สิงคโปร์ Unseen เดิน กิน ถ่ายรูป

0
2306

สิงคโปร์ ประเทศที่ไปก็บ๊อยบ่อย ใกล้มากๆ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีมุมให้ถ่ายรูปอีกเยอะเลย
ทริปสิงคโปร์ของเราคราวนี้ เป็นทริปที่เน้นสถานที่ถ่ายรูปใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร
เราจะไม่ไปแลนด์มาร์คอย่าง Merlion หรือ Universal Studio หรือ Garden By The Bay
เพราะฉะนั้นรอดูกันได้เลยว่า สิงคโปร์ประเทศยอดฮิตนี้ จะมีที่ไหนบ้างที่ต้องไปถ่ายรูป ให้ได้มุมที่ไม่เหมือนใครกัน !

แพลนทริปคร่าวๆของเรา
Day 1 – ไปดูน้ำพุใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ !
– Fountain of Wealth
– Buddha Tooth Relic Temple
– Jinrikisha Station

Day 2 – พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ – Canopy Walk ที่คุ้มค่ากับการเดินไกล 6 กิโล
– People park complex
– TreeTop Walk
– Marina Barrage
– Saint Andrew’s Cathedral
– National Gallery Singapore
– Old Supreme Court Building
– Victoria Theatre

Day 3 – เข้าโบสถ์คริสต์ แวะมัสยิด แล้วไปหาตำรวจกัน !
– Our lady church
– Kampong Glam
– Old hill street police station

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 3 วัน 2 คืน
– ค่าที่พัก คืนละ 750 บาท/คน (2คืน รวม 1,500บาท)
– ค่าบัตร Ez link 285 บาท/คน
– ค่าเดินทาง(เติมไว้ในบัตร Ez link) 355 บาท/คน
– ค่าอาหาร น้ำ และเครื่องดื่ม(รวมทุกมื้อ) 2,020 บาท/คน
ปล.ทุกสถานที่ๆไปไม่เสียค่าเข้าจ้า
รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 4,160 บาท/ต่อคน

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินทางง่ายมากๆ
แค่รู้จักการใช้รถไฟฟ้าหรือรถบัส และเดินต่ออีกนิดหน่อย ก็สามารถไปได้ทุกที่ๆเราแพลนไว้ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าแท็กซี่แม้แต่บาทเดียว

เวลามีทริปที่เดินทางแบบนี้ ไม่ว่าจะในประเทศ หรือต่างประเทศ นอกจากจะต้องพกของใช้ส่วนตัวไปแล้ว อีกหนึ่งไอเท็มที่เราขาดไม่ได้เลย คือ Uniren Spray พกไว้อุ่นใจไม่มีปวดเมื่อย เอาไว้ฉีดตอนเดินทาง สะดวกมากๆ ขนาดก็ไม่เกิน 100ml. พกขึ้นเครื่องสบายๆเลย ว่าแล้วก็จัดใส่กระเป๋าให้พร้อมก่อนเดินทางเลย !

จัดกระเป๋าเรียบร้อยก็ขึ้นเครื่องกันเลยดีกว่า


DAY 1 – ไปดูน้ำพุใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ !

หลังจากลงจากเครื่องปุ๊บ ผ่านตม.ปั๊บ เราก็เดินหารถไฟฟ้าเข้าเมืองทันที
อย่างที่บอก ด้วยความที่ระบบขนส่งมวลชนที่สิงคโปร์ดีมากๆ เราจะเน้นการขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ และการเดินเล็กๆน้อยๆเป็นหลัก ตลอดทั้งทริป ไม่มีการนั่งรถแท็กซี่หรือแกรบ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตามมาดูกันว่าเราจะมีวิธีเดินทางยังไงบ้าง


ก่อนอื่นก็ต้องมาซื้อบัตร EZ Link (Easy link) เอาไว้ขึ้นรถไฟฟ้าก่อน
โดยบัตรนี้สามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้า MRT, รถเมล์, Taxi และใช้ซื้อสินค้าต่างๆ ได้ คล้ายเป็นบัตรเงินสดที่สามารถใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์
เราสามารถซื้อ บัตร EZ Link ได้ที่ Passenger Service ในสถานีรถไฟ MRT ทุกสถานี ราคาจะอยู่ที่ 12 SGD (ประมาณ 285 บาท) แบ่งเป็นค่าบัตร 5 SGD และเงินที่ใช้ได้อีก 7 SGD ซึ่งการเติมแต่ละทีต้องเติมเงินอย่างน้อย 10 SGD และเติมได้มากที่สุดถึง 100 SGD มีใบนี้ใบเดียวครบวงจร แทบไม่ต้องพกเงินสดกันเลย สะดวก รวดเร็ว


ที่พักของเราอยู่แถว Chinatown ดังนั้นก็นั่งจากสนามบิน คือ สถานี Changi Airport (CG2) ไปยัง สถานี Chinatown (DT19/NE4) เลยจ้า


พอขึ้นมาจากสถานี Chinatown ปุ๊บ ก็ต้องตื่นตาตื่นใจเลย รู้ทันทีเลยว่ามาถึงแล้วแน่ๆ
ด้วยลักษณะอาคารร้านค้า การตกแต่ง บรรยากาศทั้งหมด 


ที่พักของเราอยู่ใกล้สถานีรถไฟมากๆ เดินประมาณ 300 เมตร ก็ถึงแล้ว


นี่คือโฉมหน้าที่พักของเราจ้า เราเลือกเป็น Hostel นะ ที่นี่ชื่อว่า Chic Capsule Otel
ตอนที่เราจอง ตกคืนละประมาณ 750 บาท/คน (เราพัก 2 คืน ก็ประมาณ 1,500 บาท)


ส่วนใหญ่คนที่มาพักจะเป็นชาวต่างชาติ Backpacker เยอะมากๆเลย

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย ก่อนออกไปตะลุยถ่ายรูป กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องเนอะ
เราไปหาอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า


ระหว่างทางเดินก็จะเจออาคารบ้านเรือนสวยๆตลอดทาง

เรามากินข้าวกันที่ร้าน FOONG KEE Traditional Charcoal Roasted ร้านนี้เป็นร้านที่ดังเรื่องเป็ดย่าง (แต่วันที่ไปเป็ดย่างดันหมด! ซะอย่างงั้น) เราเลยได้สั่งบะหมี่และข้าว หมูแดง หมูกรอบ แทน
อร่อยดีแฮะ รสชาติใช้ได้เลย หมูกรอบหนังกรอบๆบางๆเนื้อนิ่มๆ น้ำราดก็รสชาติโอเค น้ำซุปที่ร้านจะรส
จางๆ เหมือนเอาไว้ซดเฉยๆอ่ะ ไม่เค็มเท่าที่ไทย ถ้าใครชอบซดน้ำซุปแบบนี้ก็ต้องมาลอง

เติมพลังกันเรียบร้อย  สถานที่แรกของทริปเราคือ Fountain of Wealth หรือ น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง
โดยเราเดินทางจาก รถไฟฟ้า สถานี Chinatown (DT19/NE4) ไปยัง สถานี Promenade (CC4/DT15)

Fountain of Wealth
หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง เป็นน้ำพุที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาถ่ายรูปกัน
เพราะเชื่อว่าเป็นน้ำพุแห่งความมั่งคั่งของคนสิงค์โปร์
และได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุ๊ค เมื่อปี 1998 ว่าเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
ถ้าอยากไปดูการแสดงโชว์น้ำพุ ก็จะมีเวลาตั้งแต่ 20.00 / 20.30 และ 21.00 กะเวลาไปกันดีๆเน้อ


เรายืนถ่ายรูป ดูการแสดงน้ำพุอยู่นานเลย เป็นน้ำพุใจกลางเมืองที่ใหญ่และสวยงามมากๆ


วันนี้เราจะไม่ได้เน้นไปไหนไกลมาก เนื่องจากจะเก็บแรงไว้ตะลุยถ่ายรูปสถานที่ใหม่ๆในวันพรุ่งนี้ เราเลยนั่งรถไฟฟ้ากลับไป สถานี Chinatown (DT19/NE4) ไปถ่ายรูปตรงจุดที่ใกล้กับที่พัก อย่าง Buddha Tooth Relic Temple กัน

Buddha Tooth Relic Temple
เรียกเป็นภาษาไทยว่าวัดเขี้ยวแก้วตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Chinatown ด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์ของศาสนาพุทธ
ถ้าได้มาถ่ายรูปตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟให้ได้ชมกัน

ในระแวกเดียวกันเราจะเจออีกสถานที่ใกล้กันมากๆ นั่นก็คือ Jinrikisha Station

Jinrikisha Station
ที่นี่เคยเป็นสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่งในรูปแบบการขนส่งสาธารณะในสิงคโปร์ ซึ่งในปัจจุบัน
ได้เปลี่ยนเป็นสำนักงานไปแล้วแต่ยังคงเที่ยวถ่ายรูปได้เหมือนเดิม ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ
Buddha Tooth Relic Temple โดยหันหน้าเข้าวัดนี้แล้วหันไปทางซ้ายมือก็เจอเลย

หลังจากถ่ายรูปที่นี่เสร็จ ก็กลับเข้าที่พักเตรียมตัวเดินทางในวันรุ่งขึ้น เพราะวันพรุ่งนี้แพลนของเราแน่นมากๆ
พักผ่อนเก็บแรงไปถ่ายรูปสวยๆกันค่ะ

 

DAY 2 – Day 2 – พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ – Canopy Walk ที่คุ้มค่ากับการเดินไกล 6 กิโล

Good Morning !  เช้าวันที่ 2 ที่สิงคโปร์
วันนี้แพลนเราแน่นเป็นพิเศษ เพราะเราจะลุยไปถ่ายรูปให้เต็มที่ ถ่ายกันแบบว่าเอาไปลง Instagram ได้เป็นเดือนๆ ให้สมกับที่จ่ายค่าตั๋วมาเที่ยวที่นี่ซะหน่อย555 ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเลย !

ก่อนจะเดินทางไปไกลๆ ก็เก็บภาพกับตึกสวยๆใกล้ๆกันก่อน ใกล้แบบว่าเดินไปได้เลย

People park complex
เป็นตึกย่าน Chinatown ที่คนนิยมมาถ่ายภาพกันเพราะมีฉากหลังเป็นสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นที่พักหรือบริษัทของคนที่ทำงานในตึกนี้ ตอนแรกก็งงๆว่าทำไมคนชอบมาถ่ายรูปที่นี่กันจัง พอถ่ายออกมาถึงกับร้องอ๋อออเลย เออถ่ายออกมาแล้วมันสวยดีแฮะ

ได้ภาพสวยๆแล้วก็ขึ้นรถกันดีกว่า วันนี้เราจะนั่งรถเมล์ ไปกัน
เรานั่งรถเมล์สาย 166 ขึ้นจากแถวๆ People Park ไปลงป้าย Opp Flame Tree Pk กันเลย ใช้เวลาประมาณ 45 นาที นั่งสบายมากๆ แอร์เย็น ดีจนรู้สึกว่าไม่ใช่รถเมล์เลยอ่ะ ดีจนไม่กล้ากลับไปนั่งรถเมล์ที่ไทยเลย กลัวเสียความรู้สึกดีๆที่มีต่อรถเมล์ไปอ่ะ55555


เวลาจ่ายเงินก็ใช้บัตร Ez Link เหมือนกับที่ใช้ในรถไฟฟ้าเลย สะดวกมาก

TreeTop Walk
เป็นอุทยานแห่งหนึ่งในสิงค์โปร์ที่นับได้ว่าแทบจะเป็นพื้นที่สีเขียวของประเทศนี้แห่งเดียวเลยก็ว่าได้
ในด้านในก็จะมีสะพานแขวนให้เดินถ่ายรูปแบบคูลๆ
ปล.จะต้องเดินเข้าไประยะทางประมาณ 2 กิโลนิดๆ ถ้าใครสายเดินก็ลุยย


กว่าจะมาถึงจุดนี้คือเดินมา 2 กิโลได้ นี่ช็อกกว่าคือ เดินมาถึงที่นี่ถ้าจะเดินบนสะพานแขวน ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ห้ามเดินไปแล้วย้อนกลับมาทางเดิม สาเหตุที่เราช็อกเพราะ ทางที่เราเดินมา ประมาณ 2 กิโล แต่ทางเดินกลับ ประมาณ 4 กิโล โอ้แม่เจ้า!!! แต่ไหนๆก็มาขนาดนี้แล้ว ไม่มีถอยแล้วว ไปต่อกัน !

คือเราว่ามันดีมากๆเลยสำหรับคนที่เตรียมมาเดินทางไกลอ่ะ เดินได้เรื่อยๆไม่เบื่อเลย 2 ข้างทางมีธรรมชาติดีๆ มีสัตว์ให้ได้ดู รู้สึกร่มรื่นผ่อนคลายมากๆ และยิ่งในประเทศที่มีแต่ตึกแบบนี้ ที่นี่ถือเป็นไฮไลต์ในดวงใจเราเลย โคตรดี !

ประทับใจกับรูปมาก อยากกรี๊ด(เพราะกลัวความสูง555) เราว่าไม่ค่อยมีคนไทยมาถ่ายรูปที่นี่ รับรองรูปไม่ซ้ำใคร 


สูงมากจ้ะพี่จ๋าาาาา


กว่าจะเดินมาถึงที่นี่ได้ เราทั้งสะพายกล้อง แบกกระเป๋าหนักๆ ยอมรับเลยว่าปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย ตอนเช้าที่จัดกระเป๋ามาวันนี้ เลยไม่ลืมพก Uniren Spray มาด้วย งานนี้คือพระเอกเลยจริงๆ ถ้าไม่ได้สเปรย์ขวดนี้เราก็ไม่รู้จะยังไงดี ทั้งเมื่อยขา ปวดไหล่ ไปหมด ฉีดแล้วก็จะเย็นๆ สบายๆ ไม่เหนอะ พกไว้ให้อุ่นใจตลอดการเดินทางกันเลย


เดินต่ออีกจ้าา โฮกกกก

ดูคุณยายสิ เค้าเดินกันไหวได้ยังไงนะ ? แข็งแรงมากๆเลย

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังจากเดินกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ใช้พลังงานกันอย่างมหาศาล ก็ต้องเติมพลังงานกลับคืนเข้าไปให้มากกว่าเดิม555 ไหนๆมาสิงคโปร์ทั้งที ต้องลองเมนูขึ้นชื่ออย่าง บะกุ๊ดเต๋ กันบ้าง
เรามาที่ร้าน NG AH PORK RIBS SOUP EATING HOUSE เขาว่ากันว่าเป็นร้านชื่อดัง ต้นตำหรับของที่นี่ เราจะพลาดได้ยังไง เอ้า ไปลองกัน

นี่คือหน้าตาของอาหารที่เราสั่ง ทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ 47.6 SGD (ประมาณ 1,126 บาท/ตกคนละ563บาท) อิ่มจนพูดไม่ออก
รสชาติอาหารดีนะ น้ำซุปบะกุ๊ดเต๋หอมสมุนไพรมากๆ ถึงน้ำซุปจะร้อน แต่ซดแล้วสดชื่นดีจริงๆ แต่เมนูที่เราประทับใจที่สุดคือ ขาหมูในรูปข้างล่างนี่ อร่อย นุ่ม ละมุนลิ้นมากๆ ฟิน~

หลังจากเติมพลังเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่งบัสไปกันต่อ

Marina Barrage
เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่เชื่อมต่อกับทะเล นอกจากวิวแปลกตาแล้ว ยังมีสวนลอยฟ้าที่ขอบอกว่าเป็น hidden gems แห่งใหม่ทีเดียว
Marina Barrage ในช่วงเย็นจะมีคนพื้นที่หรือนักท่องเที่ยวมานั่งปิคนิกชมวิว เล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานกันเลยทีเดียว


นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานี City Hall (EW13/NS25) ก็จะเจอกับอีกหลายๆสถานที่น่าถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย
ซึ่งในระแวกนี้เราจะได้เดินไปถ่ายทั้ง
– Saint Andrew’s Cathedral
– National Gallery Singapore
– Old Supreme Court Building
– Victoria Theatre
ไปตะลุยโลเคชั่นที่ปักหมุดไว้กัน !


Saint Andrew’s Cathedral 

โบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เป็นศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกัน (Anglican) ที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ โบสถ์แห่งนี้และบริเวณรอบ ๆ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1973 มีอนุสรณ์สถานและคำอุทิศแด่บุคคลสำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก


National Gallery Singapore

หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore)
พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดและใหม่ที่สุดในภูมิภาคซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ของสิงคโปร์และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติที่สวยงามน่าทึ่งของสิงคโปร์ มีการออกแบบสถาปัตยกรรมของตึกที่สวยงาม

Old Supreme Court Building, Singapore
อาคารนี้เป็นศาลฎีกาเก่า ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นหอศิลป์แห่งชาติของสิงคโปร์ จัดแสดงงานศิลป์แห่งชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ (National Art Gallery) แทน
บริเวณด้านหน้าของตัวอาคารได้รับการออกแบบโดย George Coleman ส่วนด้านในได้รับการตกแต่งโดย Cavalieri Rodolfo Nolli ศิลปินชาวอิตาลี

ไม่ไกลจากกันมากนัก เราสามารถเดินไปถ่ายรูปกันต่อได้เลย

Victoria Theatre
โรงละครวิคตอเรียเป็นโรงละครที่ใช้การจัดแสดงโชว์หรือออเครสต้า รวมทั้งแกลลอรี่งานศิลปะที่ค่อนข้างเก่าแก่โดยล่าสุดใช้การบูรณะถึง 4 ปีเลย เป็นอีกสถานที่ที่เราแนะนำให้ไปเลย เพราะสวยงามมากๆ 

DAY 3 – เข้าโบสถ์คริสต์ แวะมัสยิด แล้วไปหาตำรวจกัน !

วันนี้ก็จะไม่อัดสถานที่เยอะมาก เราจะเน้นเดินกินลมชมวิวในเมือง
เก็บบรรยากาศความเป็นสิงคโปร์ไปเรื่อยๆกัน

มื้อแรกของวันนี้ เรามากินอาหารประจำชาติอย่าง Laksa กันบ้าง
เราเลือกมากินที่ศูนย์อาหารแถวๆ Golden Mile Complex  ต้องบอกว่า ศูนย์อาหารที่ประเทศนี้คือการรวมร้านอาหารสตรีทฟู้ดเข้าไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นรับรองว่ารสชาติเหมือนที่คนท้องถิ่นในสิงคโปร์กินแน่นอน

นี่คือโฉมหน้าของ Laksa นั่นเองจ้า ความรู้สึกจะคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่กะทิเยอะๆ แล้วก็รสชาติจะอ่อนกว่าเยอะ ไม่เปรี้ยว รสไม่จัด แต่ก็โอเคนะ อร่อยดี แล้วแต่คนชอบ เราชอบที่ให้เยอะมากๆ เครื่องแน่นมากๆ 

นี่คือน้ำอ้อยแบบสิงคโปร์ อันนี้เป็นความอยากรู้อยากลองของเรา เราเห็นหลายร้านมากๆที่ขายน้ำอ้อยแบบนี้ เลยตัดสินใจลองซะหน่อยว่าจะเหมือนที่บ้านเรารึเปล่า ปรากฏว่า ฮืออมันเหม็นเขียวมากเลยอ่ะ เหมือนเค้าเอาอ้อยทั้งต้นใส่เข้าไปรีดน้ำเลย ไม่มีการปอกเปลือก เอาเป็นว่า ถ้าไม่อยากเจอแบบเราก็ไม่ต้องลอง แต่ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นแบบที่เราบอกจริงมั้ย ไปลองดูได้จ้า555

 

เดินต่อ ไม่รอล่ะน้าา


Our lady church

เป็นโบสถ์ของชาวคาทอลิกอีกสถานที่หนึ่งที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Bugis ซึ่งด้านในถ้าเข้าไปถ่ายรูปค่อนข้างที่จะเงียบสงบรับรู้ได้ถึงแรงศรัทธา เสมือนอยู่คนละโลกกับข้างนอกเลยทีเดียว

ระหว่างทางเราผ่าน Stamford primary school
เป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งของสิงค์โปร์ที่มีสีสันสดใสมากๆ สีของโรงเรียนคือสีน้ำเงิน เหลือง กำแพงที่สีสดขนาดนี้เหมาะแก่การถ่ายรูปชิคๆมาก ว่าแล้วก็ถ่ายสักหน่อย
พอถ่ายเสร็จ เปิดรูปมานึกว่ามินเนี่ยน5555

Kampong Glam
มัสยิดสุลต่าน เป็นมัสยิดที่มีชื่อเสียงมากในสิงคโปร์และเป็นอาคารศาสนสถานที่มีความงดงามอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งในสิงคโปร์
มัสยิดแห่งนี้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1975 เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนพี่น้องชาวมุสลิมในสิงคโปร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในย่านนั้นมีและแผงขายของที่มีให้เลือกมากมายเลยด้วย

ตึกที่นี่คือสวยๆ เท่ๆ ทั้งนั้นเลย ขนาดเดินถ่ายรูปเฉยๆยังได้รูปเท่ๆเลยคิดดู

เงินในบัตรหมดซะแล้ว เติมเงินกันนิดหน่อย

 

ระหว่างทางเดินไป Old hill street police station เราจะผ่านตึกสีสันสดใสแบบนี้ น่ารักน่าถ่ายรูปมากๆ


Old hill street police station

นี่คือกองบัญชาการตำรวจ ? คือสีสันมันสดใสมากค่ะคุณผู้ชม สีรุ้งกันเลยทีเดียว
ทำให้รู้สึกอยากไปสถานีตำรวจมากขึ้น555 สีตึกดูมีความพาสเทล เอาง่ายๆคือ ถ่ายรูปยังไงก็ดูดี

เราชอบภาพนี้มาก แต่กว่าจะได้มาก็ใช้เวลานานมากเช่นกัน รอสัญญาณไฟข้ามถนนแล้ววิ่งกลับไปกลับมาเป็นสิบรอบได้555555


คลองตรงข้ามก็สวยไม่เบาเลย


หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปทั้งวันก็มีปวดเมื่อยบ้างเป็นธรรมดา หยิบ Uniren Spray มาฉีดหน่อย ดีมากเลยที่ทริปนี้เราพกขวดนี้มาด้วย พกไว้ อุ่นใจ ไปต่อได้ กลิ่นหอมดี ไม่เหนอะด้วย


ตากล้องของเราต้องยกกล้องหนักๆถ่ายรูปตลอดเวลาก็ต้องพึ่งสเปรย์แก้ปวดเมื่อยขวดนี้เหมือนกัน ฉีดลงไปเลย เย็น หอม สดชื่นนน

จบทริป 3 วัน 2 คืน กับสถานที่ถ่ายรูปใหม่ๆในสิงคโปร์
ไม่น่าเชื่อว่าประเทศเล็กๆที่แทบไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ประเทศใกล้บ้าน ที่คนไทยไปกันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
ยังคงมีสถานที่ให้ไปเที่ยวได้เยอะขนาดนี้
สิงคโปร์มุมมองใหม่ สถานที่แปลกตา จะเป็นทริปที่เราลืมภาพสิงคโปร์ในมุมนี้ไม่ลงเลย .

LEAVE A REPLY