รีวิวทัวร์เรียน Snowboard ญี่ปุ่น-เซนได แค่ 3 วันก็เล่นเป็นได้!

0
279

พูดถึงการเล่นสโนว์บอร์ด น่าจะเป็นกีฬาที่หลายๆ คนมองว่าครั้งนึงในชีวิตต้องได้ลองเล่นสักครั้ง และลึกๆ คงรู้อยู่แล้วล่ะ ว่ามันไม่น่าง่ายอย่างที่คิด ลำพังจะเดินบนหิมะยังทรงตัวได้ไม่ง่ายเลยอ่ะเนอะ รอบนี้เราจะมารีวิวทัวร์เรียน Snowboard กันสักหน่อยที่เซนได ประเทศญี่ปุ่น โดยคราวนี้เราได้ไปกับ @Vacio FunFun Ski-Snowboard Club ซึ่งเป็นทัวร์​แรกๆ ในไทย​ ที่เปิดให้ไปเรียน​ Ski​ และ​ Snowboard แถมพ่วงได้เที่ยว​ญี่ปุ่นด้วยนะจ๊ะ

สำหรับทริปทัวร์เรียนสโนว์บอร์ดกับทาง Vacio FunFun ครั้งนี้ เราบินตรงโดนสายการบิน Thai Airways นั่งสะดวกสบาย มีอาหารรับประทานบนเครื่องชิลๆ เดินทางในคืนวันที่ 14 มกราคม และจะเดินทางถึงสนามบินเซนไดตอนเช้าวันที่ 15 แบบพร้อมเที่ยวได้เลย ซึ่งตามโปรแกรมทัวร์วันแรกเราจะไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในเมืองเซนไดกันก่อน

สนามบินเซนได
วันแรกของทริป เมื่อมาถึงเซนไดเราเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมสนามบิน และฟังประวัติที่มาของสนามบินเซนได โดยก่อนปี 2016 สนามบินแห่งนี้ยังเป็นของรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ ก่อนที่จะมาเป็นเอกชนในเวลาต่อมา ซึ่งก็เริ่มมีเที่ยวบินมากขึ้น โดยการบินไทยได้เปิดเส้นทางบินตรงมาที่นี่เมื่อเดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมานี้เองจ้า

ที่สนามบินแห่งนี้ในอดีตเคยได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกิดขึ้นในแถบภูมิภาคโทโฮคุช่วงปี 2011 ทำให้สนามบินได้รับความเสียหายหนัก หลังจากนั้นจึงได้มีการซ่อมแซมสนามบินเป็นอันดับแรก เพราะเมืองเซนไดเนี่ยถือว่าเป็น “ประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น” เลยทีเดียวนะ

ซึ่ง “เซนได” เนี่ยนับเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ มีทั้งหมด 6 จังหวัด มีรถไฟชินคังเซนผ่าน และนั่งตรงไปถึงฮอกไกโดได้ด้วยนะจ๊ะ มีรถบัส / รถไฟ JR East Pass Tohoku Area

อ่าวมัตสึชิมะ
ออกจากสนามบินเดินทางไปที่ “อ่าวมัตสึชิมะ” ได้ร่องเรือชมอ่าว ซึ่งเกาะต่างๆ ในอ่าวนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุมาก จึงมีการเลี้ยงหอยนางรม และสาหร่ายวากาเมะด้วย อากาศหนาวๆ เย็นๆ ลมแรงๆ ชิลมากกกกกก

นี่คือในวิว ที่เค้าว่ากันว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น

ต่อมาก็เดินไปศาลเจ้าใกล้ๆ ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้เนี่ย คนที่นี่เชื่อว่าคือศาลเจ้าที่เป็นผู้คุ้มครองดูแลชายฝั่งแห่งนี้นั่นเอง เราเลยได้มาไหว้พระ ขอพรกันสักหน่อย

แล้วก็ถึงเวลาพักกินข้าวหลังจากเดินจนหิว ทางทัวร์จัดให้ไปกินข้าวกันที่ร้านอยู่บริเวณข้างๆ วัด เดินไปนิดหน่อย ซึ่งที่นี่เป็นร้านขายหม้อไฟนาเบะ และหอยนางรมทอด ซึ่งหอยนางรมของอ่าวมัตสึชิมะขึ้นชื่อมากเรื่องความอร่อย มื้อนี้มันก็จะเริ่ดๆ หน่อย

โมริโอกะ แฮนด์คราฟทวิลเลจ
ทัวร์วันนี้ยังไม่จบแค่นี้ เราได้เดินทางไป “โมริโอกะ แฮนด์คราฟท์” ซึ่งเป็นหมู่บ้านหัตกรรม ซึ่งมีให้ลองทำหลายๆ อย่างด้วยต้นเองด้วย โดยเราไปเริ่มต้นที่การลองทำ โมริโอกะเซมเบ้ เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งรสหวาน และรสเค็ม สัมผัสกรอบคล้ายคุกกี้ โดยมีหน้าเป็นธัญพืชต่างๆ มีทั้งถั่วลิสง งาขาว งาดำ และเมล็ดทานตะวันเพิ่มความกรุป กับรสชาตินิดหน่อย

ปกติแล้วที่นี้จะมีงานฝีมือต่างๆ ให้เราได้ทำเวิร์คช้อป เช่นงานสานจากฟางข้าว งานดินเผา งานเครื่องประดับจากหิน ของเล่นจากไม้ และอื่นๆ อีก แต่เนื่องจากเวลาจำกัด เราจึงได้แค่ทำโมริโอกะเซมเบ้จ้า

จบทริปเถลไถลของเราเรียบร้อย ตอนนี้เราก็ได้เดินทางเข้าที่พัก Hotel Appi Grand ซึ่งถือเป็นสกี รีสอร์ทที่มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมมากสำหรับคนเล่นสกี สโนว์บอร์ด และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย มีออนเซ็นทั้งในตัวโรงแรม และแบบกลางแจ้งเลยนะจะบอกให้

พอเข้าห้องพักเก็บสัมภาระเสร็จ เราก็ได้ไปกินมื้อค่ำกันที่ร้าน “Richoen” ร้านเนื้อย่างของโรงแรม จัดว่าอร่อยเด็ด มีเนื้อวัววากิว ลิ้นวัวย่าง คอหมูย่าง น้ำจิ้มรสเด็ด ผักสดๆ และเบียร์สดของทางโรงแรมเอง ฟินเวอร์อ่ะมื้อนี้ :p

หลังมื้อค่ำ เราก็กลับเข้าห้องพักไปพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเจอของจริงแล้ว!! *ลืมบอกว่าที่พักของเราอยู่ที่อาคาร Hotel Appi Grand Main Building วิวลานหิมะ สวยงามมากจ้าา


เริ่มเรียนสโนว์บอร์ด
มาถึงวันจริงของพวกเราแล้ววววว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง มากินข้าวเช้ากันก่อน ของโรงแรมเป็นบุฟเฟต์ มีทั้ง American breakfast และอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น เลือกได้ตามใจชอบจัดว่าดีเอาเรื่อง

วันนี้เป็นวันแรก และครั้งแรก ของการเล่นสโนว์บอร์ด 555 มีตื่นเต้นนิดหน่อยนะเนอะ ก่อนอื่นเราต้องไปเลือกชุด และอุปกรณ์ให้เฟี๊ยวๆ แนะนำนิดนึงเรื่องรองเท้าสำคัญมาก เอาที่พอดีกับเท้า รองขยับให้กระชับ หาถุงเท้ายาวๆ ไปด้วยกันรองเท้ากัด

เลือกเสร็จก็ออกสนามจริง โดยเรามากับทัวร์ Vacio FunFun จะมีโค้ชมาสอนพวกเราโดยเฉพาะ ซึ่งจะแยกระหว่างโค้ชสกี และโค้ชสโนว์บอร์ดเลยนะ โดยโค้ชจะจับเรามาเริ่มกายบริหารก่อน ตามด้วยฝึกการทรงตัว และการเบรคเบื้องต้น แค่นี้ก็พอได้เหงื่อแล้วบอกเลยมีเกร็ง!

พักเที่ยงก็มีกินข้าวที่โรงอาหารของอร่อยเยอะอยู่นะ หลังจากอิ่มเรากลับไปลงสนามจริงอีกครั้งรอบนี้ต้องขึ้นกระเช้าไปบนเขา แต่ยังแค่เลเวล 1 ไม่สูงมากโค้ชจะฝึกให้เราสไลด์ลงมาแน่นอนเซียนๆ อย่างพวกเรา ล้มลุกคลุกคลานตามประสาเด็กหัดคลาน พอเมื่อยก็พักจนลงมาถึงข้างล่างได้ หัดวันแรกรู้สึกสนุกมาก หลังจากนั้นเราก็ไปอาบน้ำแช่ออนเซ็น สบาย คล้ายจะหลับในออนเซ็นได้เลยฟินอีกแล้วอ่าาา

รายการต่อไป เป็นช่วงเวลาที่สายหิวเฝ้ารอ คือบุฟเฟต์มื้อนี้ก็มีทั้งปูยักษ์ (ทาระบะ) เนื้อวากิว อาหารญี่ปุ่น และอาหารฝรั่งหลากหลาย รวมทั้งขนมหวาน ช็อคโกแลตฟองดูว์อีกด้วย ให้พลังมาเยอะจัดหนักๆ เลยจ้า อิ่มแล้วแยกย้าย พักผ่อนเตรียมตัวเรียนอีกวัน


เข้าสู่วันที่ 3 ของทริป ตื่นมาแต่เช้า พร้อมร่างการที่หิวโหยอีกครั้ง ต้องเก็บพลังงานเพิ่มหน่อยเมื่อวานหนักหนาสาหัสมาก ปวดไปทั้งตัว (เกร็งมากไปหน่อย) ประมาณ 9 โมง เราก็พร้อมลุยอีกครั้ง

เริ่มวันนี้โค้ชเริ่มสอนการเข้าโค้งตัว S สำหรับลงเขา ยังไม่ทันไร ยังไม่ทันซึมซับ… ครูฝึกก็พาขึ้นกระเช้าไปชั้นที่สูงขึ้นกว่าเมื่อวานเลยจ้าาา คราวนี้ก็ต้องแถๆ ลงมา ครึ่งเช้าจัดไป 2 รอบ เที่ยงพอดีก็พักกินข้าวเอาแรงกันหน่อย

หลังกินข้าว โค้ชพาขึ้นกระเช้าไปจุดสูงสุด โค้ชบอกไปเพื่อถ่ายรูปเฉยๆ แต่ก็นะมาทั้งที เล่นซะหน่อยละกัน ไถๆ ลงเขามาถึงด้านล่างได้ รอบนี้ดูชิลขึ้นเยอะ ผ่านประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ 555 นี่ก็ปาเข้าไปบ่าย 3 ครึ่ง ก็รีบเปลี่ยนชุดเพื่อเดินทางต่อไปยัง โรงแรม ฮานามากิ ออนเซ็น

โรงแรม ฮานามากิ ออนเซ็น
ประมาณ 4 โมงเย็นก็เดินทางมาโรงแรม ขึ้นห้องเก็บของ มากินข้าวเย็น เป็นบุฟเฟต์ เนื้อปู และเนื้อย่าง แต่ที่ต้องมากินคือ ข้าวที่หุงในหม้อดินพร้อมน้ำซุป มีทั้งเห็ด และซีฟู้ด โดยใช้ความร้อนจากเทียน เมื่อเทียนดับไปแล้ว 5 นาที ข้าวจะสุกกำลังดีและเป็นช่วงเวลาที่อร่อยที่สุดของข้าวด้วย ต้องลองบอกเลอ หลังทานข้าวเย็น อ. ให้คำแนะนำ การเล่น และเสริมข้อที่ผิดพลาด

ชมการแสดงวัฒนธรรม ของทางโรงแรม ซึ่งนักแสดงจะเป็นอาสาสมัครทั่วไปที่มาเปิดการแสดงเอง ถือว่าเป็นการสนับสนุนศิลปินจริงๆ


วันที่ 4 ของทริปทัวร์ล้มลุกคลุกคลานนี้แล้ว เริ่มต้นกินข้าวเช้า แล้วต่อด้วยทัวร์โรงแรม ฮานะมากิ ออนเซ็น (Hanamaki onsen) โรงแรมนี้ได้ชื่อว่า เป็นโรมแรมออนเซ็นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน ภูมิภาคโทโฮคุ เพราะมีโรงแรมที่มีทางเดินเชื่อมต่อกันอยู่ในส่วนเดียวกันอีก 2 โรงแรมด้วยกัน คือโรงแรมโกโยกัน (Koyokan hotel) และโรงแรมเซนชูกากุ (Senshukaku hotel) ซึ่งผู้เข้าพักสามารถเข้าไปใช้บริการพื้นที่และบริการของ 2 โรงแรมนี้ ได้ด้วย

เริ่มต้นด้วยการไปศาลเจ้าชินโต ไหว้พระ และแขวนป้ายอธิฐานขอพร ต่อด้วยร้านขนมปังขึ้นชื่อของทางโรงแรม ชื่อ อังปัง หากินได้แค่ที่โรงแรมฮานามากิเท่านั้น ไส้ขนมเปลี่ยนตาม ฤดูกาล ฤดูกาลนี้เป็นไส้ถั่วแดง ขนมปังนุ่มมาก ไส้เข้มข้นมาก แต่ส่วนตัวคิดว่าหวานไปหน่อย

เสร็จชมเวดดิ้งสตูโอ แต่งงานแบบญี่ปุ่น ที่นี้รองรับชมชุดกิโมโน ซึ่งสมัยก่อนต้องใส่ชุดถึง 12 ชั้น เพราะสมัยก่อนไม่มีเสื้อใน เลยต้องรัด และซับเหงื่อ ไม่ให้ซึมออกมาถึงชุดด้านนอกชมออนเซ็นของโรงแรมโกโยกันเป็นออนเซ็นแบบเอาท์ดอร์ บรรยาการดีมากจนอยากนอนแช่ซะเลย

ช่วงลองวิชา!!
บ่ายโมงเราเดินทางมาต่อที่ Geto kogen academy เป็นแคมป์สำหรับให้เด็กๆ วัยรุ่น มาเข้าเรียนสกี และสโนว์บอร์ดที่นี่ก็ดูใหญ่เอาเรื่อง คนค่อนข้างเยอะเลยแหละ มาถึงก็ไปรับอุปกรณ์ ชุดเล่นสโนว์บอร์ดกันเลย มีเตรียมไว้พร้อม!!

ชุดพร้อมอุปกรณ์พอถึงก็เล่นเลยจ้า มีโค้ชฝึกสอนให้เหมือนเดิม อาจจะคนละแนวแต่บอกเลยว่าได้ประโยชน์มากๆ ที่นี่สอนแบบแอดวานซ์ขึ้น ด้วยความที่เรามีพื้นฐานมาจากโค้ชคนก่อนแล้ว ทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น รอบนี้เล่นกันมันส์มาก 2-3 รอบจนไม่อยากเลิกเลยทีเดียว แบบว่าเริ่มเซียนกำลังตื่นเต้น

16.30 น. เวลาของสโนว์บอร์ดเราก็จบลงซะเร็วเลย ได้เวลาเดินทาง ไปยัง Resort Park Hotel Onikobe Miyagi ที่นี่ลูกค้าที่มาพักก็สามารถมาเล่นสกี และสโนว์บอร์ดได้เหมือนกันจ้าา

ขอเล่าหน่อยโรงแรมนี้มีที่มาไม่ธรรมดานะคร้าบ เริ่มต้นโรงแรมนี้ถูกสร้างมาเพื่อรับรองแขกคนสำคัญของ บ.มิตซูบิชิ เท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปด้วยภาวะทางเศรษฐกิจ จึงได้เปิดให้บุคคลทั่วไปมาใช้บริการ

เริ่มต้นอาหารเย็นด้วยคอร์สอาหาร ซึ่งเป็นเซ็ตที่ทางโรงแรมเคยใช้ต้อนรับแขกพิเศษของมิตซูบิชิ บอกเลยอลังการเวอร์วังมาก อร่อยทุกจาน พอกินเสร็จย้งไม่ทันย่อย มีไปต่อด้วยเนื้อย่างเกรดพรีเมียมของทางโรงแรม กินจนจุกอ่ะบอกเลย เป็นอันจบทริปไปด้วยมื้อค่ำอันแสนพิเศษ
*มื้อเย็นที่เราได้ทานกันนี้ หากเราซื้อทัวร์มาทาง Vacio FunFun จะให้เราเลือกได้ว่าอยากทานมื้อค่ำแบบไหน จะเป็นเซ็ตแรก หรือเซ็ตเนื้อย่างแบบในรูปก็ได้นะจ๊ะ เรากลัวไม่รู้ว่าเป็นแบบไหนบ้าง เลยเสียสละเพิ่มน้ำหนักด้วยการกินทั้งสองอย่างเลยละกัน แหะๆ


และแล้วทริปก็จบครบสมบูรณ์ อิ่มหนำสำราญ และสามารถเล่นสโนว์บอร์ดได้จริงๆ ในเวลาแค่ 2 วัน โดยวันที่ 3 นั้นถือว่าเป็นการทบทวนของจริง และทำให้เราคล่องแคล่วมากขึ้นด้วยนะ

จบทริปเราก็เดินทางมาสนามบินเซนได เช็คอินกลับบ้านโดยสายการบินไทย นั่งสบาย อาหารอร่อย

สรุปแล้วทริปทัวร์เรียน Snowboard ของพวกเรา GO Went Go 6 วัน 4 คืน ก็ผ่านไปด้วยดี ปวดตัวกันนิดหน่อย หรือไม่หน่อยนี่แหละ แต่คุ้มมาก สนุกมากกกก ได้เล่นหิมะ (ล้มจมหิมะ) และได้เล่นสโนว์บอร์ดที่อยากเล่นกันสักครั้งอยู่แล้ว บอกเลยว่ามีโอกาสคงต้องมาซ้ำอีก

ทริปนี้ต้องขอบคุณ @Vacio FunFun ski snowboard Club ที่พาพวกเรามาตะลุยหิมะที่เซนไดด้วยกันด้วยนะจ๊ะ ใครสนใจอยากได้ประสบการณ์แบบพวกเรา ติดต่อไปเลยยย

ใครสนใจ​ติดต่อที่​ 089-660-7048
Line​ : YYT6968S
www.vaciofunfun.com
facebook : http://bit.ly/373u0Bq