ไต้หวันใต้ เกาสง 3วัน2คืน ดีไม่แพ้ไทเป

0
1847

เกาสง 

หลายๆคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อ เมืองเกาสง แต่รู้หรือไม่ เกาสงเป็นจังหวัดที่เจริญเป็นอันดับสองของไต้หวันรองจากไทเปเลยทีเดียว เกาสงเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ที่ภาคใต้ของประเทศไต้หวัน เป็นจังหวัดที่ใหญ่มาก(ถ้าเทียบกับจังหวัดอื่นในไต้หวัน)

เกาสงยังเป็นเมืองท่า ที่สำคัญของประเทศ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 2 (รองจาก Taichung) มีอากาศดี วิวงาม ภูมิประเทศสวย มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากๆอีกด้วย
การคมนาคมที่นี่ยิ่งดีมากเข้าไปใหญ่เพราะมีระบบรถไฟฟ้าของตัวเอง ที่เรียกว่า KMRT ที่เดินทางได้ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองอีกด้วย


แพลนทริปคร่าวๆของเรา
Day 1 – นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีที่สวยเป็นอันดับสองของโลก แล้วไปตะลอนกินซีฟู้ดให้พุงแตกกัน !
– Kaohsiung Central Park : สวนสาธารณะใจกลางเมืองเกาสง
– Liuhe Night Market : ตลาดกลางคืนที่ขายซีฟู้ดเยอะมาก กินจนตัวแตก
– Dome of Life : สถานีรถไฟใต้ดินที่ได้ชื่อว่าสวยเป็นอันดับสองของโลก

Day 2 – เดินเข้าปากมังกรแล้วออกปากเสือ ! / ชอปปิ้งใน outlet ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ! / ไหว้พระขนาด 108 เมตร กัน !
– Fo Guang Shan Buddha Memorial Center : วัดพุทธที่มีขนาดใหญ่แห่งแรกในไต้หวัน มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงถึง 108 เมตร
– E-DA Outlet Mall : หนึ่งในเอาท์เล็ทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
– Lotus Pond : หนึ่งในแลนด์มาร์คของเกาสงที่ต้องไปเดินเข้าปากมังกรแล้วออกปากเสือ

Day 3 – Cijin Island : เกาะที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 5 นาที แต่เหมือนได้หลุดไปอยู่อีกเมือง !
– Cihou Lighthouse : ประภาคารอายุ 100 ปี
– Cihou Fort : ป้อมปราการที่ใช้ในการป้องกันทางเข้าของท่าเรือเกาสง ที่โดนทำลายตอนทำสงครามกับญี่ปุ่น
– Cijin Star Tunnel : อุโมงค์แห่งดวงดาว


สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเกาสง 

– ที่เกาสง เวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง
– ไม่ต้องทำวีซ่าจ้า ถือพาสปอร์ตสวยๆแล้วเดินเข้าประเทศได้เลย (ไม่เกิน30วัน)
– ค่าเงินที่นี่คือ TWD (Taiwan New Dollar)
– ค่าเงินพอๆกับที่ไทยเลย ฉะนั้นเวลาจ่ายเงินก็ไม่ต้องแปลงค่าเงินให้ปวดหัว จำง่ายๆว่าเท่าเงินไทยนั่นแหละ
– ค่าครองชีพพอๆกับกรุงเทพนะ (แถมค่าครองชีพที่เกาสงแอบถูกกว่าไทเปนะเออ)
– ของทั่วๆไปราคาไม่แรงมาก แต่ต้องคอยเช็คราคาก่อนซื้อให้ดี เพราะของบางอย่างราคางงๆ
แพงแบบงงๆว่าทำไมแพง และบางอย่างก็ถูกจนงงว่าทำไมถูก อะไรแบบนั้น ฮ่าๆๆ
– เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ระบบขนส่งมวลชนดี การเดินทางที่นี่ง่าย สะดวก และประหยัด
รถเมล์ รถไฟฟ้า ครอบคลุมทั่วถึงทั้งเมืองเลย
– ใช้ iPASS ใบเดียว ทำได้ทุกอย่าง จ่ายค่ารถไฟฟ้า ค่ารถเมล์ ซื้อของในร้านสะดวกซื้อ
– ปลั๊กที่นี่ใช้เป็นแบบ ปลั๊กขาแบน (เหมือนที่เสียบชาร์จไอโฟน) เต้ารับเป็นรูสี่เหลี่ยมแบนๆ
ถ้าใครต้องเสียบปลั๊กกลม ก็เอา universal adapter ไปด้วยเด้อ
– เราสามารถบินตรงจากกรุงเทพ(สุวรรณภูมิ) ไปเกาสง ได้ด้วยสายการบินไทยสมายล์ เลยจ้า
ไม่ต้องต่อเครื่องบิน หรือต่อรถ ให้ยุ่งยาก


ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 3 วัน 2 คืน

– ค่าที่พัก 2 คืน 500 บาท/คน
– ค่าบัตร iPASS 200 บาท/คน (บัตรราคา 100 ต้องเติมขั้นต่ำอีก 100)
– ค่าเดินทาง 338 บาท/คน
– ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ที่เกาะฉีจิน 150 บาท/คน (เช่า300ใช้ได้ประมาณครึ่งวัน)
– ค่าอาหาร น้ำ และเครื่องดื่ม(รวมทุกมื้อ) 1,023 บาท/คน
– ค่าซิม 2 fly (ซื้อจากสนามบินไทย) ราคา 399 บาท/คน
-> รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 2,610 บาท/ต่อคน

———————————————————

DAY 1 – สัมผัสแรกแห่งเกาสง / นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีที่สวยเป็นอันดับสองของโลก แล้วไปตะลอนกินซีฟู้ดให้พุงแตกกัน !

ทริปนี้เราตั้งใจจะไปเที่ยวเกาสงให้เต็มที่ เราเลยเลือกที่จะบินตรงไปเลย ไม่ต้องแวะเมืองอื่นให้เสียเวลา
เราบินไปกับไทยสมายล์ เพราะมีเที่ยวบินตรง จากกรุงเทพ(สุวรรณภูมิ)ไปยังเกาสง BKK-KHH
ที่สำคัญมีเที่ยวบินตรงทุกวันเลยนะ ก็กาปฏิทินเลือกวันได้เลย ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีไฟลท์
พร้อมกับบริการแบบฟูลเซอร์วิสด้วย
ไฟลท์ที่เราไป ซึ่งให้บริการอยู่ตอนนี้จะเป็นเวลา 10.00-14.20 (ใช้เวลาเดินทาง 3ชั่วโมง20นาที  แต่ด้วยความต่างของเวลา เวลาที่ไต้หวันจะเร็วกว่าประเทศไทย +1 ชั่วโมง เลยทำให้เราถึงที่นั่นเวลา 14.20 นั่นเอง)


ถึงแล้วจ้าาาเกาสง แปปเดียวเอง ไหนดูวิวที่หน้าต่างซิ เห็นชายหาดด้วยย แลนด์ดิ้งเลยจ้าาา

หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าไปที่พักกัน การเดินทางก็ง่ายมากๆ เพราะเราสามารถนั่งรถไฟฟ้าจากสถานีที่สนามบิน ไปยังที่พักได้เลย / นั่ง MRT สายสีชมพู จากสนามบินไปลง สถานี Sanduo Shopping Distict (R8)


เมื่อถึงสถานี Sanduo Shopping Distict (R8) เดินต่ออีกนิดหน่อยตาม GPS ก็ถึงแล้ว
ที่พักของเราชื่อว่า pon pon woo เราจองล่วงหน้าในแอพพลิเคชั่นจากที่ไทยมาแล้ว มาถึงก็แค่เช็คอินแล้วก็จ่ายเงินค่าที่พักให้ เก็บข้าวของให้เรียบร้อย
ใต้ตึกที่เป็นที่พักของเรามีเซเว่นอยู่ด้วย สะดวกมากๆ หรือใครสาวกแฟมิลี่มาร์ท ก็มีร้านอยู่ในบริเวณใกล้ๆกันนะ สะดวกสบายไม่อดตายแน่นอน ฮ่าๆๆๆ


ที่พักของเรา เราเลือกเพราะราคาและความเก๋ นอกจากราคาจะถูกแบบเวอร์ๆแล้ว ยังเก๋ตรงที่นอนให้อารมณ์เหมือนค้างอยู่นอกบ้าน มีทั้งเต็นท์แบบที่มีฟูกนอน มีห้องไม้แยกเป็นหลังๆ


ส่วนกลางที่นี่ก็ดีใช้ได้เลย มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ มีไวฟาย ห้องน้ำรวม(แยกชาย-หญิง)สะอาดสะอ้าน มีที่เป่าผม ที่หนีบผม มีโต๊ะทำงานพร้อมขนมเล็กๆน้อยๆให้กินฟรีด้วย น่ารักมากก

หลังจากเก็บของเรียบร้อยก็ออกเดินทาง ที่แรกที่เราจะไปในวันนี้คือ Kaohsiung Central Park

Kaohsiung Central Park
สวนสาธารณะใจกลางเมืองเกาสง ที่อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า แม้จะอยู่ใจกลางเมือง แต่ที่นี่ก็บรรยากาศดีมากๆ สงบร่มรื่น เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะมาออกกำลังกาย ให้อาหารเป็ด ให้อาหารนกกันนะ อยู่ใกล้ห้างใหญ่ๆในแถวเขต Shinkuchan Entertainment ด้วย
ซึ่งไม่ไกลจากที่พักเราเลย วิธีมาก็ง่ายมากๆ ขึ้น KMRT สายสีแดง แล้วลงสถานี Central Park Station(R9) เท่านี้ก็ถึงแล้วจ้าา



อีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่ คือทางออกชั้นบนของสถานีนี้จะตกแต่งขนาบข้างไปด้วยสวนเรียงกันเป็นขั้นบันได และมีน้ำตกเล็กๆระหว่างบันไดเลื่อน สวยงามและน่ารักมากๆ ดูแล้วรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจดีแฮะ



ที่นี่เป็ดเยอะมากๆ น่ารักทุกตัวเลยยย
ตอนกลางคืนในสถานีก็จะเปิดไฟแบบนี้ด้วย 

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้าไปต่ออีกแค่สถานีเดียว สถานี MRT Formosa Boulevard (R10) ก็จะถึงที่ต่อไปแล้วว

Dome of Life
โดมประติมากรรมกระจกสีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่กลางสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน KMRT Formosa Boulevard Station เป็นศิลปะบนกระจกหลากสีจำนวนกว่า 4,500 ชิ้น ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 4 ปี ออกแบบโดย Narcissus Quagliata ศิลปินชาวอิตาลี

ทำให้ที่นี่ได้รับการจัดอันดับจากเวบไซต์ท่องเที่ยวชื่อดัง “BootsnAll” ว่า Formosa Boulevard Station เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยเป็นอันดับสองของโลกเลยทีเดียว


เดินตามป้ายไปเลยจ้า

สวยและอลังการมากกก ไม่น่าเชื่อว่ามีอะไรแบบนี้อยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย
นั่งถ่ายรูป รอชมรอบการแสดงกัน ฮ่าๆๆ

ที่นี่จะมีการแสดงให้ชมด้วย ฉะนั้นถ้าอยากไปแล้วไม่เสียเที่ยวก็อย่าลืมเช็คเวลาดีๆตามนี้ได้เลย

รอบการแสดง Lighting Show ที่ Dome of Life
– วันจันทร์ – พฤหัส มี 3 รอบ เวลา 11.00 .  15.00 และ 20.00 .
– วันศุกร์ มี 4 รอบ เวลา 11.00 .  15.00 19.00 และ 20.00 .
– วันเสาร์และวันอาทิตย์ มี 5 รอบ เวลา 11.00 .  15.00 . 17.00 . 19.00 และ 20.00 .

หลังจากชมการแสดงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราไปหาอะไรลงท้องกันดีกว่า วันนี้เราจะไปหาของกินในตลาดกลางคืน ที่ Liouhe Night market ซึ่งอยู่ที่เดียวกับสถานีที่เราดู Dome of life เลย สะดวกมากๆ


ขนาดแค่ทางออกสถานีรถไฟฟ้ายังเท่เลยอ่ะ ฮ่าๆๆๆ

อยู่ตรงสถานี KMRT Formosa Boulevard (R10) Exit 11 / ที่เดิมแต่ใช้ ทางออก 11 นะจ้ะ

Liouhe Night market
ตลาดลิ่วเหอ เป็นตลาดกลางคืนที่เน้นขายอาหารพื้นเมืองของเกาสง ที่เป็นอาหารทะเล
มีของกินหลากหลายอย่าง หลากหลายร้านให้เลือกเลย ไม่ได้มีแค่ซีฟู้ด แต่ของกินอื่นๆและเครื่องดื่มก็มากมี



มีเกมให้เล่นด้วย เหมือนที่ไทยเลยอันนี้ เราจำได้ว่าเคยเห็นในงานวัด พอมาเจอที่ไต้หวันก็แอบตกใจว่าเขาเล่นแบบนี้กันด้วย เหมือนเราเลยแฮะ แต่ตุ๊กตาเขาแอบดูน่ารักกว่าอ่ะ ฮ่าๆๆๆ

ร้านนี้คือคนต่อคิวเยอะมากๆ คิวยาวตลอดเวลา เลยพาให้ชวนสงสัยว่าเขามีดีอะไร คำตอบคือเขาขายนมกะละกอ
เอ๊ะ  !แล้วมันอร่อยขนาดไหน ทำไมคนต่อคิวขนาดนี้ ไม่รอช้าเราเลยไปต่อแถวซื้อมาลองชิม 
ผลคือ.. รสชาติงงมาก ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แต่ถามว่ากินได้มั้ย ก็กินได้นะ แต่ถ้าให้กินอีกก็คงไม่เอา ฮ่าๆๆ

โฉมหน้าของนมมะละกอชื่อดังที่คนต่อคิวพรึ่บบบ

เฮ้ย ! นั่นมันต้นกุหลาบหิน เจ๊เอามาปั่นกินกันด้วยเราะ ??? 
บอกเลยว่าแค่เห็นก็รู็สึกเหม็นเขียว ยอมแพ้แล้ว ไม่กล้าสั่งเลยจ้า ฮ่าๆๆๆ



มาชิมหม่าล่ากันบ้าง เราสั่ง เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ เห็ดออรินจิ กระเจี๊ยบ
รสชาติใช้ได้นะ แต่รสไม่จัดมากเท่าไหร่ แอบรู้สึกอยากให้เผ็ดกว่านี้


ทาโกยากิร้อนๆ โอ้โห แจ่มเลยคุณ 


อันนี้เราเรียกไม่ถูก แต่ขอเรียกว่า นมเหนียวแท่งแล้วกัน อร่อยมากกกกก เราชอบมากๆ ต้องซื้อกลับไทยเลย
อันละ 10-20 เอง มีหลายรสมากๆด้วย แอบเซอร์ไพรซ์แฮะ 

และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือออออ…. ชานมไข่มุกเจ้าค่ะ !!!
แต่ต้องบอกก่อนว่าชานมที่นี่ไม่ได้ใส่นมหนาๆน้ำตาลเยอะๆเหมือนที่ไทยนะ
เขาเน้นความหอมของชา ฉะนั้นอาจจะจางๆกว่าที่ไทย ไม่ต้องตกใจไปจ้า

เรา Recommend ร้านนี้เลย อร่อยมาก โดยเฉพาะตัวไข่มุกที่มีความหอมเฉพาะตัวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน
ร้านนี้ชานมจะมีความหอมอ่อนๆ ไข่มุกหนึบหนับเนื้อแน่น
ให้เยอะมากๆทั้งชาทั้งไข่มุก เรากินกัน2คนยังแทบจะไม่หมดเลยจ้าา

DAY 2 – เดินเข้าปากมังกรแล้วออกปากเสือ ! / ชอปปิ้งใน outlet ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ! / ไหว้พระขนาด 108 เมตร กัน !

วันนี้เราออกเดินทางแต่เช้าเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อรถเมล์เดินทางไปกัน ที่แรกที่เราจะไปก็คือ Fo Guang Shan Buddha Memorial Center ก็ขึ้น KMRT (สายสีแดง) แล้วลงสถานี Zuoying ทางออก 1 (จุดรอรถบัสสาย 8501 อยู่ที่หน้าสถานี Zuoying เลย)  จากนั้นก็นั่งรถบัสสาย 8501 บอกคนขับว่าไปลง Fo Guang Shan Buddha Memorial Center ไปลงสุดสายเลย    ป่ะ ! เริ่มเดินทางกัน !

Fo Guang Shan Buddha Memorial Center
วัดฝอกวงซาน เป็นวัดพุทธที่มีขนาดใหญ่ แห่งแรกในไต้หวัน วัดนี้เป็นวัดพุทธที่มีชื่อเสียงของเมืองเกาสง
ไฮไลต์คือ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงถึง 108 เมตร แถมในวัดยังมีสถาปัตกรรมสวยงามให้ได้เดินดู และถ่ายรูปมีส่วนหอพระพุทธศาสดา ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมซึ่งมีส่วนต่างๆประกอบด้วยโถงต้อนรับส่วนหน้า  เจดีย์ทั้ง8 ลานมหาโพธิ์ อาคารหอรำลึกพระพุทธศาสดา และพระใหญ่บนอาคารอีกด้วย


พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงถึง 108 เมตร 



หลังจากสักการะกราบไว้ ถ่ายรูปกันเรียบร้อย เราไปสถานที่ต่อไปกันเลยดีกว่า ซึ่งก็ยังคงใช้รถเมล์เหมือนเดิม เพราะเดินทางง่าย ราคาถูก และสายที่เราขึ้นเป็นทางกลับพอดี เราขึ้นสาย 8501 แล้วไปลงป้าย E-DA World เลยย


E-DA Outlet Mall (ใน E-DA World)
ตั้งอยู่ในอาณาจักร E-DA World เป็นหนึ่งในเอาท์เล็ทที่ใหญ่ที่สุดในโลกบนขนาดพื้นที่ประมาณ 58,000 x 3.3 ตารางเมตร ออกแบบพื้นที่ด้วยสไตล์ยุโรปทั้งอาคาร รวมกว่า 700 แบรนด์ทั่วโลกเอาไว้ด้วยกัน อาทิ Calvin Klein, DKNY, Gucci, Polo by Ralph Lauren, TOD’s, Tommy Hilfiger และอื่นๆ อีกมากมาย
รับรองว่าขาช้อปต้องตื่นตาตื่นใจมากแน่ๆ เพราะราคามันถูกมากค่ะคุณ !!!
แถมด้านบนห้างยังมีชิงช้าสวรรค์ E-DA Ferris Wheel ขนาด 85 เมตร 40 ตู้ที่นั่ง
พร้อมการแสดงแสงสีทุกค่ำคืนและสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงต่างๆ
  
เพิ่มบรรยากาศที่โรแมนติกขณะช้อปปิ้งด้วยโซน B กับพื้นที่กว้างขนาด 110 x 10 เมตร ภายใต้ท้องฟ้าโรมันกว้าง (Roman Sky) เมื่อแหงนมองขึ้นไปคุณจะได้พบกับกลุ่มดวงดาวระยิบระยับแตกต่างกันออกไปใน 4 ฤดูกาลพร้อมแสดงแสงสีและเสียงเพลงประกอบด้วย

ชอปปิ้งเรียบร้อยก็เดินทางกันต่อ กับที่สุดท้รายของวันนี้ Lotus Pond เราขึ้นรถเมล์กลับไปที่ KMRT Zhouying Station(R16) แล้วต่อ Shuttle Bus ไปอีกนิดหน่อย

Lotus Pond
หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของเกาสง  เจดีย์มังกรเสือ วัดฉือจี้ (Dragon Tiger Pagodas Ciji Temple) หรือเรียกตามชื่อจีนว่า เจดีย์หลงหู (Longhu Pagodas) ตั้งอยู่ด้านหน้าของวัดฉือจี้ (Ciji Temple) ลักษณะเป็นเจดีย์สูง 7 ชั้น 2 องค์ ตั้งอยู่คู่กัน ตรงทางเข้าเจดีย์แต่ละองค์จะมีรูปปั้นเสือและมังกรอ้าปาก ให้เราเดินลอดเข้าไปด้านใน

เชื่อกันว่า “ถ้าเดินเข้าทางปากมังกรแล้วออกทางปากเสือ” จะเป็นการขจัดปัดเป่าเอาสิ่งไม่ดีออกจากตัว เปลี่ยนโชคร้ายให้กลายเป็นดี อีกด้วย




 

DAY 3 –  Cijin Island : เกาะที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 5 นาที แต่เหมือนได้หลุดไปอยู่อีกเมือง !

วันนี้เราจะเดินทางไปทะเลกัน เย้ !
ไปเกาะฉีจิน ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆตั้งอยู่เกือบติดกับไต้หวัน ต้องนั่งเรือข้ามฟากไป เกาะนี้สิ่งขึ้นชื่อก็คือ มีอาหารทะเลอร่อยที่สุดในเกาสง และทะเลสวยและสะอาดมากกก

การเดินทางของวันนี้คือ ขึ้น KMRT ไปลงสถานี Sizihwan แล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย ประมาณ500-700เมตร ไปขึ้นเรือที่ Gushan Ferry Pier หลังจากนั้นก็จะถึงเกาะฉีจิน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลย !
 
ระหว่างทางบ้านเมืองตรงนี้สงบมากๆ ดูมีเอกลักษณ์ความเป็นไต้หวันดีแฮะ

เดินมาเรื่อยๆก็ถึงท่าเรือ Gushan Ferry Pier แล้ว ตรงเข้าไปเลย

ได้เวลาเรือออกแล้ววว ขึ้นเรือกันเถอะๆๆ

ด้านในเป็นแอร์ มีกระจกให้ชมวิวด้วย

แต่ใครที่อยากกินลมชมวิวแบบเรา ก็มานั่งข้างนอกได้เลย ชิลมากกก คือดีงามมากๆจริงๆ

ถึงแล้วจ้าา เกาะฉีจิน

Cijin Island (เกาะฉีจิน)
เป็นเกาะท่องเที่ยวเล็กๆที่อยู่ห่างจากฝั่งเมืองเกาสงด้วยเรือเฟอรี่เพียง 5 นาทีเท่านั้น มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งบนเกาะ และยังมีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งอาหารซีฟู้ดที่สดใหม่ที่สุดของเมืองเกาสงด้วย

แต่เดิมนั้น เกาะฉีจินเป็นส่วนเดียวกับแผ่นดินเกาสง แต่เนื่องด้วยการจราจรทางน้ำที่คับคั่ง จนต้องมีการเปิดทางเข้าท่าเรือเมืองเกาสงเพิ่มจึงเปลี่ยนจุดที่เคยเชื่อมต่อกับแผ่นดินให้กลายเป็นทะเลแทน และพื้นที่ย่านฉีจินเดิมก็ได้กลายเป็นเกาะ โดยมีท่าเรือเฟอรี่ข้ามฝากและสะพานที่เชื่อมต่อกันระหว่างเกาะกับฝั่งแผ่นดิน และกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจไปในตัว

ในเกาะมีที่เที่ยวย่อยๆอีกเยอะมาก การเดินทางในเกาะ สามารถเช่าจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ ชมวิวรอบๆได้อย่างทั่วถึงเลย ราคาก็ไม่แพงมาก ลองต่อรองราคากันดูนะ มีหลายร้านมากๆที่ให้เช่าแบบนี้


Cihou Lighthouse
เป็นประภาคารสีขาว อายุ 100 กว่าปีที่สร้างโดยชาวอังกฤษ ตั้งอยู่บนเนินเขาภายในสวนริมทะเลที่เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากๆ มองเห็นวิวได้รอบเลย ถ้ามาดูตอนพระอาทิตย์ตกก็จะยิ่งสวยไปอีกแบบ

เดินขึ้นไปด้านบนอีกสักหน่อยจะได้เห็นวิวที่สูงกว่าเดิมและสวยกว่าเดิม ที่ Cihou Fort


Cihou Fort
ป้อมปราการนี้เคยใช้ในศตวรรษที่ 19 ใช้ในการป้องกันทางเข้าของท่าเรือเกาสง แต่ภายหลังโดนทำลายตอนทำสงครามกับญี่ปุ่น เลยมีกลิ่นไอของสงครามซ่อนอยู่ แต่ที่ประทับใจมากๆคือ วิวตรงนี้เห็นได้รอบเกาะฉีจินเลย เป็นจุดที่ห้ามพลาดมาถ่ายรูปเด็ดขาด !

ไปกันต่อกับอีกหนึ่งที่ๆเป็นไฮไลต์เหมือนกัน Cijin Star Tunnel

Cijin Star Tunnel
แปลเป็นไทยก็คือ “อุโมงค์แห่งดวงดาว” เป็นอุโมงค์ที่ข้างในอุโมงค์ประดับไฟไว้ แต่ที่พีคคือเมื่ออุโมงค์ใกล้สุดทางจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอีกด้านหนึ่งของอุโมงค์ ซึ่งเมื่อเดินออกไปก็จะเป็นทะเล !
เราประทับใจมากๆ เป็นความรู้สึกที่เซอร์ไพรซ์มากๆเลย แถมวิวทะเลคือสวย ลมเย็น และชิลมากๆ เหมาะกับการมายืนเฉยๆไม่ต้องคิดอะไร ซึบซับบรรยากาศรอบๆอย่างแท้จริง


ทีเด็ดคือ ตอนเราไปคืนมอเตอร์ไซค์ที่เช่ามา เจ้าของร้านบอกว่าต้องไปกินร้านนี้ให้ได้ ซึ่งเราก็อ่านชื่อร้านไม่ออก แต่มันอร่อยมากๆ เป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยวที่ใส่ไก่ทอด ประมาณนั้นนะ ใครไปเกาะฉีจินห้ามพลาดเลย
ถ้าไม่รู้จะเรียกชื่อร้านยังไง ลองเอารูปนี้ให้เขาดู เราว่าเขารู้จักกันหมดเลย เพราะร้านค่อนข้างดังเลยแหละ

หลังจากกินข้าวเรียบร้อยก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แล้วเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลง สถานี Kaohsiung International Airport(R4) กันเลย


จบทริปเกาสง 3 วัน 2 คืน ของเราแล้ว
เป็นครั้งแรกของเราเลยที่ได้มาที่เกาสง เราสรุปง่ายๆเลยว่า เกาสงเป็นไต้หวันที่มีความเจริญ เพราะเจริญเป็นอันดับ2รองจากไทเป ฉะนั้นไม่ต้องกลัวอะไรเลย ความสะดวกสบายครบครันแน่นอน
แต่ที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดคือ ความสงบ เมืองที่เจริญขนาดนี้ แต่กลับสงบและไม่วุ่นวายอย่างไม่น่าเชื่อ ใครที่เบื่อความวุ่นวายของไทเป เราว่าที่นี่คืออีกหนึ่งที่ ที่ครบครันทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน ความสะดวกสบาย แต่ยังคงความสงบได้ดีเลยจริงๆ

ถ้ามีเวลา มาพักผ่อนที่นี่ ก็ถือว่าได้เที่ยวและพักผ่อนได้ด้วยจริงๆ
เกาสง

LEAVE A REPLY