สักครั้งในชีวิต เราควรพิชิต อียิปต์!! [ Egypt ]

0
9103

เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิตเชื่อว่าใครๆ ต้องเคยเห็นภาพ สฟิงซ์ ฟาร์โรห์ อารายธรรมโบราณที่มีมานานมากกว่า 4000 ปี รูปร่างของพีรมิด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อย่างที่หลายคนสงสัยและหาคำตอบยังไม่แน่ชัดว่า โอ้วมายก๊อดด เมื่อก่อนพวกคุณสร้างกันได้ยังไงหรือมีมนุษย์ต่างดาวมาสร้างกันแน่ หรือจะเป็นเรื่องของมัมมี่ คลีโอพัตรา หรือจะเป็นเรื่องของแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลกที่เคยเรียนในวิชาสังคมที่เราเรียกว่า แม่น้ำไนล์ และอีกสารพัดตำนานของประเทศนี้ นี่คือประเทศที่เรากล้าพูดเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก่อนลาลับจากโลกนี้ไปต้องมาเยือนสักครั้ง! ประเทศนี้คือ “อียิปต์”
ประเทศนี้มีอะไรมากมายให้ค้นหา หลายคนถามว่าไปแล้วมันปลอดภัยใช่มั้ย? บอกเลยว่าไม่รู้หรอกแต่ที่แน่ๆ มันสวยมากและจากที่เราไปมันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องกลัวเลย ใครที่ยังลังเลอยู่ขอให้อ่านตรงนี้และไปยังประเทศแห่งนี้พร้อมกัน

ดู Video VLOG Egypt
EP.1 : https://youtu.be/EFNy4cLfNT8
EP.2 : https://youtu.be/HCEZJnXpJes
EP.3 : https://youtu.be/JdCfUVogw5Y
EP.4 : https://youtu.be/94Mhc-vtZ3U 
EP.5 : https://youtu.be/Q6AkO3q-dwc

 Plan Trip

วันที่1 : from Thailand to Egypt
วันที่2 : Giza – Memphis – Saqqara
วันที่3 : Black Desert – White Desert – Crystal Mountain – Desert Night Camp
วันที่4 : Pyramid Mountain – Hot spring – English Mountain – Cairo
วันที่5 : Cairo
วันที่6 : Aswan
วันที่7 : Abu Simbel – Luxor
วันที่8 : Luxor
วันที่9 : Back to Cairo – departure to bangkok

ค่าใช้จ่าย
อียิปต์ 10 วัน 8 คืน 50,000 บาท
1. Visa 2100 THB
2. ค่าเข้าสถานที่  890 EGP
3. รถไฟไปกลับ Cairo – Aswan / Luxor – Cairo ( รถนอน ) 5000 THB
4. Tour white + นอนแคมป์กลางทะเลทราย 5000 THB
5. Tour Giza 1450 EGP
6. Tour Cairo 450 EGP
7. Tour North Egypt 2640 EGP
8. โรงแรม 5 คืน ( อีก 2คืนไปนอนรถไฟ  1 คืน นอนทะเลทราย ) 2080 THB
9. ค่ากิน + อื่นๆ 9000
10. ตั่วเครื่องบินโปร 15,000 ++

 

 สิ่งที่ควรรู้ก่อนไป
1. ประเทศอียิปต์ประชากรกว่า 75% นับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นตอนเราไปเที่ยว ถ้าเป็นไปได้ควรแต่งตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อผ้าแขนยาว-ขายาว (โดยเฉพาะผู้หญิง) ถือว่าเป็นการให้เกียรติสถานที่ที่ไปด้วยแล้วกันน้าาา
2. อียิปต์ มีในเรื่องของความไม่ตรงไปตรงมากับนักท่องเที่ยว (บางคนนะครับ) การให้โรงแรมช่วยจ้างไกด์ท้องถิ่น ดูจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า
3. ตามสถานที่ท่องเที่ยวชอบมีคนมาให้ของ บอกฟรี อย่าเห็นแก่ของฟรี ห้ามรับ เพราะเค้าจะคิดเงินทีหลัง
4. ที่อียิปต์ยังไม่ค่อยมีค่อยมีคนเอเชียไปเที่ยว โดยเฉพาะโซนที่เป็นต่างจังหวัดหน่อย ทุกสายตาจะจับจ้องมาที่เราและแห่แหนมาขอถ่ายรูป ระวังโดนรุมนะจ๊ะ
5. ร่ม แว่นกันแดด หน้ากากกันฝุ่น ทิชชู่เปียก ครีมกันแดด ควรเตรียมไปให้พร้อม เพราะแดดแรงบางที่ฝุ่นเยอะ
6. อาหาร ควรเตรียมไปให้พร้อม เพราะอาหารของเค้าส่วนมากคือ แป้ง อะไรพวกนี้ เนื้อสัตว์ไม่ค่อยมี ถ้าเราเตรียมไปเองจะดีมาก
7. รองเท้าควรเอาแบบที่ใส่เดินสะดวก เพราะเดินค่อนข้างเยอะ
8. อากาศถ้าอยากเอาเย็นๆ เที่ยวสบายแนะนำให้ไปสิ้นปี แต่นักท่องเที่ยวก็น่าจะเยอะหน่อย

Day 1 : From Thailand to Egypt

เราออกเดินทางจากไทยไปอียิปต์โดยสายการบิน Etihad ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 10 กว่าชั่วโมง รวมเปลี่ยนเครื่องแล้ว ต้องขอบอกเลยว่าที่นี่ตรวจละเอียดจริงๆ เพราะเค้ากลัวเรื่องการก่อการร้าย หลังจากเอากระเป๋าเสร็จแล้วสิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการไปแลกเงิน ซึ่งเราจะแลกเงินบาท เป็นเงิน USD จากไทยมาก่อน และเอา USD มาแลกเป็นเงินอียิปต์ที่นี่ เพราะจะได้เรทที่ถูกกว่า เราแลก 500 USD = 8,770 Egyptian pound (EGP) หรือ 20 THB – 11 EGP


หน้าตาเงิน อียิปต์ขนาดแค่เงินยังดูขลัง 
สำหรับ Internet ไว้สำหรับ online อัปรูปตลอดทริป สามารถไปซื้อซิมที่นั่นได้เลยที่สนามบินจะมีขายอยู่ เราเลือกแบบ 8 GB พอแค่นี้ก็อยู่ได้จบทริปแล้วหากใครไม่ได้เอาเน็ตไปนั่งดูหนังนะ

สำหรับการมาที่นี่ เราคิดว่าบ้านเมืองเค้าเจริญนะแต่การขับรถที่มัน Culture Shock มากคือเหมือนไม่มีกฎจราจรอ่ะคือพร้อมเฉี่ยวกันตลอดเวลา แนะนำว่านั่งไปไม่ต้องไปมองทางอ่ะ ไม่งั้นได้ร้องโวยวายตลอดทาง จากสนามบินเราให้รถของโรงแรมมารับไปที่พัก บอกได้เลยว่าการจราจรที่นี่รถติดพอๆกลับกรุงเทพเลยจ้า คืนแรกนี้เราจะนอนที่เมืองกีซ่า โรงแรม Great Pyramid Inn ซึ่งถ้าเราพักโรงแรมในแถบนี้นั้น เราจะสามารถมองเห็นพีระมิดแห่งกิซ่าทั้ง 3 พีระมิดจากบริเวณของโรงแรมได้เลย
Great Pyramid Inn ที่นี่ราคาตกคืนละ 1310 บาทแต่แลกมาด้วยวิวพันล้านบาทตอนกลางคืนไม่เท่าไหร่พอตอนเช้านี่ร้องว้าวเลยกลางคืนที่พีระมิด จะมีโชว์แสงเสียงจริงๆไม่ค่อยมีอะไรอ่ะคือใครจะดูต้องเสียเงินเข้าไปด้านในแต่นี่เราดูจากวิวของโรงแรมเลยไม่ต้องเสียเงินใดๆทั้งสิ้น อันนี้ให้ดูวิวตอนกลางคืนที่เรามาถึงโรงแรมก่อน พีระมิดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางขวามือ คือมหาพีระมิดแห่งกีซ่า (The Great Pyramid of Giza) หรือที่บางคนเรียกว่า พีระมิดคูฟูหรือ พีระมิดคีออปส์ เป็นพีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด สร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) เมื่อประมาณ 4,600 ปี มาแล้ว ใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพ ไว้รอการกลับคืนชีพ ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

Day 2: Giza – Memphis – Saqqara ถึงเวลาตะลุย พีระมิดในตำนาน
เช้าวันแรกของเราในอียิปต์ เริ่มต้นขึ้นด้วยการนั่งทานอาหารเช้าชิวๆ พร้อมกับชมวิวพีระมิดทั้ง 3 อย่างที่เห็นในภาพ สวยมากๆ ต้องบอกว่าจ่ายหลักพันแต่วิวที่ได้เห็นนี่คือหลักพันล้าน ส่วนอากาศในตอนเช้าก็เย็นๆ แต่แดดยังคงแรงอยู่

เมื่อทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เวลาของการตะลุยอียิปต์ก็มาถึง ถึง ถึง… เราเหมาทัวร์ไปดูพีระมิดที่ราคา 82 USD ต่อมาจาก 105 USD (ราคานี้รวมไกด์ท้องถิ่น อาหารเที่ยง ค่าขี่อูฐ ค่าเข้าชมพีระมิด ค่าพาไปเที่ยวเมืองซัคคาร่า และเมืองเมมฟิสหมดแล้ว)

ใครอยากสัมผัสความโลคอลก็ลองนั่งรถแบบนี้ดู ส่วนเราเน้นสะดวกเลยเช่าเหมารถกับทางโรงแรมเลยจบ 
ราคาค่าตั๋วจะแบ่งเป็นค่าเข้าโซนด้านในคือดูได้รอบๆเลย กับอีกราคาด้านข้างคือการเข้าไปด้านในพีระมิดนั่นเอง  ซึ่งแบ่งแยกย่อยเป็นหลายอัน อันดับแรกเราก็จะเข้าไปสำรวจมหาพีระมิดกัน! ตื่นเต้นมากกกกก จะได้เห็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว อันนี้ต้องบอกเลยว่า เราคิดว่ามีไกด์มาด้วยรู้สึกปลอดภัยกว่า เพราะเราจะได้ต่อกรกับบรรดาเจ้าถิ่นที่พร้อมมาแสดงลูกเล่นกับเราตลอดจำไว้วิธีอยู่ที่ง่ายที่สุดคือใครให้อะไรอย่ารับ ใครทักอะไรอย่าตอบ หยิ่งๆไว้เลย และเราเดินเข้าไป พอมาดูใกล้ๆยิ่งรู้สึกว่าพีระมิดมันใหญ่ขึ้นไปอีก จนตัวเราหดเหลือเล็กนิดเดียว การสร้างพีระมิดที่นี่ยังคงเป็นคำถามอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าสร้างได้ยังไง?? เพราะอิฐ 1 ก้อนที่นำมาสร้างพีระมิด มีน้ำหนักถึง 2.5 ตัน แล้วในสมัยโบราณที่ยังไม่มีปั้นจั่นเนี่ย การเอาหินแบบนี้เรียงขึ้นไป 10 แถวก็ต้องใช้เวลาประมาณ 600 ปีแล้ว แต่อันนี้เค้าสร้างได้ภายในเวลาไม่กี่สิบปี สุดยอดมากๆ อัศจรรย์จริงๆ!
คนที่นี่สร้างพีระมิดขึ้นเพราะมีความเชื่อเรื่องของชีวิตหลังความตาย การกลับมาเกิดใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อของทุกๆคนเลยนะ ไม่เฉพาะคนในราชวงศ์เท่านั้น ตอนแรกพีระมิดถูกสร้างด้วยโคลน มันจึงไม่แข็งแรงทนทานและพังลงมา ก็เลยเปลี่ยนเป็นสร้างด้วยหินแทน และที่เห็นทั้ง 3 อันที่มีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก นั้นจะเป็นการสร้างตามศักดิ์ คือ พ่อ ลูก และหลาน ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 25 ปี สร้างด้วยหิน Limestone และใช้หินแกรนิตตัด Limestone อีกที หลังจากนั้นก็จะใช้ต้นปาล์มในการเข็นหินขึ้นไป และคนที่มาสร้างก็คือคนทั่วไป ไม่ใช่แรงงานทาสแบบที่เราเคยเห็นกันตามในหนังด้วย

วิวนี้ที่รอคอย … สวยมากๆๆๆๆ ก.ไก่ ล้านๆตัวไปเล้ย อันนี้จะเห็นพีระมิดทั้งหมด 9 อันเรียงกันแบบสวยงาม
วิวนี้เราครั้งหนึงในชีวิตควรมาเห็นด้วยตัวเอง

อันนี้ระวังให้ดี เดี๋ยวโดนเก็บเงินที่ถ่ายรูปกับอูฐ

ไปจุดต่อไป ไปขี่อูฐ และเป็นจุดถ่ายรูป ที่จะได้ภาพทั้ง 9 พีรามิด ตอนลงจากอูฐก็จะมีคนท้องถิ่นมาชวนพูดคุย และให้ของมาเต็มเลย เค้าก็บอกว่าให้ฟรี! สุดท้ายก็จะมาขอเงิน เอ้า? ถ้าใครมาก็ต้องระวังตัวดีๆ

ต่อมาเราจะไปดูมหาสฟิงซ์กัน (The Great Sphinx of Giza) คือ รูปสฟิงซ์แกะสลักด้วยหินขนาดใหญ่ เป็นสฟิงซ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอียิปต์ อยู่ในบริเวณพีระมิดทั้ง 3 แห่งกิซีา หมอบเฝ้าอยู่ใกล้กับพีระมิดคาเฟร (พีระมิดที่อยู่ตรงกลางนั่นเอง) เชื่อกันว่าใบหน้าของมหาสฟิงซ์ จำลองมาจากใบหน้าของฟาโรห์คาเฟร มีลำตัวเป็นสิงโต หางเป็นงู และมีปีกเหมือนนกอินทรีย์ เอาไว้เปรียบเสมือนเทพเฝ้าสุสานและสมบัติที่อยู่ข้างใน

ก่อนไปทานข้าว ทางไกด์พาเรามาดู วิธีทำ กระดาษชนิดแรกของโลก ประวัติศาสตร์เล่าว่ามีการใช้กระดาษครั้งแรกโดยชาวอียิปต์โบราณ ทำมาจากต้นกก ซึ่งมีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีเหมาะกับอากาศที่นี่ นี่คืออีกหนึ่งอย่างของที่นี่ ถ้าใครสนใจก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ เวลาต่อก็ต่อไปเยอะๆเลย คือมันต่อจนไม่รู้แล้วอ่ะว่าราคาจริงๆมันควรกี่บาท

  พักทานอาหารเที่ยงที่รวมอยู่ในค่าทัวร์กันก่อน ที่ร้าน Alezba Village ร้านอาหารสวย คลาสสิกมาก แต่เมนูก็อ่านไม่ออกเลย แต่คิดว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวไกด์ก็สั่งให้เอง ของเด็ดของร้านนี้คือมีไก่ย่างอร่อย รอดตายไปหนึ่งมื้อแล้ว เย้!
กินข้าวไป ฟังเพลงไป ครึกครื้นจริงเชียว และแน่นอนครับ ตอนจบก็ต้องขอทิปซิจ๊ะ
เติมพลังแล้วจะไปกันต่อที่เมืองเมมฟิส (Memphis) ไปเที่ยว Mit Rahina Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Highlight ของที่นี่คือเสาหินแกรนิตที่สลักเป็นรูปของกษัตริย์แรมซีสที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่ถือกันว่า ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ และมีชื่อเสียงมากที่สุดของอียิปต์ ใครที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ควรมาที่นี่

ราคาของคนอียิปต์เขียนเป็นอีกภาษาตรงตัวเลขแหม ไม่รู้เลยว่าอ่านว่าอะไรจากนั้นเดินทางไปเมืองซัคคาร่าที่อยู่ใกล้ๆ ดูพีระมิดแห่งแรกของอียิปต์ ตรงนี้มีให้ถ่ายรูปกับเสาหินโบราณสวยมากๆ
อันนี้เป็นพีระมิดเหมือนกันแต่มีอักษรสลักอยู่ข้างใน เป็นสิ่งปลูกสร้างแรกที่สลักอักษรเข้าไปเพื่อเรื่องราวประวัติศาสตร์จารึกไว้ในกำแพง มีทหารดูแลอยู่ข้างหน้า ถ่ายรูปให้ดูไม่ได้ ใครอยากรู้ว่าเป็นยังไงต้องมาดูเองแล้วล่ะ
 และแน่นอนครับทัวร์ก็มาเรามาจบการขายอีกแล้ว ที่นี่มีขายน้ำหอม และสาธิตวิธีการใช้น้ำหอมที่เราฟังในตำนานด้วย ซึ่งทำมาจากดอกไม้ กลิ่นหอมดี ถ้าซื้อเป็น package ราคา 30 USD ตกขวดละพัน ซื้อ 3 แถม 1 จ้า ตอนแรกตั้งใจไม่ซื้อแน่ๆฟังไปฟังมาคนขายแม่งโคตรเก่งพูดจนคนอยากซื้อจนได้ต้องไปลองจริงๆ เรื่องน้ำหอมไม่เท่าไหร่ แต่อยากให้ไปดูสกิลการขายสุดยอดขายเก่ง สรุปได้น้ำหอมติดไม้ติดมือกันกลับไป 3 แถม 1 ใช้ 3 ปีก็คงไม่หมดเหมือนกัน ฮ่าๆๆ
  หลังจากนั้นไกด์ก็จะไปส่งเรากลับโรงแรม เป็นอันว่าจบทริปวันนี้ และตามธรรมเนียมแล้วเราต้องให้ทิปกับไกด์และคนขับรถด้วย โดยเราให้ไกด์ 300 EGP และคนขับรถ 100 EGP ต่อคนนะ ส่วนอาหารเย็นวันนั้นเราก็หากิน KFC แถวที่พักกันเลย

 

Day 3: Black Desert – White Desert – Crystal Mountain – Desert Night Camp

เช้าวันที่ 2 วันนี้เราจะออกเดินทางเพื่อไปนอนกลางทะเลทรายกัน! แต่มีการฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมนะ เอาของไปแค่บางส่วนเท่านั้นจ้า ซึ่งเราก็จะใช้วิธีการจ้างไกด์ท้องถิ่นอีกเหมือนเดิม ราคา 2,470 EGP คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 5,000 บาท โดยการซื้อทัวร์ล่วงหน้าทาง Internet

วันนี้จะเป็นวันที่เรานั่งรถค่อนข้างนานประมาณ 5-6 ชั่วโมงได้ เรียกได้ว่าเมื่อยตูดแถมคนขับก็ไม่คุยกับเราซักคำ และเราจะไปแวะที่แรกคือ Black  Desert หรือทะเลทรายสีดำนั่นเอง หินและทรายสีดำที่เห็นเกิดจากภูเขาไฟในสมัยก่อน
แล้วก็มาต่อกันที่ White Desert ที่อยู่ใกล้ๆกัน ทรายในบริเวณนี้มีส่วนของหินปูนสีขาวประกอบอยู่ ก็เลยเป็นทรายสีขาวอย่างที่เห็นกัน และเป็นที่มาของชื่อ White Desert ด้วย
ปิดท้ายก่อนเข้าไปนอนในทะเลทรายด้วย Crystal Mountain เป็นบริเวณที่มีก้อนหินขนาดยักษ์รูปทรงแปลกให้เราได้ถ่ายรูปเล่นกัน หินพวกนี้เป็นหินที่ถ้าเอาไปทุบแล้วจะกลายเป็นคริสตัลนั่นเอง
จากนั้นเราก็จะเข้าไปนอนในทะเลทรายกัน เย้ๆๆๆ อาหารเย็นเค้าก็จะทำให้เรากินกลางทะเลทรายเลยด้วย ถือว่าเปิดประสบการณ์ใหม่มากๆ ทานอาหารเสร็จก็จะมีเหมือนกิจกรรมรอบกองไฟกันเล็กน้อย พอหอมปากหอมคอก่อนเข้านอน
และนี่คือการนอนนับดาวกลางทะเลทรายที่แท้ทรู บอกเลยว่าสวยมากๆ ควรมาอย่างยิ่งอาจจะนอนกลางดินกินกลางทรายไปนิดแต่จะบอกเลยว่าประทับใจมาก แต่ต้องเตรียมเสื้อหนาวนิดนึงเพราะว่าหนาวมากๆแบบเข้ากระดูกอ่ะแต่อันนี้แนะนำมาเถอะ

Day 4: Pyramid Mountain – Hot spring – English Mountain – Cairo



วิวตอนตื่นท่ามกลางทะเลทรายที่ไม่มีห้องน้ำใดๆทั้งสิ้น ชอบตรงไหนใส่ตรงนั้น

เมื่อคืนนี้นอนแบบนี้เลยเว่ยแก ตื่นมาเห็นรอยเท้าจิ้งจอกทะเลทรายรอบๆเยอะมาก


พอตื่นเข้ามาก็จะเป็นวิวแบบนี้ แปลกตาดีจากที่ปรกติตื่นมาก็จะเป็นเพดานห้องนอนของโรงแรม ส่วนอาหารเช้าของเรานั้นนนน ทุกอย่างก็จะปนไปด้วยทรายอย่างทั่วถึง ทั้งขนมปัง ชีส ชา ผลไม้ ฮ่าๆๆ

แพลนวันนี้ของเราก็คือขับกลับเข้าไปที่ไคโรกัน
โดยจุดแรกที่ผ่านคือ Pyramid Mountain ก็เป็นภูเขาที่มีรูปทรงคล้ายๆพีระมิดนั่นเอง ไม่มีอะไรมาก

จุดที่ 2 ตรงนี้เป็น Hot spring หรืออ่างน้ำร้อน จะนั่งแช่เท้าก็ได้ หรือจะลงไปแช่ทั้งตัวเหมือนพี่แกเลยก็ได้ น้ำค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว แค่แช่เท้าก็รู้สึกสบายแล้ว
จุดที่ 3 จุดสุดท้ายก่อนเข้ากรุงไคโรคือ English Mountain เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวอังกฤษมาปีนพิชิตที่เขานี้ แล้วก็สร้างป้อมปราการเอาไว้
การเดินทางกลับกรุงไคโร ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 5 ชั่วโมงเหมือนเดิม นั่งรถนานแต่ก็แนะนำให้มาที่นี่ ควรมาสักครั้งเป็นประสบการณ์นอนกลางทราย และกินก็กลางทราย ไกด์ที่เราใช้จองผ่านเว็บนี้มา >> www.getyourguide.com บริการทุกระดับประทับใจ เรามีบ่นเรื่องขาไปที่คนขับพูดจาไม่ดี รถคันเล็ก พอขากลับเค้าก็เปลี่ยนให้เลยจ้า ดีงามมาก


วิวจากห้องพักที่ไคโร คืนนี้นอนที่นี่ Cairo Paradise

Day 5: Cairo

ที่แรกของวันนี้คือ Al-Azhar Park เป็นสวนสาธารณะ ที่ได้งบพัฒนาทำให้สวยงาม และถือว่าเป็นของขวัญให้แก่ชาวไคโร จากเจ้าชาย Shah Karim Al Hussaini (อาจจะต้องขออภัยในความไม่สามารถอ่านชื่อเจ้าชายออกได้จริงๆ เดี๋ยวผิด) ซึ่งเป็นลูกหลานของ Fatimid ผู้ก่อตั้งเมืองไคโรใน ปี ค.ศ. 969 ที่นี่คือสวยมาก บรรยากาศดี เย็นสบาย
ขับผ่านโซน Garbage City เป็นส่วนที่เค้าจัดการขยะ แต่ก็มีคนอาศัยอยู่ ซึ่งเรางงมากว่าอยู่ได้ยังไง เพราะเหม็นมาก เค้าอาจจะชินไปแล้ว คนที่อยู่ที่ garbage city 90% เป็นชาวคริสเตียน (ซึ่งชาวคริสเตียนในอียิปต์มี 25 ที่เหลือเป็นมุสลิม 75) แล้วที่สำคัญคนที่นี่ก็กินแมลงแทนเนื้อด้วย

 เราขับผ่าน Gabage City เพื่อไปยัง St. Simon the Tanner Cathedral เป็นการสร้างโบสถ์ไว้กลางหุบเขา แล้วก็สร้างแบบสลักภูเขาเข้าไปเลยสวยมากๆ ในอดีตที่นี่ถูกสร้างโดยบุคคลขื่อนายมาริโอ้ นายมาริโอ้เนี่ยเป็นบุคคลที่ถูกรัฐบาลส่งให้มาสำรวจสถานที่แถวนี้ เพื่อจะย้ายเมืองขยะซึ่งแต่เดิมอยู่ที่กิซ่า มาตั้งที่ไคโร ทำให้เค้าได้เจอพื้นที่ในบริเวณนี้ที่เป็นถ้ำธรรมชาติ 6 ถ้ำ และถ้ำที่เราอยู่ตรงนี้ ก็เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ในอียิปต์ แล้วก็ในไคโร
แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ summer church ที่มีลักษณะเปิดกว้างโล่ง ดีไซน์ออกมาคล้ายๆกับโคลอสเซียมในอิตาลี
และส่วน winter church ก็จะอยู่ในถ้ำ เอาไว้สวดมนต์ในฤดูหนาว มีเสาขนาดใหญ่ถูกแกะสลักเป็นรูปไม้กางเขน บรรยากาศข้างในตอนที่เรามาค่อนข้างเย็นเลย สรุปเลยว่าที่นี่มีความยิ่งใหญ่อลังการณ์และความน่าทึ่งของการแกะสลักเข้าไปในภูเขาให้กลายเป็นโบสถ์ ใครมาไคโรต้องแวะมาดู

ไปต่อที่ Mosque of Muhammad Ali สุเหร่าโมฮัมหมัดอาลี ถูกสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึง Tusun Pasha (ลูกชายคนโตของกษัตริย์โมฮัมหมัดอาลี) ที่เสียชีวิตในปี 1816 ที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีก ออกแบบให้เหมือนกับ Blue Mosque ที่อิสตันบูล แต่ก็ทำได้ไม่เหมือนนัก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1830 และใช้เวลาในการสร้างนานกว่า 18 ปี
สุเหร่าโมฮัมหมัดอาลี นับเป็นสุเหร่าที่ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงไคโร หน้าสุเหร่ามีหอนาฬิกา ที่พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์แห่งฝรั่งเศส มอบให้รัฐบาลอียิปต์เป็นของขวัญ แลกเปลี่ยนกับเสาโอเบลิสต์ที่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส

วันที่เราไปเที่ยวเป็นวันศุกร์ จะมีคนมาเยอะเป็นพิเศษ เพราะเหมือนเป็นวันทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนที่อียิปต์เค้าก็จะพากันมาที่นี่ ด้วยความที่คนเยอะมากๆๆๆๆ เราเลยไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่แค่ดูจากข้างนอกก็รับรู้ได้ถึงความสวยงามและใหญ่โตแล้ว บริเวณใกล้ๆมีที่ให้ชมวิวด้วย สวยมาก บ้านเมืองเค้าคุมโทนเป็นสีน้ำตาลไปหมด

ทานอาการเที่ยงที่ร้าน international food ร้านดูดี มีฝรั่งทานเยอะ มีข้าวผัดเนย ผัก ปลา สตูเนื้อ เส้นสปาเก็ตตี้ อาหารทานได้
ต่อไปไปที่ Egypt gate กำแพงล้อมรอบกรุงไคโร (Bab al Fatah) ใช้ป้องกันข้าศึกรุกราน  จะเห็นตำรวจขี่ม้าด้วยที่นี่ ดูเท่ไปอีกแบบ แล้วจากจุดนี้เราจะเดินทะลุไป Khalili market (Khan Al-Khalili)
ที่ Khalili market จะเห็นว่าขายชิชากันแบบ 80% เหมือนเป็นเรื่องปกติ มานั่งโซนนั่งชิวดูดชิชา มาแบบพร้อมกับชาแบบพื้นเมือง ชิชาที่นี่ถูกมาก 40 บาทไทย ที่ไทยคือ 1200 แต่กลับกันที่นี่จะซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยาก
จากนั้นเราไปสถานีรถไฟกัน เพื่อออกเดินทางไปยังเมืองอัสวาน ใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง (เราจองตั๋วรถไฟจากเว็บไซต์มาเลย) ถ้าดูตามแผนที่อัสวาน จะอยู่ทางตอนใต้สุด แต่คนที่นี่ดันเรียกว่าอียิปต์เหนือ เพราะเค้านับแม่น้ำไนล์ของอียิปต์เป็นหลัก ซึ่งแม่น้ำไนล์ก็ดันไหลจากล่างขึ้นบน เลยถือว่าอัสวานเป็น Upper Egypt และไคโรเป็น Lower Egypt ซึ่ง Lower Egypt จะมีพวกพีรามิด แต่ฝั่ง upper เป็นตัวอักษร รถไฟที่เรานั่งไปเป็นตู้นอน แพงที่สุดของอียิปต์ ราคา 2,500 นั่งไปกลับก็คนละ 5,000 แต่ก็ถือซะว่าแทนค่าโรงแรม

ข้างในถือว่าสะอาดใช้ได้ครับ ให้ผ่านนน!
อาหารก็อร่อย ให้ผ่านจริงๆ

Day 6: Aswan


เช้ามาขอเปิดด้วยเท้าแบบเดิมขออภัยทุกท่านด้วย

เช้านี้บนรถไฟนะครับ เค้าก็มีขนมปังครัวซองก์ไว้ให้ทาน


พอถึงที่อัสวาน เรามีคนมารับจากที่สถานรีรถไฟเลย ติดต่อกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งโปรแกรมไฮไลท์ของเราวันนี้ก็คือจะไปนอนริมแม่น้ำไนล์กัน แต่ก่อนอื่นเราจะไปแวะที่แรกก่อน คือ Philae Temple (Temple of Isis)

แต่ก่อนไปเค้าพาเราแวะดู เขื่อนก่อนชื่อว่า High Dam ราคาก็คนละ 30 ปอนด์

แล้วจึงมาที่ท่าเรือตรงนี้ ราคาก็อยู่ 100 ปอนด์แต่จะบอกว่าวิวอลังการอีกเช่นเคย


ไปจ้าพี่สุชาติ

เด็กๆที่นี่เห็นเรา นี่ตะโกนเลยแบบ ตื่นเต้นเค้าน่าจะไม่ค่อยได้เจอคนเอเชียเท่าไหร่

การเดินทางไป Philae Temple ค่าเข้าชมอยู่ที่ 100 EGP และเราต้องนั่งเรือเข้าไปจาก High Dam site ซึ่งเป็นเขื่อนสูงในสมัยก่อน กั้นทะเลสาบ Nasser ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำไนล์ Philae Temple วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส ตามตำนานอียิปต์โบราณ

ว่ากันตามตรง คือมันยิ่งใหญ่ทุกจุดอ่ะ จะถ่ายตรงไหนก็ได้ดีไปหมด

เทพีไอซิสเป็นผู้เก่งกาจด้านมนตราอีกและยังมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดมาก จนเมื่อเทพโอซิริสได้ขึ้นเครื่องราชย์ ก็มีการจัดงานอภิเษกกับเทพีไอซิส ประชาชนในไอยคุปต์ (หรืออียิปต์นั่นแหล) ต่างก็รักและเคารพนับถือในเทพและเทพีคู่นี้มาก ยกเว้นเทพเซต ซึ่งเป็นน้องชายของเทพโอซิริส ที่เกิดความอิจฉาพี่ชายตนเอง ก็เลยสั่งฆ่าเทพโอซิริสและให้เอาศพใส่โลงลอยไปตามแม่น้ำไนล์ เมื่อเทพีไอซิสรู้ช่าวก็ออกตามหาศพของสามีตนเองไปทั่วอียิปต์ โดยระหว่างทางก็ได้คลอดบุตรชายออกมา ก็คือ เทพฮอรัส ตามตำนานยังเล่าอีกด้วยนะว่า เทพฮอรัส คือเทพที่จะสามารถล้างแค้นให้พ่อตัวเองได้ โดยการฆ่าเทพเซต จากนั้นจึงขึ้นเป็นเทพกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งไอยคุปต์ และครอบครองบัลลังก์อย่างเป็นธรรม เสร็จจากตรงนี้เราจะเอาของไปเก็บที่โรงแรม แล้วก็ไปล่องเรือกัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

และอีก 1 อย่างที่ต้องทำมาถึงแม่น้ำ ไนล์ทั้งทีคือล่องเรือใบเฟลุกะ แบบสมัยโบราณแต่เรือก็ไม่ค่อยโบราณแล้วหล่ะแต่เอาแค่ได้ฟีลเฉยๆ

ระหว่างทางจะมีทีมงานคุณภาพมาเกาะและแน่นอน ขอตังค์หน่อยจ้าา

ไปแวะดู Nubian Village โดยคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็จะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของที่นี่เลย จุดเด่นคือตัวบ้านพักที่อยู่อาศัย เค้าจะทาสีกันแบบ Colorful มากๆ แล้วก็บ้านที่นี่แทบทุกหลังจะขายของที่ระลึกครับ

สีสันสดใสมากจริงๆ
เลี้ยงเจ้าจระเข้จิ๋วไว้ในบ้านด้วยยย แง้
โอ้วววว ไม่นะ นี่ไม่จิ๋วละจ้า

เจอน้องเต่าเดินอยู่ตามพื้นเลย เราไม่ได้เป็นคนหยิบนะ คนที่นั่นเค้าหยิบให้ดู


อาหารเย็นหน้าตาดูดีเลยนะฮะ

Day 7: Abu Simbel – Luxor

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ 04.30 น. เพราะเราจะเดินทางไปเมืองที่อยู่ทางใต้สุดของอียิปต์กัน นั่นก็คือ Abu Simbel จากอัสวานเราจะนั่งรถตู้กันไปใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

เริ่มจาก Abu Simbel Temples มีทั้งหมด 2 วิหารหลัก อยู่ใกล้กัน คือ
Temple of Ramses II เป็นวิหารที่สร้างเฉลิมฉลองชัยชนะของฟาโรห์ Ramesses ที่ 2 และ
Temple of Nefertari (Temple of Hathor) ซึ่งเป็นราชินีของฟาโรห์ Ramses II ที่เชื่อกันว่าเป็นที่รักของฟาโรห์องค์นี้มากๆ จนมีการสร้างวิหารไว้คู่กัน
ที่นี่นอกจากการสลักและสร้างวิหารในภูเขาทั้งลูกแล้วที่น่าทึ่งแล้ว แต่เดิมวิหารไม่ได้ตั้งอยู่ตรงนี้ แต่เพราะการสร้างเขื่อน  High Dam ทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำไนล์สูงขึ้นและอาจจะท่วมวิหารได้ จึงมีการย้ายทั้งวิหารมายังที่ที่อยู่ปัจจุบัน วิธีการย้ายก็คือตัดวิหารเดิมให้เป็นก้อนหิน เป็นก้อนๆ แล้วจะย้ายหินทีละก้อนๆ มาวางในตำแหน่งเดิม แต่ละก้อนก็เลยจะมี หมายเลข หรือมีรอยสลักเหมือนบอกว่าก้อนไหนอยู่ตรงไหนนั่นเอง (เหมือน Philae Temple) บอกได้คำเดียวว่าอะเมซิ่งมากจ้า

ความรู้สึกเหมือนได้เป็น Indiana Jones และก็มีฝรั่งแต่งตัวเต็มแบบนั้นมาจริงๆ และไม่ใช่คนเดียวหลายคนด้วยแหละ


ส่วนวันนี้เรามีสถานที่เที่ยวแวะไม่มาก เพราะเราจะต้องนั่งรถต่ออีก 6-7 ชั่วโมง เพื่อไปที่เมือง Luxor เราถึงที่พักที่ Luxor ประมาณ 1 ทุ่ม

ที่พักสวยมากกกกก ราคาไม่แพงด้วย

Day 8 : Luxor เมืองแห่งวิหารและบอลลูน 

วันนี้ก็ตื่นเช้าอีกเช่นเคย ตีห้าครับ ออกจากโรงแรมหกโมง เพราะเราจะรีบไปขึ้นบอลลูนกัน สวยมากๆ
ขึ้นมาสูงมากกกกก จะบอกพออยู่ข้างบนมันเสียวมาก ร้อนด้วยกว่าจะลงได้ก็แบบหลายรอบมากจนแบบว่าเฮ้ยจะถึงพื้นมั้ยเนี่ยเพราะลงไปไม่ตรงจุดซะที แต่สวยจริงๆอันนี้ยังไงก็ต้องขึ้นแนะนำเลย

 

เสร็จแล้วเรากลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนจะไปเที่ยวที่ต่อไป
อะะะ ให้ดูโรงแรมตอนกลางวันบ้าง

ไปต่อที่ Valley of the kings ค่าเข้า 160 EGP
หุบเขากษัตริย์ (The Valley of the Kings)  เป็นหุบเขาแห่งสุสานที่ฝังหลุมศพของกษัตริย์และราชวงศ์ในราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ตั้งยู่ในเมืองลักซอร์ เป็นที่ฝังพระศพที่สำคัญของราชวงศ์แห่งอียิปต์โบราณ รวมถึงยังมีสุสานของบุคคลสำคัญอีกหลายแห่ง สุสานจะตกแต่งด้วยภาพของเทพเจ้าอียิปต์และพิธีศพต่างๆ Valley of the kings โด่งดังมาจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน ที่เลื่องลืออื้ออึงกันในเรื่องคำสาปฟาโรห์ และยังเป็นหนึ่งในสถานโบราณคดีที่โด่งดังที่สุดในโลกกกกก

ด้านในใหญ่มากเราเองก็ยังไปไม่หมดเพราะมีสุสานหลาย กษัตริย์มาก แถมอากาศที่นี่จะร้อนกว่าอียิปต์ใต้ (นับตามแม่น้ำไนล์ )


ก่อนจะไปจุดต่อไปพาเราแวะอีกแล้วขายของที่ระลึก เป็นแผ่นแกะสลัก สวยมากกก ตอนแรกว่าจะไม่ซื้อเจอสกิลขายขั้นเทพอีกแล้วสรุปคือก็ซื้อไปอีกจนได้ ได้เวลาเสียเงินละจ้า

ไปต่อที่ Al-deri Al bahari Temple ค่าเข้า 80 EGP แล้วก็มีค่ารถเข้าไปเยี่ยมชมอีก 2 EGP จุดนี้เรียกว่าวิหารเดียร์ อัล บาห์รี เป็นวิหารของฟาโรห์หญิงฮัทเชปชัท (Hatshepsut) ซึ่งเป็นฟาโรห์ที่เก่งกาจคนนึง ฮัทเชปชัทจะสวมเคราปลอมและชุดแบบชายเพื่อให้ประชาชนนับถือเหมือนฟาโรห์ผู้ชายองค์อื่นๆนั่นเองงง

และวันนี้ปิดท้ายด้วย Karnak Temple ค่าเข้า 120 EGP วิหารคาร์นัก หรือมหาวิหารสี่พันปีแห่งอียิปต์ ตามความเชื่อแล้ววิหารคาร์นักถูกสร้างขึ้นเพื่อ เป็นที่ประทับของเทพเจ้าอะมอนรา (สุริยะเทพ) และเป็นเทพประจำเมืองนี้เช่นกัน ส่วนวิวด้านในไม่ต้องพูดถึงสวยงามมากๆๆ จนไม่รู้ว่าเมื่อก่อนสร้างกันได้ยังไง พูดตรงๆเราชอบอียิปต์โซนนี้มากกว่าฝั่ง พีรมิดซะอีก
ตรงจุดนี้ไกด์บอกเราว่า เป็นความเชื่อว่าถ้าไปวิ่งรอบครบ 3 รอบเพื่อเงิน 5 รอบเพื่อการแต่งงาน
ที่เหลือแต่เสาเพราะว่าจริงๆแล้วตอนแรกเนี่ย สร้างเพื่อรับน้ำหนักของชั้น 2 แต่เกิดแผ่นดินไหวก่อนก็เลยไม่ได้สร้างชั้น 2 แล้วก็เหลือแต่เสาอย่างที่เห็น แต่แค่เสาก็สวยมากแล้ว แกะสลักละเอียดมากๆเลย

จบครบโปรแกรมวันนี้ เราจะนั่งรถไฟตู้นอนเหมือนเดิมกลับไปที่กรุงไคโร เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านกันแล้ว เย้!

อำลาไกด์ของเรา อธิบายทุกอย่างดีมาก ฟังรู้เรื่องแล้วก็ชอบพาเราไป อธิบายกลางแดดฮ่าๆๆ

สุดท้ายผมบอกและย้ำกับทุกคนเลย ที่นี่สมกับเป็นประเทศที่มีอารายธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งนึงในโลกเลย
ครั้งหนึ่งชีวิต คุณควรมาพิชิตอียิปต์นี่คือดินแดนแห่งความลึกลับ สวยงาม และน่าค้นหาที่สุดเท่าที่เคยไปมาถ้ามีโอกาสจะกลับไปเที่ยวแบบเจาะลึกกว่านี้แน่นอน

LEAVE A REPLY