ขับรถ แดนอีสาน ญี่ปุ่น [ Roadtrip Tohoku ]

0
259

ออกเดินทางอีกครั้ง ไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ฮ่าๆ ใช่แล้ว รอบนี้เราก็จะพาทุกคนไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะเราจะขับรถไปเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุกัน โทโฮคุคือที่ไหน โทโฮคุมีอะไร บางคนอาจไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน แต่ถ้าเราบอกว่า จังหวัดฟุกุชิมะที่มีทะเลสาบโอชิคินุมะบึงน้ำ 5สี มีหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออุจิ จูกุ ฯลฯ ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้ด้วย นอกจากจังหวัดฟุกุชิมะ ยังมีอีกหลายจังหวัดและอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยว บอกเลยว่าเด็ดๆทั้งนั้น อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่านอกจากฟุกุชิมะ ยังมีจังหวัดอะไรอีกบ้าง และที่เที่ยวเด็ดๆที่ว่านั้นเด็ดขนาดไหน ไปตามอ่านกันได้เลยจ้า

 

มาทำความรู้จักภูมิภาคโทโฮคุกันสักเล็กน้อย

          ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) คือภูมิภาคที่อยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู (Honshu) ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่จังหวัดอะโอโมริ (Aomori), จังหวัดอะคิตะ (Akita), จังหวัดอิวะเตะ (Iwate), จังหวัดมิยะงิ (Miyagi), จังหวัดยะมะงะตะ (Yamagata) และจังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) บริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาชิระคะมิ (Shirakami) ที่มีความอุดมสมบูรณ์จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ส่วนอื่นยังมีความเป็นชนบท ซึ่งเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ทั้งทะเลสาบ น้ำตก ออนเซ็นธรรมชาติท่ามกลางหุบเขา จุดเด่นของภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) อยู่ที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลที่เป็นที่รู้จัก คือ เทศกาลแห่โคมไฟ นั่นเอง

 

แผนการเดินทาง

DAY 1 โตเกียว – ชินจูกุ
DAY 2 เดินทางไปนิกโก้ | ทะเลสาบChuzenji | น้ำตกKegon
DAY 3 ฺศาลเจ้าTosho gu | สะพานShinkyo | Zao fox village | Okama zao
DAY 4 อ่าวมัตซึชิมะ
DAY 5 เดินทางไปยามากะตะ | Ginzan onsen | ล่องเรือ Mogami river                                      DAY 6 Yamadera temple | ทะเลสาบGoshikinuma                                                           DAY 7 ทะเลสาบInawashiro | หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณOuchijuku | กลับชินจูกุ                                  DAY 8 กรุงเทพฯ

 

สรุปค่าใช้จ่าย 8 วัน7คืน (29/09/2561-06/10/2561) 
รวม 885,000เยน 10คน ตกคนละ 88,500เยน (26,550 บาทต่อคน)
– ค่าห้อง 320,000เยน 10คน คนละ32,000เยน (9,600บาท)
– ค่าเช่ารถ2คัน 136,000เยน 10คน คนละ13,600เยน (4,080 บาท)                                               – ค่าทางด่วน2คัน 41,600เยน 10คน คนละ4,160เยน (1,250 บาท)
– ค่าอาหาร + เครื่องดื่ม ประมาณคนละ 30,000เยน (9,000บาท)
– ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ + ค่าจอดรถ = 5,700เยนต่อคน + 850เยนต่อคน =6,550เยน (1,970 บาท)
– ค่าน้ำมันรถ2คัน 21,840เยน 10คน คนละ2,184เยน (ุ660 บาท)

 

DAY 1  Let’s Go To TOKYO

เราเดินทางไปโตเกียวด้วยสายการบิน NokScoot เที่ยวบิน XW 102 นอนสบายยาวๆ 6ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินนาริตะ หลังจากผ่าน ตม. เอากระเป๋ากันเรียบร้อย เราก็จะเดินทางเข้าโตเกียวกัน คืนแรกเราจะนอนแถว   ชินจูกุกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ถึงจะขับรถไปเที่ยวแถวโทโฮคุกัน เราเลือกนั่งบัสไปลงที่ Tokyo Station เพื่อต่อรถไฟไปชินจูกุ

ตั๋วบัส 1,000เยน

          พอถึงชินจูกุ เราก็เข้าไปเชคอินที่โฮสเทล หลังจากเก็บของ ล้างหน้าล้างตากันเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาหาอะไรใส่ท้องกันแล้ว หิวมากกกกกกก หลังจากอิ่มท้อง เราก็เดินเล่น ช้อปปิ้ง พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

ชานมอันนี้อร่อยมากกกกกกก

DAY 2 Go To NIKKO

          วันนี้เราจะขับรถเข้านิกโก้กัน เลยตื่นเช้าเพื่อไปรับรถที่จองกันไว้ หลังจากได้รถมาเรียบร้อย เราก็พร้อมเดินทางกันแล้ววว

มารับรถที่จองไว้

แวะจุดพักรถระหว่างทางกันซะหน่อย

ที่แรกที่เราจะไปกันคือทะเลสาบชูเซนจิ ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณฐานภูเขาไฟนันไตเกิดจากการระเบิดเมื่อประมาณ 20,000 ที่ผ่านมา ช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมจะสวยงามเป็นพิเศษด้วยทัศนียภาพของสีสันของต้นไม้และภูเขา ช่วงฤดูร้อนก็มีอากาศที่เย็นสบายไม่ได้ร้อนเหมือนที่อื่นๆ เอาเป็นว่ามาฤดูไหนก็ดีงามมมมมม ตอนที่เราขับรถมาถึง หมอกลงเยอะมาก คือสวยมาก สวยสุดๆ เราถ่ายรูปกันตรงนี้นานเลย ถ่ายตรงไหนก็สวยจริง ฮ่าๆ

ถึงแล้ว ทะเลสาบชูเซนจิ 

ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว สวยมากกกกกกก

หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจ เราก็ไปน้ำตกกันต่อ น้ำตกที่เราไปชื่อว่าน้ำตกเคะงน (Kegon Falls) เป็นหนึ่งในสามของน้ำตกที่สวยสุดในประเทศญี่ปุ่น แต่พอเราไปถึงหมอกลงจัดมาก จัดขนาดที่ว่าได้ยินแต่เสียงน้ำตก แต่ไม่เห็นตัวน้ำตกเลย เศร้ามาก ไม่เห็นแบบจริงจัง ไหนไหนก็ขึ้นมาขนาดนี้แล้ว แวะกินปลาปิ้งซะหน่อย เขาว่าใครมาแล้วไม่ได้ชิมถือว่ามาไม่ถึงเลยนะ

หมอกหนามากเลย

ปลาที่ว่าต้องกินนนน

          หลังจากนั่งรอจนหมอกเริ่มจางลง เราก็ขับรถกลับที่พักกัน พักผ่อนตามอัธยาศัย

DAY 3 Go To SENDAI

          เช้าวันนี้เราจะพาทุกคนไปศาลเจ้ากัน ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine) เป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญต่อนิกโก้และต่อญี่ปุ่นมากเพราะเป็นสุสานของโชกุน โตกุกาว่า อิเอยาสุ ซึ่งเป็นโชกุนที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากๆ ทางเดินเข้าศาลเจ้าสวยมาก เพราะว่ามีต้นสนสูงเรียงยาวตามทางเดินเลย

ทางเดินเข้าสวยมาก

ซื้อตั๋วเข้าไปดูศาลกลางข้างในกัน

ลิงสามตัวทำท่าปิดตาปิดปากและปิดหู ซึ่งหมายถึงการ “รู้จักควบคุมการมอง ควบคุมการพูด และควบคุมการฟัง”

          หลังจากนั้นเราก็ไปที่สะพานชินเคียว หรือที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่อว่า “สะพานศักดิ์สิทธิ์” ได้รับการจัดอันดับให้ติด 1 ใน 3 ของสะพานที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น หลังจากถ่ายรูปกันเรียบร้อย เราก็พร้อมจะเข้าเมืองเซนไดกันแล้ว

ตอนที่เราไปเขากำลังจัดพิธีแต่งงานอยู่พอดีเลย

บอกเลยว่าตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้มากๆ เพราะเราจะได้ไปเจอสุนัขจิ้งจอก!!!! ใช่แล้ว ที่ที่เราพูดถึงก็คือ หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ (Zao Fox Village) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1990 ภายในหมู่บ้านมีสัตว์นานาชนิดกว่า 100 ตัว รวมถึงสุนัขจิ้งจอก 6 สายพันธุ์ที่วิ่งไปมาได้อย่างอิสระ เราสามารถเข้าถึงสุนัขจิ้งจอกได้อย่างใกล้ชิด ใกล้ชิดแบบใกล้ชิดแบบสุดๆ แอบน่ากลัวเบาๆเลยทีเดียว ตอนแรกแอบโดนขู่จากป้าคนเฝ้าว่ามันกัดได้นะ อย่าหยุดเดิน ต้องเดินไปเรื่อยๆอย่างเดียว แต่พอเข้าไปจริงๆ น้องๆสุนัขจิ้งจอกน่ารักอยู่นะ เพราะมันนอนซะส่วนใหญ่ ฮ่าๆๆๆๆ

 

มาเล่นกันเถอะ

น่าร้ากกกกกก

          เดินเล่นกันสักพักใหญ่ๆ เราก็เดินทางไปต่อที่ปากปล่องภูเขาไฟ โอะคะมะ (Okama Crater) โดยมีระดับความสูงอยู่ที่ 1841เมตร ปล่องภูเขาไฟนี้มีลักษณะคล้ายกับหม้อใบใหญ่ที่รองรับน้ำ จึงมีชื่อเรียกว่า โอะคะมะ ที่แปลว่า หม้อ มีเส้นรอบวงวัดได้ประมาณ 1 กิโลเมตร ข้างในมีน้ำขังจนกลายเป็นทะเลสาบ น้ำมีสีเขียวมรกต ตอนที่เราขับรถขึ้นไปถึงข้างบน อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ข้างล่าง 15องศา แต่พอเราขึ้นไปถึงข้างบนอุณหภูมิเหลือ 5องศาเท่านั้น ยังไม่พอมีลมแรงมาก!!! แรงแบบยืนอยู่ถ้าไม่ฝืนตัวเองคือตัวปลิวได้เลย แรงมากจริงๆ ปวดหูไปหมด ลมแรงแบบพีคจริงๆ แต่ข้างบนสวยมาก สวยแบบยอมเลย ยอมฝืนอดทน เห็นวิวต้องร้องว้าวเลย สวยสุดๆ ชอบที่นี่มาก

วิวสวยมากกกกกกก

ถึงแล้ว ปากปล่องภูเขาไฟ โอะคะมะ

พระอาทิตย์จะหายไปแล้ววววววว

          หลังจากชมวิวจนพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เราก็กลับเข้าเมืองเซนไดเพื่อไปพักผ่อนกัน

DAY 4 Oyster

          เราเริ่มต้นวันด้วยการไปกินลิ้นวัวแถวย่านอิจิบังโจ หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปอ่าวมัตสึชิม่า อ่าวนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอ่าวที่มีความสวยงามมากที่สุด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นชื่อที่เรียกว่า Nihonsankei ถ้าเดินจากอ่าวขึ้นไปเราจะเห็นสะพานแดง Fukurabashi ที่ถอดยาวเชื่อมระหว่างอ่าวมัตสึชิม่าและเกาะ Fukurashima สะพานสีแดงตัดกับสีฟ้าของน้ำตัดกับสีเขียวของใบไม้บอกเลยว่าสวยมากๆ ตอนที่เราเดินถ่ายรูปกันอยู่ หันไปเห็นสายรุ้งพอดี โอ้ยยยย ดี๊ดี

ย่านอิจิบังโจ

ร้านลิ้นวัว

นุ่มละลายในปากไปเลย

อ่าวมัตสึชิม่า

สะพานแดง Fukurabashi

เธอเห็นสายรุ้งนั่นมั้ยยยย

          หลังจากนั้นได้เวลามื้อเย็นแล้ว มาที่นี่ก็ต้องกินอาหารทะเล มาที่นี่ก็ต้องกินหอยนางรม!! เราไปเจอร้านที่เป็นบุฟเฟ่ต์หอยนางรมกินได้ 2ชั่วโมง กินไหวกินไป บอกเลยว่ากินจนเลี่ยน อิ่มแน่นถึงพรุ่งนี้เช้า และแล้วก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

ร้านหอยนางรมที่เราจะมากินกัน

มาแล้ว!!!!!

ใหญ่เหลือเกินพี่จ๋า

DAY 5 Go To YAMAGATA

          วันนี้เราจะไปแช่ออนเซนกัน ที่ที่เราจะไปก็คือกินซังออนเซน(Ginzan Onsen) เป็นเมืองน้ำพุร้อนที่เงียบสงบในภูเขาของจังหวัดยามากาตะ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่รอบเหมืองแร่เงินที่ได้ปรับปรุงและพัฒนาใหม่ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นเมืองออนเซนที่สวยงามที่สุด ที่นี่ชิวมากเลย ทั้งชิวทั้งสวย สวยงามแบบดั้งเดิม แช่ออนเซนไปเห็นวิวภูเขาและน้ำตกไป ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

วิวระหว่างทางมันพีคมาก

ถึงแล้ว กินซังออนเซน

มีแช่เท้าด้วย

มีน้ำตกด้วย สดชื่นจัง

แช่ออนเซนกันดีกว่า

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปโมงามิงะวะ เพื่อไปล่องเรือกัน โมงามิงะวะ (Mogami-kawa) แม่น้ำสายหลักของจังหวัดยามางาตะ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ซึ่งสวยงามเเตกต่างกันไปในเเต่ละฤดูกาล อย่างช่วงใบไม้ผลิ ดอกสึสึจิสีเเดงเเละชมพูจะบานพร้อมซากุระทั่วทั้งภูเขา เเละในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้จะเปลี่ยนสีสวยงามตระการตามาก ส่วนช่วงฤดูหนาว หิมะจะตกจนเขาทั้งลูกกลายเป็นสีขาวโพลน เลือกกันเลย ใครชอบแบบไหน มาช่วงนั้นเลยฮะ สวยทุกช่วงเลย

มาซื้อตั๋วล่องเรือกัน

ไปลงเรือกันดีกว่า

ลุงคนขับดูมีความสุขมากเลยนะฮะ

มีไกด์ด้วยนะ แต่ฟังไม่ออกเลย 

ระหว่างทางสวยจริงๆ

หน้าตาห้องนอนคืนนี้

DAY 5 Go To FUKUSHIMA

          เช้าวันนี้เราจะพาทุกคนไปไหว้พระกันก่อนเลย วัดที่เราจะไปชื่อว่า วัดยามาเดระ(Yamadera Temple) เป็นวัดของนิกายเทนไดตั้งอยู่ในภูเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองยามากาตะ ก่อตั้งขึ้นในปี 860 มีอายุมากกว่า 1,000 ปี มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Risshakuji เนื่องจากพื้นที่ของวัดครอบคลุมถึงบนเนินเขาลาดชัน ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของหุบเขาได้อย่างชัดเจน เส้นทางที่เดินขึ้นไปเป็นบันไดหินประมาณ 1,000 ขั้น! แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะมีจุดแวะพักให้ตลอดทาง แต่บอกได้เลยว่าถ้าขึ้นไปถึงข้างบนทุกคนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง วิวสุดยอดมาก

ไหว้พระกันก่อนเลย

ชอบรูปนี้มาก ตอนกดถ่ายยังยิ้มตามไปด้วยเลย

พร้อมกันรึยัง ขึ้นบันได 1,000ขั้น

จะครบ 1,000ขั้นแล้ว แต่ขอหยุดตรงนี้สักแปบ

ขึ้นมาถึงแล้ว!!

สวยมาก สวยมากจริงๆๆๆ

พักหายเหนื่อยกันสักหน่อย เราก็ออกเดินทางเข้าสู่จังหวัดฟุกุชิมะกัน สถานที่แรกที่เราจะไปก็คือทะเลสาบโกชิคินุมะ (Urabandai Goshiki-numa Ponds) หรือ (บึงน้ำ 5 สี) Goshikinuma นั้นมีบึงหลักๆ รวมตัวกันอยู่ถึง 9 บึง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่ใหญ่ที่สุดของอูระบันได (Urabandai) โดยแต่ละบึงก็จะมีสีของน้ำเฉพาะตัว มีตั้งแต่สีน้ำตาลเข้ม ไปจนถึงสีฟ้าเข้ม  ซึ่งสีของน้ำที่เห็นจะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลา และปัจจัยอื่นๆ  ที่นี่ทุกคนจะเลือกเดินหรือพายเรือรอบบึงก็ได้นะ แต่เราเลือกพายเรือ มันดูชิวกว่า(มั้ง) ฮ่าๆ ที่นี่เงียบสงบและอากาศสดชื่นมากๆ เหมาะกับการมาพักผ่อนที่แท้จริง

ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว สวยยยยย

พายเรือกันเถอะ

เราอยู่กันจนที่นี่ปิดเลย ก็ได้เวลากลับที่พักไปพักผ่อนกันแล้ว Zzzz

ที่พักเราน่ารักสุดๆ

ห้องนอนของเราคืนนี้

DAY 6 FUKUSHIMA

          เย็นวันนี้เราจะขับรถกลับเข้าโตเกียวกัน แต่ก่อนเราจะกลับ เราจะเที่ยวที่ฟุกุชิมะกันต่อ ที่ที่เราจะไปชื่อว่าทะเลสาบอินาวาชิโระ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณภูเขาบันได ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟข้างๆภูเขาบันได ทะเลสาบที่นี่กว้างมากและสวยมากด้วย ระหว่างยืนถ่ายรูปเล่นกันอยู่ก็มีฝูงนกฝูงเป็ดบินมาลงเล่นน้ำกันเต็มเลย น่ารักมากๆ

ชิวจังเลย

น่ารักมากกกกกกก

หลังจากนั้นเราไปหมู่บ้านโบราณโออุจิ จูกุกันต่อ หมู่บ้านโบราณโออุจิ จูกุทำให้เราเหมือนย้อนเวลากลับสู่สมัยเอโดะตลอดสองข้างทางทุกคนจะเห็นบ้านแบบโบราณที่เป็นบ้านชาวนาญี่ปุ่นในสมัยก่อน คือมีการมุงหลังคาด้วยหญ้าหนาๆเรียงรายตลอดสองฝั่ง ปัจจุบันหมู่บ้านกลายเป็นสถานที่สำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง รวมถึงมีร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นด้วย หมู่บ้านนี้น่ารักมาก พ่อค้าแม่ค้าก็น่ารักมาก ยิ้มแย้มต้อนรับแบบสุดๆ เราเดินเล่นถ่ายรูปกันสักพัก ก็ได้เวลามื้อกลางวันแล้ว ที่นี่ดังเรื่องโซบะมากๆ เราเลยไม่พลาดที่จะชิมสักหน่อย ร้านที่เราเลือกอยู่ต้นๆของทางเข้าหมู่บ้านเลย ทางร้านมีให้เลือกระหว่างโซบะร้อนกับเย็น บอกเลยว่าอร่อยเหาะ เส้นนุ่มยาว แต่ให้เยอะสุดๆ กินไม่หมดเลยทีเดียว อิ่มแน่นถึงเย็นกันไปเลย

ถึงแล้วววว หมู่บ้านโบราณโออุจิ จูกุ

สวยมาก

ร้านโซบะที่เรามากิน

สั่งเทมปุระมาก่อนเลย

โซบะร้อนๆมาแล้วจ้าาาาา

หลังจากกินอิ่ม ก็ได้เวลาขับรถกลับเข้าโตเกียวกันแล้ว พอถึงโตเกียวเราก็ไปคืนรถ เชคอินที่พักกัน พักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เราจะกลับไทยกันแล้ว

DAY 7 Come Back To THAILAND

          ได้เวลากลับไทยกันแล้วววววววว ญี่ปุ่นรอบนี้แปลกใหม่มาก ได้ขับรถเที่ยวกันเอง ตรงไหนสวยก็จอดถ่ายรูป แถมยังได้เที่ยวรอบๆโทโฮคุอีกด้วย แม้ใบไม้จะยังเปลี่ยนสีไม่หมด แต่สถานที่แต่ละที่สวยมากจริงๆ ช่วงที่เราไปคือช่วงต้นตุลา ในโตเกียวอากาศจะร้อนๆหน่อย แต่พอขับรถออกไปแถบโทโฮคุอากาศเย็นสบาย และอากาศดีมากๆ บางที่ถึงขั้นหนาวเลยทีเดียว

สำหรับใครที่สงสัยว่าไปญี่ปุ่นไปช่วงไหนดีที่สุด เราอยากจะบอกว่าไม่มีช่วงไหนดีที่สุด แต่อยู่ที่ว่าคุณชอบแบบไหนที่สุดตั้งหาก ญี่ปุ่นเที่ยวได้ทุกช่วงจริงๆอันนี้คอนเฟริม อ่านจบกันแล้ว ไปเที่ยวให้เห็นกับตาด้วยตัวเองกันดีกว่า มีสายการบินมากมายที่มีบินตรงมาลงนาริตะ และมีหลายสายการบินที่มีช่วงโปรโมชั่น ติดตามกันดีดี พร้อมแล้วก็มาเที่ยวญี่ปุ่นกันเถอะ

 

LEAVE A REPLY