ศรีลังกา 7วัน 6เมือง ประเทศที่ถูกโหวตน่าเที่ยวที่สุดในปี 2019 งบแค่หมื่นกว่าบาท

0
14453

SRI LANKA TRIP 10-16 DEC 2018
“ Experience the untouched beauty of nature in undiscovered Sri Lanka ”

ถ้าพูดถึงศรีลังกา หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักประเทศนี้ดีนัก จริงๆแล้วศรีลังกายังมีธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่อีกมากมายและมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายที่ที่ Unseen มีวัฒนธรรมที่ยังถูกอนุรักษ์ไว้ ศรีลังกาไม่ได้เป็นเมืองแห่งศาสนาที่คนจะมากันเพื่อแสวงบุญกันอย่างเดียวนะ ถ้าใครอยากเข้าเมือง ขึ้นเขา ขึ้นดอย เหยียบทะเลหรือดูแหล่งอารายธรรม ศรีลังกานี่แหละครบรส และเมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง ยกศรีลังกาให้เป็นอันดับ 1 เมืองน่าเที่ยวในปี 2019 อีกด้วยนะ

ดูวีดีโอ Vlog ของเราแบบเห็นภาพ

กรุงโคลัมโบ : https://youtu.be/VIyqCmUEEYQ
สีคีรียา เมืองคนบาป : https://youtu.be/LIvPu_dSFV8
เมืองบนเขา ยังกับยุโรป : https://youtu.be/uzB8QvMwlhA
ทะเล ศรีลังกาใต้ : https://youtu.be/dI-u7VjtSuA

เหตุผลที่ทำให้คุณอยากไปเยือนศรีลังกาแบบเรา

ส่วนใครที่คิดว่า การมาศรีลังกาแล้วจะเดินทางยาก การไปครั้งนี้ของพวกเราจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะเราจะRoad tripกัน การเที่ยวแบบนี้จะทำให้คุณได้เห็นถนน มุมเมืองหลายๆเมืองที่รถขับผ่าน วิถีชีวิตของคนพื้นเมือง และธรรมชาติตามสถานที่ต่างๆในมุมมองที่การเดินทางแบบอื่นไม่สามารถทำได้ แต่คุณต้องระวัง เพราะการขับรถของคนที่นี่ฮาร์ดคอกว่าคนไทยเยอะมาก ถ้าอยากรู้ต้องไปลองขับนะ และนี่แหละคือความน่าตื่นเต้นของการเดินทางแบบRoad tripในศรีลังกา

เหตุผลที่ทำให้คุณอยากไปเยือนศรีลังกาแบบเรา

  • FOOD ใครที่กลัวว่ามาศรีลังกาจะกินอะไรไม่ได้ อาหารไม่ถูกปาก แต่คุณยังมีข้าวผัดช่วยชีวิต แทบทุกร้านมีเมนูนี้ รสชาติกลมกล่อม อร่อยแบบข้าวผัดบ้านเรา ส่วนอาหารพื้นเมืองของที่นี่จะคล้ายกับอินเดียชื่อเรียกก็คือ “จปาตี” ที่ทำมาจากอัตตาหรือแป้งสาลีที่ไม่ขัดขาว ผสมกับเกลือ เค้าจะไม่ใส่เชื้อจากยีสหรือผงฟู นำเอามาทอด รูปร่างกลมแบน กินกับพวกเครื่องเคียงอาหารได้ทุกชนิดเลยนะ คือเราเอามากินกับอกไก่ยังอร่อย เคี้ยวเพลิน คล้ายโรตีมะตะบะของไทยเรานี่แหละ แล้วอีกอย่างที่ขึ้นชื่อก็คือชาซีลอน(Ceylon Tea) เดี๋ยวพวกเราจะพาทุกคนไปเยี่ยมไร่ชา
  • TRANSPORTATION พวกเราเช่ารถขับเอง แต่เราว่าเส้นทางขับค่อนข้างยากในบางเมือง คดเคี้ยวหน่อยๆ
    มีค่าบริการหารแล้วตกประมาณคนละ 2,800 บาทต่อคนทั้งทริป และมีค่าใช้จ่ายในการทำใบขับขี่ศรีลังกาเพิ่ม แต่ถ้าสำหรับคนที่อยากเที่ยว สบายๆ เราแนะนำเป็นเช่ารถพร้อมคนขับจะสะดวกกว่า และมี option สำหรับคนที่ไม่อยากขับรถเองอีก 4 แบบ นั่นก็คือ
    เช่ารถพร้อมคนขับ เราแนะนำอันนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเบียดหรือรอรถตามเวลา ไม่ต้องขับให้เมื่อยด้วย ค่าใช้จ่ายในการเช่ารถที่นี่ไม่แพงและคุ้มกว่าการต้องไปต่อรถ นั่งสบายๆ
      แท็กซี่ 
    หากเดินทางไปยังเมืองใกล้ๆ และต้องการประหยัดเวลา การเรียกใช้บริการแท๊กซี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีน้าแต่เราแนะนำว่า ต้องทำการตกลงราคากันให้ดีกับคนขับก่อนขึ้นรถ และพยามเตรียมเงินให้พอดี เพราะบางทีเค้าอาจบอกว่าไม่มีเงินทอนได้นะคะ ฮ่าๆ
     –  รถไฟ เค้าว่ากันว่าการนั่งรถไฟเพื่อชมธรรมชาติข้างทางในศรีลังกาคือThe best เหมาะสำหรับคนที่จะเดินทางไปในแถบภูเขา ไร่ชา ออกนอกเมืองหน่อยๆ ควรนั่งรถไฟเป็นอย่างยิ่ง สวยจนฟินอะแต่เราแนะนำให้ดูตารางเวลารถดีดีนะเพราะตามแหล่งท่องเที่ยวถ้าไม่จองล่วงหน้าอาจจะเต็มได้
    – รสบัส รถทัวร์และรถตู้ มีหลายสายมาก ไปทุกที่ทุกเมือง ยิ่งถ้าเมืองไหนเป็นเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยวของที่นี่ จะมีรอบรถออกถี่ ต้องเช็คและแพลนกันดีดีนะ รับรองมันและบันเทิง ถ้าอยากให้ชีวิตมีสีสัน ลองมาสัมผัสการนั่งรถเมล์ในศรีลังกา คือผาดโผนมากเว่ออออ ขับตามใจตนเองมาก อยากแซงก็แซง อยากเปลี่ยนเลนตอนนี้ก็ทำทันที เหยคือมันได้หรอพวก ฮัลโหล เพราะฉะนั้นข้ามถนนระวังกันด้วยนะทุกคน
  • HOTEL พวกเราเปลี่ยนกันทุกคืน เปลี่ยนเมืองทุกวัน ซึ่งมาตราฐานโรงแรมเค้าดีมากนะ คืนละพันกว่าบาทเอง จัดว่าถูก ห้องหับสะอาด มีไดร์เป่าผมชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะละ ชิวสบายมาก คือเรียกได้ว่าที่พักถูกและดีมีอยู่จริง
  • CULTURE ผู้คน ศาสนา ภาษา สัตว์ คนที่นี่เป็นมิตรมาก ยิ้มแย้มตลอดเวลา พนักงานตามร้านต่างๆที่เราไปเจอคือ service mind สุดอ่ะ ยินดีบริการ เหมือเค้าบริการออกมาด้วยใจ สังเกตุมาหลายร้านละแล้วทุกร้านเป็นแบบนี้เกือบหมดเลยอ่ะ ภาษาที่เค้าใช้กันก็คือ ภาษาสิงหล และภาษาทมิฬ เป็นภาษาที่เค้าไว้พูดกันเองหรือภาษาพื้นเมืองของที่นี่
    คนที่นี่ภาษาอังกฤษเค้าดี พูดคล่องแคล่วราวกับอยู่อินเดีย ไม่ต้องกลัวสื่อสารไม่รู้เรื่อง เพราะตามที่ต่างๆ เช่นเมนูอาหาร ป้ายบอกทาง มีภาษาอังกฤษให้แทบทุกที่ สบายใจได้ มาถึงเรื่องของศาสนา คนที่นี่ส่วนใหญ่เค้าเคร่งเรื่องศาสนามาก และ 70%เป็นพุทธ เราจะเห็นวัดในศรีลังกาเยอะมาก รองลงมาคือ ฮินดู 16% อิสลามและคริสต์ เท่าๆกันประมาณ 7% มาพูดเรื่องสรรพสัตว์กันบ้าง Road trip มันทำให้พวกเราได้เห็นสัตว์ข้างทางเยอะมากกกตั้งแต่ มด แมลง หมา แมว ไก่ ห่าน งู ลิง ตะกวด วัว แพะ แกะ ม้า ช้าง แล้วก็อีกเยอะแยะมากมาย ที่นับไม่ถ้วน คือมันน่าตื่นเต้นตลอดเวลาที่ขับไปตามที่ต่างๆ เหมือนเราต้องลุ้นว่า ขับไปจะมีไรโผล่มาอีก บันเทิงไปอีกแบบแล้วต้องหลบให้ทันเจ้าพวกนี้ด้วยนะ
  • NATURE คือออโคตรสวย ภาพที่เรามองศรีลังกาในตอนแรกคือวัด มัสยิด โบสถ์ จริงๆแล้ว คือพอออกไปนอกเมือง คุณจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่แบบว้าวไปเลยอะ ความเขียวขจีข้างทาง พระอาทิตย์ตกดิน หมอกจางๆและควัน คือก็ดีไปอีกแบบนะ
  • WEATHER เป็นประเทศเขตร้อนชื้นอุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศา เซลเซียสตลอดปี เมืองKandy สูงจากน้ำทะเล 305 เมตร มีอุณภูมิเฉลี่ย 20องศา และเมืองNuwara Eliya สูงจากน้ำทะเล 1,890 เมตรมีอุณภูมิประมาณ 16 องศา ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนของทุกปีคือช่วงฤดูมรสุม และมีฝนตกเยอะที่สุดในเดือนเมษายน – มิถุนายน ถ้าเป็นทางด้านชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกนั้น ฤดูมรสุมของที่นี่จะค่อนข้างมีความรุนแรงน้อยกว่าอีกฝั่ง โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี และมีฝนตกมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน         เราแนะนำว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยือนศรีลังกาคือ เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่อากาศดีสุดและฝนตกน้อยสุด จองตั๋วโลด
  • BUDGET
    – 
    ค่าวีซ่าศรีลังกา 35 USD = 1,200 บาท
    – ค่ากิน 7 วัน ตกคนละ 3,000 บาท แค่วันละ 430 บาท ต่อวัน ตกมื้อละ 140 บาท
    – ค่าโรงแรม (นอนได้2คนต่อคืน )
    The Canes Boutique Hotel 1,051 บาท -พอนอนได้แต่ไม่ค่อยสะอาดเท่าไร
    Hotel Pinnalanda คืนละ 1,005 บาท -วิวสวย พนักงานบริการดีและสะอาด
    Sigiriya Village 1,620 บาท – คุ้มมาก ห้องใหญ่สะอาดและอุปกรณ์ครบ
    The hill town cottage 1,183 บาท -เป็นกันเอง ห้องน่ารักและมีอาหารเช้า
    Ella Okreech Cottage 1,000 บาท  -กลางป่า แมลงเยอะไปนิดแต่ธรรมชาติมากมาก
    The beach villa 1,400 บาท  – วิวดีมากส่วนห้องพออยู่ได้แต่สัญญาเน็ตเข้าไม่ค่อยถึง
    – ค่าเช่ารถ14,268 บาทตกคนละ 2,853 บาทและค่าน้ำมัน 1,627 บาทหรือคนละ 325 บาท
    รวมทั้งทริปค่าใช้จ่ายทั้งหมด7วัน6คืนต่อคนไม่รวมตั๋ว=วีซ่า+กิน+โรงแรม+เช่ารถ ประมาณ 11,000 บาท
    สิ่งที่ควรรู้เมื่อไปเยือนศรีลังกา

  • FLY : ครั้งนี้เราเดินทางกับสายการบิน AIR ASIA อีกแล้วขรับท่าน เค้าเปิดเส้นใหม่ล่าสุด 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ มีวันอาทิตย์ จันทร์ พุธ และ ศุกร์ บินตรง กรุงเทพฯ(ดอนเมือง)-โคลัมโบ ไฟลท์ 20.20 น.ถึงก็ประมาณ 22.20 น. เรียกได้ว่าบินตรง ลงดึก ไม่ต้องลางาน สบายสะดวกแค่ 3 ชม.นิดๆก็ถึงแล้ว นอนแปปเดียวตื่นเช้ามาเที่ยวได้เต็มวันไปเล้ย อะคลิก https://www.airasia.com/booking/home/en/gb 

  • SIM CARD : 399 เท่านั้น คุ้มค่าซื้อจากสนามบินที่ไทยไปเลย ไม่ต้องไปเผชิญกับความยุ่งยากวิ่งหาซิมในศรีลังกาให้เมื่อยกายเมื่อยใจอีก

  • VISA : ทำง่ายมาก แค่มีคอมกับเงิน $35 ไปกรอกข้อมูลในเว็บนี้ http://www.eta.gov.lk/slvisa/ จ่ายผ่านทางบัตรเครดิต แล้วเค้าจะส่งวีซ่ามาทางmail ปริ้นแล้วเอาไปยื่นตม.ตอนเข้าประเทศ แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เกิน 30 นาทีก็ได้วีซ่าออกมาแว้วววววว
  • TIME : ที่นี่เร็วกว่าไทยประมาณ 1 ชม.ครึ่ง ไม่ต่างกันมากนักชิวๆเนอะ
  • EXCHANGE : รูปีศรีลังกานะ ไม่ใช่รูปีอินเดีย อย่าแลกผิดนะเพื่อนเราแลกผิด คือมันเอ๋อออออ แล้วพอถึงศรีลังกาไม่มีให้แลกคืนจาก รูปีอินเดีย เป็นรูปรีศรีลังกาด้วย ปวดตับพังไปอีกแลกคืนไม่ได้ทั้งทริป ถ้าอยากให้เรทไม่ตกแนะนำให้แลกเงิน USD ไปก่อนแล้วไปแลก รูปีศรีลังกาเมื่อถึงที่นุ่นเวิคสุด (1LRK =0.18THB)

เมื่ออ่านกันมาถึงนี่ อยากจะรู้หรือยังว่าแต่ละวันพวกเราไปไหน เจออะไรมาบ้างมาเริ่มกันเลย
และนี่คือ Plan คร่าวๆของพวกเรา
10 dec  Bangkok- Colombo
11 dec  Jami UI-Alfar Mosque – Ministry of Crab – Colombo Capital
12 dec  Pinnawala Elephant Orphanage – Pinnawala
13 dec  ยอดเขาสิกิริยา (SIGIRIYA) – Sigiriya province
14 dec  Nuwara Eliya (Ceylon Tea Garden ) -Nuwara Eliya province
15 dec  Unawatuna beach – Unawatuna province
16 dec  Dutch culture and stilt fishing – Galle province

DAY 1 ครั้งแรกที่เหยียบโคลัมโบ

      เราฝากตัวฝากใจไว้กับสายการบิน AirAsia บินตรงกรุงเทพสู่โคลัมโบใช้เวลาแค่3ชม.กับอีกนิดหน่อย เร็วกว่าขับรถกรุงเทพไปเชียงใหม่อีกนะ บริการดี ที่นั่งสบายถึงตรงเวลา พอลงจากสนามบินมาปุ๊ปผ่านตรวจคนเข้าเมือง แต่ไม่ต้องห่วงพวกเราทำ Visa online มาจากบ้านเกิดเรียบร้อยแล้ว แค่ยื่นแล้วก็เข้าเมืองกันโลด และในเมื่อเป็น Road trip พวกเราต้องไปเอารถเช่าก่อน มีคนจากบริษัทรถเช่า มารอรับเราจากสนามบินเลย

อันนี้คือใบตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่กรอกให้ครบแล้วยื่นพร้อมกับวีซ่าออนไลน์ที่ทำมา

พอจัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อยเราก็เข้าที่พักกันในคืนแรกเราพักกันที่ The Canes Boutique Hotel ที่นี่เค้าตกแต่งน่ารักมาก โทนของโรงแรมนี้จะเป็น Earth tone อยู่แล้วสบายตาสุด

นี่คือห้องนอนของเรา นอนกัน2คน ให้หมอนมาเยอะ จุใจมาก!

DAY 2  A day in colombo

วันนี้เราจะเที่ยวในเมือง Colombo มื้อแรกของที่นี่เราจะพาทุกท่านไปกินหนึ่งในร้านปูที่ดังที่สุดในโคลัมโบ~~ นั่นก็คือ Ministry of Crab ที่นี่เค้ามีขนาดปูและกุ้งให้เหลือกหลายขนาดมาก ขั้นแรกเลือกขนาดปูก่อน จากนั้นเค้าจะเอาปูไปทำอะไรมีหลายoptionเช่น ผัดผงกะหรี่ พริกไทยดำ ย่างเนย ย่างซอสของทางร้าน พวกเราสั่งแบบพริกไทยดำเผ็ดร้อนมาลองชิม รสชาติดี ถึงปูจะกินยากแต่เค้ามีอุปกรณ์การแกะการทุบมาให้อย่างดี ผ้ากันเปื้อน เซ็ทสบู่ล้างมือหลังกินเสร็จ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของร้านนี้ที่มีต่อลูกค้า หากใครมาแนะนำปูผัดพริกไทยดำกับไก่ย่างของทางร้าน แล้วก็ข้าวสวยร้อนๆ อิ่มจนอยากจะกลิ้งกลับบ้าน

บรรยากาศภายในเมือง Colombo
ส่วนตัวชอบ Mood and Tone ของร้านนี้มากเป็นธีมเดียวกัน สีส้มให้ความรู้สึกอาหารในร้านนี้น่ากินขึ้นอีก
แจกอาวุธและอุปกรณ์แกะปูกันได้เลย

ร้านนี้คือได้รับรางวัลNo.25ใน Asia’s 50 BEST restaurants 2018อีกด้วยนะ

         เราไปดูสถาปัตยกรรมทางศาสนาอิสลามของที่นี่กันเถอะ ที่นี่คือ Jami UI-Alfar Mosque หรือที่คนไทยเค้าเรียกกันว่า มัสยิดแดง เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งเอาองค์ประกอบจากสถาปัตยกรรมแบบอินโด อิสลาม และอินเดียมาผสมผสานกับการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมแบบโกธิก สีเด่นสะดุดตาเพราะตัวอาคาร ทาเป็นสีขาวแดงสลับกันไปเหมือนกับสีของลูกกวาด ภายในตกแต่งเรียบง่ายตามหลักศาสนาอิสลามแบบทั่วไป มีหอนาฬิกาอยู่ชั้นบน ตัวอาคารสูง 6 ชั้น สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 ถ่ายรูปสวย พอเข้าไปข้างในเค้ากำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนากันอยู่ เราก็ต้องเข้าไปอย่างสำรวม การแต่งกายเมื่อเข้าสถานที่ทางศาสนา เราต้องมืดชิดทั้งบนและล่างเลยนะ ให้เกียรติสถานที่เค้า ถ้าใครห่วงว่าแต่งตัวมาไม่เหมาะสม ที่นี่เค้ามีเสื้อคลุมให้เช่าในมัสยิดด้วย
ข้ามถนนที่นี่ต้องระวังและดูรถดีดีนะ มองซ้ายมองขวามองซ้ายมองขวาเพราะเค้าขับรถตามใจฉันกันมาก

ช่วงเย็นพวกเราจะย้ายเมืองกันไปเมืองช้าง ไปดูช้างอาบน้ำกันดีกว่าที่ Pinnawala Elephant Orphanage จากโคลัมโบไปก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง44นาทีก็ถึงแล้ว

ที่พักคือวิวส่วนตัวมาก ตื่นเช้าออกจากห้องมาก็เป็นธารน้ำ เห็นช้างมาอาบน้ำ คือโคตรดี พวกเราพักที่ Hotel Pinnalanda พนักงานบริการดุจญาติมิตร ขออะไรมีให้หมด ตั้งแต่เข็มกลัด กรรไกร ไฟแช็ค คือเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

DAY 3  มาดูช้างอาบน้ำกัน 

Pinnawala Elephant Orphanage ที่นี่มีฝูงช้างขนาดใหญ่ มีการป้อนอาหารเหล่าช้าง เรียนรู้วิธีการเลี้ยงดูช้างและสมัยก่อนจำนวนของช้างมีมากกว่า 10,000 เชือกในปี 2011 แต่ตอนนี้ก็เหลือน้อยลงมากแล้วตอนพวกเราไปเห็นคือเหลืออยู่ไม่ถึงร้อย แคมป์ช้างแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่เลี้ยงดูลูกช้างที่ถูกแม่ช้างทอดทิ้งหรือหลงอยู่ในป่าแล้วยังเป็นที่เพาะพันธุ์ช้างเอเชียอีกด้วย

ที่เมืองนี้มีกิจกรรมให้ทำอยู่หลายอย่างเช่น เราสามารถลงไปอาบน้ำกับช้างแล้วพาน้องช้างอาบน้ำได้ ส่วนถ้าใครที่ไม่ได้พักที่โรงแรมแถวๆนี้ ก็สามารถถ่ายรูปกับช้างแล้วดูช้างอาบน้ำได้เหมือนกันน้า จ่ายประมาณ 200 บาทต่อคนเท่านั้น แต่ได้วิวคุ้มเลยน้า  ผองเพื่อนอาบน้ำกันเต็มเลย

ออกจากเมืองช้างเราก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปกันที่เมือง Sigiriya ใช้เวลาเดินทางประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง ได้อีกฟีลนึงเลยนะ ข้างทางระหว่างขับ เหมือนต้องระแวงตลอดเวลาว่า จะมีสัตว์อิหยังโผล่ออกมาอีก วุ่ยยยยยย ลุ้นไปหมด ทั้งคนทั้งรถทั้งสัตว์ ขวักไขว่

วิวจากโรงแรมของเราสระว่ายน้ำจะมองเห็นยอดเขา Sigiriya พอดีเป๊ะ
มีเจ้าลิงปีนต้นไม้ภายในรีสอร์ทเต็มไปหมด โรมแรมของเราชื่อ Sigiriya Village ฟิลลิ่งแบบอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ซึมซับธรรมชาติอย่างแท้จริง เราชอบห้องน้ำในห้องมาก ใหญ่และสะอาด มีทั้งแบบอ่างและฝักบัวแยกกัน อุปกรณ์เค้ามีให้ครบทุกอย่างเลยอาหารค่ำของพวกเราเป็นข้าวกับปลาอินทรีทอด พอกินได้น้ารสชาติดีแต่ว่าปลาแข็งไปนิดนึง
ตอนกลางคืนแถวนี้เค้าก็มีnight lifeกันนะเป็นร้านนั่งชิว จิบเบียร์ฟินๆท่ามกลางอากาศแบบ 24องศา

DAY 4 พระราชวังลอยฟ้ากับ1,200 ขั้นที่ได้มา

Sigiriya เป็นเมืองที่สำคัญของศรีลังกาเพราะว่ามีภูเขา ​Sigiriya rock(Lion rock) มีพระราชวังลอยฟ้าสิกิริยะอยู่ หรือที่เค้าเรียกกันว่า สถานคนบาปและที่นี่ถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดแห่งของประเทศศรีลังกาอีกด้วย กว่าพวกเราจะเดินขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ต้องขึ้นบันไดไปประมาณ1,200ขั้นและอดีตเป็นราชวังเก่า บนยอดศิลาจะพบซากปรักหักพังของพระราชวัง และภาพเขียนสีน้ำที่เลือนลางของชาวสิงหล ที่นี่จึงมีทั้งป้อมปราการแล้วก็ปราสาท สมัยก่อนเค้าว่ากันว่ากษัตริย์สร้างที่นี่ขึ้นมาเพื่อเสพสำราญกับเหล่าพระมเหสีและนางสนม มีทั้งบ่อน้ำขนาดใหญ่ ลานจัดการแสดงโชว์ แล้วก็จะพบก้อนหินขนาดใหญ่ ที่มีแท่นประทับของกษัตริย์อยู่ กว่าพวกเราจะขึ้นไปถึงยอดคือเหนื่อยหอบกันไปหลายยก

โดยถ้าเป็นชาวต่างชาติอย่างพวกเรา ค่าขึ้นเขานั้น 30 USD หรือเกือบพันบาทไทยต่อคน พวกเราได้ไปแอบสืบมาว่า คนศรีลังกาจ่ายแค่ 50 รูปี โอ้วทำไมช่างแตกต่างอะไรเช่นนี้นะ ตอนเราไปถึงมีผู้ชายคนนึงอาสาจะมาเป็นไกด์นำทางให้พวกเราแต่พวกเราก็โอเคเพราะอยากได้คนนำทางขึ้นไปอยุ่แล้ว ฮ่าๆ พอจบทริปเราก็ให้ทิปเค้าเป็นเงิน 4,000 รูปีตกคนละ 142 บาทไทย  จุดตรงนี้ไกด์บอกว่าเป็นทางน้ำไหล จากบ่อน้ำขนาดใหญ่ข้างในอีกทีตั้งอยู่ตรงทางเข้าของเมืองนี้

มุ่งตรงไปขึ้นเขากันเลยทุกคนเราพร้อมแล้ว แนะนำว่าให้พกน้ำดื่มกันไปคนละขวดเพราะว่าระหว่างทางขึ้นจะไม่มีน้ำขายน้า น้ำสำคัญมากเวลาเหนื่อยๆ  ลมโกรกวิวดีมาก กว่าจะขึ้นไปถึงจุดตรงนี้ได้ทำเอาหอบไปหลายรอบเหมือนกันแต่ได้วิวแบบนี้มาเราว่าคุ้ม ที่นี่เปิด 8.00 น. แต่เราแนะนำให้มาแต่เช้าเพราะคนน้อยและอากาศไม่ร้อน ขึ้นบันไดสบายๆไม่เบียดเสียด ตรงจุดนี้คือจุดที่เห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่และลานโชว์การแสดง ในอดีตพระมเหสีและนางสนมจะมาอาบน้ำกันที่นี่แล้วให้กษัตรย์มานั่งดูพวกนาง ฮือหืออออ ถามจริง ตอนนั้นมีเด็กมาทัศนศึกษาพอดี เลยขอถ่ายเก็บไว้หน่อย
เขินอะไรอะเรา หน้าแดงเชียวเจ้าลิง ทางขึ้นเขาจะมีบางช่วงที่ค่อนข้างแคบและชัน คนจะเบียด อยากให้ระวังกันด้วยนะ จับราวกันดีดีน้าทุกคน
และนี่คือโฉมหน้าไกด์ของพวกเรา เค้าเฟรนลี่ ความรู้แน่นมาก ตั้งใจอธิบายประวัติความเป็นมาตั้งแต่ทางเข้า ยันบนยอดเขาเลย

หลังจากไปสัมผัสยอดเขากันแล้ว เราก็ย้ายเมืองกันอีกแล้ว เรามุ่งหน้าไปที่เมือง Nuwara Eliya กัน พวกเราใช้เวลาเดินทางกันประมาณเกือบ 5 ชั่วโมงเลยต้องรีบออกจากSigiriyaให้เร็วขึ้นหน่อย ตอนนั้นอุณหภูมิลดลงเร็วมากเพราะเมืองนี้อยู่บนเขา ตอนแรกเราบอกทุกคนในทริปว่า ไม่ต้องเตรียมหรอกเสื้อหนาวหนะ 31 องศาแต่นั่นมันคือโคลัมโบไง พอย้ายเมืองปุ๊ป 10 องศาเฉยเลยโดนเฉ่งกันไปตามตามกัน แต่หนาวจริงอะไรจริง

Nuwara Eliya คือเมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงตอนกลางของประเทศศรีลังกา ชื่อเมืองมีความหมายว่า เมืองแห่งแสงไฟ ตัวเมืองอยู่ที่ความสูง 1,890 เมตรทำให้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ชาวบ้านที่นี่ทำการปลูกชาเป็นหลัก นั่นก็คือชาซีลอนนั่นเอง TEA LOVERต้องอย่าพลาดที่นี่นะ เราจะพาไปดูวิธีการผลิตชากัน
และนี่คือการแต่งตัวให้เข้ากับธีมและวิวข้างทาง เท้าเปล่ากับ10องศากว่าๆ

คืนนี้เราพักกันที่ Ella Okreech Cottages คล้ายกับเรามาพักกับเค้า บ้านน่ารักเหมือนอยู่แบบยุโรป ห้องสร้างด้วยไม้ดูเป็นกระท่อมที่แสนอบอุ่นแต่ไม่อุ่นเพราะอากาศ10องศา ยะเยือกกันไปอี๊ก

DAY 5  Pedro กับไร่ชาของเค้า

เราจะไปไร่ชากันที่เมือง Nuwara Eliya อย่างที่รู้กันว่าเมืองนี้ดังเรื่องชาซีลอนมากและถือเป็นsignature ของที่นี่เลยทีเดียว การปลูกชาได้รับความนิยมทั่วศรีลังกาโดยเฉพาะเมืองนี้เป็นเมืองในภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 1,990 เมตร (ประมาณ 6,128 ฟุต) อากาศคือค่อนข้างหนาวเย็น แต่ไม่ได้หนาวธรรมดานะ ตอนกลางคืนยะเยือกเลยแหละ

เราจะพาทุกคนไปดูการผลิตชาซีลอนที่ไร่ชาเปโดร หรือ Pedro Tea Estate โด่งดังในนามผู้ครอบครองบริเวณที่เรียกว่า Lover’s Leap แหล่งปลูกชารุ่นแรกซึ่งเคยเป็นของเจมส์ เทย์เลอร์ บิดาแห่งชาซีลอนนั่นเอง แต่ที่นี่เค้าห้ามถ่ายรูปภายในโรงงาน มาดูบรรยากาศไร่ชากันไปก่อนเนอะ อากาศดีมากกก มีชาให้ดื่มฟรีด้วย ไปพวกเราไป Slowlife ในไร่ชากัน English Breakfast in Sri Lanka ของพวกเราที่เมือง Nuwara Eliya ที่พักที่นี่มีคนทำอาหารเช้าให้เรากิน เราชอบการพักฟิลแบบนี้มากเหมือนเราไปอยู่บ้านเค้า มันให้ฟิลที่โรงแรมให้ไม่ได้อ่ะ เจ้าของบ้านน่ารักเป็นกันเองจริงๆ

ผ้ากันเปื้อนพร้อม ตะลุยโรงงานชาซีลอนกันที่ Pedro Estate 
             ค่าเข้าไปชมโรงงานประมาณ 20 นาทีตกคนละ 250 รูปีแล้วก็ได้จิบชาฟรี ยอดใบชาต้นอ่อนที่เราไปเก็บมาได้ ยังไม่เจอหนอนชาเขียวนะ
อาชีพหลักของคนเมืองนี้ก็คือปลูกชาซีลอน การเก็บชาเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของพวกเขาเลยนะ
หลังจากที่เราได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตชากันแล้วมาจิบชาท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นถิ่นกำเนิดของชานี้กัน รสชาติชาก็อ่อนๆเบาๆ คล้ายๆกับชาลิปตัสบ้านเราเลยนะ  การได้จิบชาในอากาศเย็นๆ เป็นอะไรที่ดีมากจริงๆ
ที่นี่เค้ามีแคมเปญ Environmental sustainability ด้วยนะ เป็นการปลูกต้นยางขั้นระหว่างสวนชาในแต่ละแถว เพื่อเป็นการปรับสมดุลของดิน น้ำ กลยุทธ์ของไร่ชาของที่นี่เราว่าเจ๋งอ่ะต้นไม้ที่แทรกระหว่างแถวของต้นชาคือต้นยางนั่นเองจิบชาวนไป อุณหภูมิตอนกลางวันประมาณ 22 องศาดีจังเนอะ แวะร้านริมทางกินอาหารเที่ยงกันเถอะ ข้าวผัดอีกแล้วรสชาติไม่ต่างจากไทยเท่าไร ถือว่าผ่านราคา400รูปีเท่านั้นเองและที่สำคัญให้เยอะมากด้วย จากนั้นเราจะพาไปพบกับรางรถไฟ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในโลกกันเลยนะ นั่นก็คือNine Arches Bridge ที่นี่ถ่ายรูปสวยมากเหมือนอยู่ใน Harry potter เมืองแห่งเวทมนต์เลยอะ นั่งรถสามล้อเข้าไปตรงจุดนั้น ราคาเหมาไปกลับ600รูปี นั่งได้ประมาณ3คนต่อคันงื้อ วิวตรงนี้คือสวยงามตามท้องเรื่อง รางรถไฟมองลงมาคือเค้าปลูกชากันแบบขั้นบันได ถึงทริปนี้พวกเราจะไม่ได้นั่งรถไฟสายนี้แต่มาที่นี่คือถือว่าคุ้มแล้ววว มันสวยจริง ทุกคนต้องมานะ อันนี้คือแนะนำเลย มุมนี้คือคนต่อคิวถ่ายกันพอสมควรและกว่าจะได้ภาพนี้มาใจวาบอยู่หลายนาที มันลึกอยู่เหมือนกันนะเนี่ย Night life ที่นี่คือดีอีกแล้วอาหารอร่อยเบียร์ฟินๆอากาศเย็นๆจะไม่ขออะไรอีกแล้วคืนนี้
จานนี้เป็นปลาทานคู่กับซอสโยเกิร์ต ในเมนูเขียนว่า Greece style อะลองก็ได้ อร่อยแต่แปลกดี โยเกิร์ตเข้ากับสลัดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เชื่อต้องไปลองกันนะ และนี่คือที่พักของเรา ชื่อว่า Ella Okreech Cottages พักแบบท่ามกลางขุนเขา มีน้ำอุ่นนะ ห้องสะอาดเตียงใหญ่นอนสบายอยู่บนเนินเขา พวกเราขับรถขึ้นไปชันพอสมควรเลย แต่ภาพรวมโอเคน้าสามารถเดินออกไปหน้าปากซอยมีร้านอาหารน่ากินหลายร้านเลย

DAY 6 ทะเลศรีลังกาใต้

ย้ายเมือง ย้ายfeeling มากันที่ beach feelingบ้าง มุ่งหน้าไปที่หาดUnawatunaที่จังหวัด Unawatuna ใช้เวลานานหน่อยเพราะลงใต้สุดประมาณประมาณ 5ชั่วโมง เมืองนี้เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนใต้ของศรีลังกา เค้าว่ากันว่าเป็นบาหลีแห่งศรีลังกาเลยนะ คลื่นที่นี่แรงเหมาะแก่การเล่นเซิฟเป็นอย่างยิ่ง สิ่งแรกที่เห็นเมื่อถึงคือ มะพร้าวสีส้ม คือเราชอบมากมันสะดุดตา ไม่รอช้าซื้อมาชิมอยากรู้ว่ารสชาติจะเหมือนกับมะพร้าวสีเขียวบ้านเราไหม ปรากฏว่าเหมือนเลยเด้ออออออ ไม่ต่างกันกับใจชั้นเล้ย

ส่วนอาหารเช้าเราคือOmeletteราคา350 รูปีเท่านั้น มันอร่อยและคุ้มค่ามาก หาดที่นี่คือ มีทรายสีดำสนิทปนอยู่เป็นช่วงๆของหาด เราก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไงแต่ทรายสีดำคือละเอียดมากเลยนะ เหมือนมีกากเพชรฝั่งอยู่ในทรายเลย มันสะท้อนแสงกับแดดช่วงเย็น วิบวับบบ

เดินเล่นริมชายหาด มารอพระอาทิตย์ตกดินกัน
หาร้านRandomหน้าชายหาดกินกันเลย อร่อยนะแต่เราว่าเนื้อปลาหมึกเหนียวไปหน่อยนึง เฟร้นฟรายอร่อยโดยภาพรวมโอเคให้ผ่านจ้า 
จุดชมวิว Sunset ที่นี่คือดีอีกแล้ว เราเป็นอะไรไม่รู้เราชอบดูพระอาทิตย์ตกดินของหลายๆที่ที่เราไปเพราะเรารู้สึกว่า แต่ละที่ที่มันตกไม่เหมือนกันสักที่ เหมือนทำให้เราได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆอยู่กับตัวเองในช่วงนั้นแค่แสงสีส้มก็เหมือน
รีบูทพลังที่เราเหนื่อยมาทั้งวันได้แล้วอ่ะ  สีของท้องฟ้าดีจัง มองยังไงก็ไม่เบื่อเลย

DAY 7  Dutch culture and Galle home town

วันสุดท้าย แต่ทำไมรู้สึกยังไม่อยากกลับยังไงไม่รู้ วันนี้เราจะไปดูการตกปลาแบบพื้นมืองกันที่ Galle แล้วจะไปเดินเล่น feel like a localในเมือง Galle กันและนี่คือการตกปลาบนไม้ค้ำ หรือที่เรียกกันว่า Stilt Fishing จากหาด Unawatuna ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว คือติดกันเลยใกล้เนอะ

ที่พักในคืนสุดท้ายของเราคือสุดท้ายแล้วนะ ชื่อว่า The beach villa ที่เมือง Unawatuna   ตื่นเช้ามาเค้ามี Breakfast ให้เป็นแบบเรียบง่าย ขนมปังผลไม้และชา เปิดประตูห้องออกมาก็เจอทะเลเลย ไม่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์แบบเต็มปอดมานานแค่ไหนแล้วเรา

ได้เวลาสำรวจริมหาดกันสักหน่อย น้ำที่นี่ใสมากแต่คลื่นก็แรงมากเช่นกัน ระวังด้วยน้าทุกคน กลัวแล้วจาพี่จ๋าาาาาาาาา Stilt Fishing เป็นวิธีการตกปลาแบบดั้งเดิมของชาวศรีลังกา เราจะพบเห็นการตกปลาแบบแปลกๆนี้ได้แถวๆ เมือง Galle เมืองนี้อยู่ริมมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศศรีลังกา การตกปลาด้วยวิธีนั่งบนไม้ค้ำนี้มักจะทำกันในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เขาจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ชาวประมงจะทรงตัวอยู่บนไม้ค้ำ สูงจากน้ำทะเลประมาณ 2เมตร โดยจะมีการติดแท่งไม้ตามแนวขวางเอาไว้ที่ไม้ค้ำเพื่อให้ชาวประมงสามารถนั่งหรือยืนทรงตัวในขณะตกปลาได้ คือล้ำมากอ่ะ วิธีนี้ที่ให้ปลามากินเบ็ดได้เยอะมาก เค้าให้ถ่ายรูปได้ แต่จะมีค่าใช่จ่ายเพิ่มกรุ๊ปละ 1,400 รูปี ส่วนตัวเราชอบภูมิปัญญานี้มาก การทรงตัวบนไม้ค้ำนิ่งๆมันทำให้ปลาไม่รู้ตัวว่ามีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ด้านบน ทำให้กินเบ็ดได้ง่ายมาก ยอมใจคนสมัยก่อนเค้าจริงๆ 

พักหม่ำอาหารกลางวันกันดีกว่า วันนี้เราจะพามาที่ร้าน Tuna and Crab มาดูเมนูกันดีกว่า ร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกับร้าน The ministry of Crab ที่พวกเราพาไปกินในวันแรกแต่อาหารร้านนี้จะหลากหลายกว่า อาหารญี่ปุ่นก็มีนะ อร่อยเลยแหละ เราสั่งอูด้งเทมปุระมา คือมันอร่อยมากทุกคน น้ำซุปหอมกลมกล่มมาก
เงินสดที่เหลือวันสุดท้ายของพวกเราในวันนี้ 

       ไปต่อไม่รอแล้วน้า พวกเรายังอยู่ที่เมือง Galle เมืองเล็กๆน่ารักๆริมมหาสมุทรอินเดีย เมืองที่ครบครัน ทั้งร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารหลากหลายชาติ มีร้านcafeน่ารักๆเต็มไปหมด ใครที่สายคาเฟ่ต้องมาเยือนนะ แล้วบ้านเรือนที่นี่เค้าสร้างสไตลดัตช์เพราะสมัยก่อนโปรตุเกสเข้ายึดครองพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลและปกครองประเทศศรีลังกาก่อนที่ชาวดัตช์จะเข้าครอบครองดินแดนศรีลังกาในปี พ.ศ. 2201 และแล้วอังกฤษก็มายึดครองต่อเป็นทอดๆ ที่เมืองนี้ก็มี Galle fort ที่เป็นป้อมปราการในสมัยสงครามโลกด้วย ชิคแบบนี้เลยทำให้เมืองนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลก (World Heritage Site) จากองค์กรยูเนสโก (UNESCO)

แต่จะขอบอกว่าใครที่เป็นสายเฮ้ลตี้ เมืองนี้เค้าดังอะโวคาโดนะ อยากให้ทุกคนได้ลอง ไอติมอะโวคาโดดู ลอง Smoothie อะโวคาโดด้วยเพราะมันอร่อยกินแล้วรู้สึกเฮ้ลตี้เกิลขึ้นมาทันที แฮร่ ร้านขายชาในGalleมีหลากหลายยี่ห้อและที่สำคัญถูกจริงๆ ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้สบาย ส่วนตัวเราชอบการเดินเล่นและบรรยากาศในเมืองนี้มาก ฟิลเหมือนอยู่ในเรื่อง Beuaty and the Beast ที่เจ้าหญิงเบลล์มาเดินเล่นในเมืองสวยๆซื้อไอติมกินชิวๆเกร๋ๆเนอะ ร้านขายของที่ระลึกในเมือง  มุมนี้ดีมาก รู้สึกเหมือนอยู่ยุโรปเลย

หมดเวลาสนุกแล้วสิ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไทยกันแล้ว จริงๆเราอยากจะบอกทุกคนว่า ภาพแรกที่เรามองศรีลังกานั้น เราเคยคิดว่าจะต้องเป็นประเทศที่ต้องมาเพื่อแสวงบุญหรือว่าไหว้พระกันอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว เราบอกเลยว่าเราคิดแคบไปมาก นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนนึงเท่านั้นและเป็นส่วนเล็กมากๆด้วย ต้องบอกเลยว่าศรีลังกานี้มีธรรมชาติที่โคตรสวย

ถ้าทุกคนมีเวลาสัก 5-7วัน อยากให้ทุกคนเที่ยวให้ครบทุกแนวในประเทศเลย เพราะศรีลังกามีตั้งแต่ฟีลเมืองร้านค้าเยอะๆเจริญๆแบบ Colombo มีป่าเขาโบราณสถานแบบ Sigiriya หรือว่าใครที่อยากสัมผัสอากาศหนาวๆแบบยุโรป อยากเจอทางรถไฟสวยๆหรือฝรั่งเยอะๆก็ให้ไป Nuwara Eliya อยากไปดูช้างอาบน้ำไปที่ Pinnawala ถ้าใครอยากลงใต้ไปเจอทะเลโต้คลื่นเจอฝรั่งแซบๆ ให้ไปที่ Unawatuna เพราะก็คือบาหลีดีดีนี่เองและยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ หรือถ้าอยากนั่งคาเฟ่ชิคๆร้านเล็กๆน่ารักๆ สัมผัสบรรยากาศแบบDutch ก็ให้ไปเมือง Galle สำหรับเราแล้วศรีลังกากลายเป็นอีกหนึ่งประเทศในใจที่ประทับใจในชีวิตเลยแหละ ต้องมาลองสักครั้งนะ ใครที่อยากไปเที่ยวแบบเราบ้างตอนนี้AirAsiaเค้าเปิด route ใหม่ บินตรง กรุงเทพ (ดอนเมือง)-โคลัมโบ มีอาทิตย์ละ4วันเลย บินมาถึงประมาณ4ทุ่ม ตื่นอีกวันนึงคือเที่ยวได้เลย ยังไงก็ขอฝากศรีลังกาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะ แล้วเจอกัน

LEAVE A REPLY