กฝรั่งที่ไปกรุ๊ปเดียวกับเราชอบกินอันนี้มาก แต่บางคนก็ไม่ค่อยชอบ แล้วแต่ความชอบคนเนอะ เราชิมเพื่อให้รู้เฉยๆว่าคนสมัยก่อนนี่เขากินยังไงกัน แปลกๆดี

มีการสาธิตการจุดไฟแบบชนเผ่าสมัยก่อนตามธรรมชาติด้วย 

ถึงช่วงชิมอีกแล้ว ช่วงเวลาที่รอคอย5555 

ปิดท้ายด้วยการแสดงพื้นบ้านแบบน่ารักๆจาก Mari Mari Cultural Village

 

DAY 5 – เที่ยวเบาๆ ชิคๆ แบบวัยรุ่นโคตาคินาบาลู

วัยรุ่นที่อยู่ในเมืองโคตาคินาบาลูจริงๆแล้วเขามีไลฟ์สไตล์ เที่ยวคาเฟ่แบบไหนกันนะ?
ในเมืองโคตาคินาบาลูที่ด้านนอกเมืองโอบล้อมด้วยขุนเขา ธรรมชาติอย่างเต็มที่ แต่ใจกลางเมืองหลวงพัฒนาได้ดูเป็นเมืองที่เจริญจนน่าแปลกใจ อย่างนี้วัยรุ่นในเมืองเค้าก็ต้องมีคาเฟ่เก๋ๆ ชิคๆ กันบ้างล่ะหน่า ว่าแล้วก็ตามไปคาเฟ่แบบวัยรุ่นโคตากัน !

ร้านแรก ชื่อร้าน Woo ! เป็นร้านที่เราจะเห็นวัยรุ่นท้องถิ่นไปเยอะมากๆ ร้านตกแต่งแบบมินิมอล น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ มีเมนูอาหารหลากหลาย ทั้ง เมนูข้าว Breakfast Spaghetti อาหารรสชาติดี กาแฟเข้มมาก เข้มแบบเขาจะขมแบบออกคั่วแก่ๆ เหมาะกับคอกาแฟที่แท้ทรู

อีกร้านนึง ร้านนี้ชื่อ Nook เป็นอีกร้านที่วัยรุ่นนิยมไปกัน แล้วคนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นต่างชาติด้วยนะ
ร้านนี้ก็ตกแต่งสวยไม่แพ้กัน แต่เป็นคนละสไตล์กับร้านแรก
ร้านอยู่ใกล้กันมากๆแบบว่าเดินไปเรื่อยๆนิดนึงก็ถึงกันได้เลย


ที่เด็ดที่สุดเลยคือเมนูนี้ เมนูซิกเนเจอร์ Jungle Book Waffle เป็นวาฟเฟิลที่หอมอร่อยมาก เสิร์ฟพร้อมกับไอติมที่มีรสและกลิ่นที่แปลกใหม่ แต่ดันอร่อยและเข้ากันสุดๆ Recommend มากๆเลยอันนี้ ถ้ามาต้องกินให้ได้

หลังจากเที่ยวคาเฟ่จนอิ่มท้องกันแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปสนามบินโคตาคินาบาลูกันเลย
เรากลับกับ AirAsia อีกเช่นเคย ด้วยเหตุผลเดียวกับขามา คือ เราจะบินตรงไปยังกรุงเทพแบบไม่ต้องต่อเครื่องเลย เที่ยวมาเต็มอิ่มแล้ว บินตรงรอกลับบ้านกันเลยดีกว่า
เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบิน FD471 – โคตาคินาบาลู(BKI) ถึง กรุงเทพมหานคร(DMK)
ใช้เวลาเดินทางเท่าเดิม ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็ถึงไทยแล้ว

ทริปนี้เป็นทริปที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เป็นเมืองที่หลากหลายมากๆสำหรับเรา
โคตาคินาบาลู เมืองที่ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยความเจริญ แต่นอกเมืองกลับโอบล้อมไปด้วยภูเขาใหญ่หลายสิบลูก ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างชุ่มฉ่ำ ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ประเทศที่แตกต่างไปจากประเทศเรามากๆทั้งๆที่อยู่ใกล้แค่นี้ บินตรงถึงได้โดยง่ายดาย
มีกิจกรรมให้เลือกทำหลายแบบมาก ตั้งแต่โหดที่สุดอย่างปีนเขา กิจกรรม Adventure อย่างล่องแก่ง ดำน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมสบายๆอย่าง ไปฟาร์มโคนม สปาปลา ไร่ชา แล้วแต่ละที่ก็จะมีวิวภูเขาสวยๆให้เห็นตลอดทาง
ทริปนี้เลยเป็นทริปที่เราประทับใจอีกทริปนึงเลย

โคตาคินาบาลู ได้รู้จักแล้วรักเลย .

LEAVE A REPLY